อีก้อหรืออาข่า(Akha)


อีก้อ หรือ อาข่า ( Akha )

อีก้อ เป็นกลุ่มชนที่จัดอยู่ในเชื้อชาติธิเบต - พม่า เรียกตนเองว่า “อาข่า” แต่คนไทยและลาวมักเรียกชนเผ่านี้ว่า “อีก้อ” หรือ “ก้อ” หรือ “ข่าก้อ” ในขณะที่ชาวจีนและเวีนดนามเรียกชนเผ่านี้ว่า “ฮานี”

ภาษาของอาข่าจัดอยู่ในสาขา “ยิ” หรือ โล-โล ที่แยกกลุ่มมาจากตระกูลพม่า - ธิเบต โดย “จือโก” คือ สำเนียงที่คนอาข่าในไทยใช้ซึ่งเป็นสำเนียงเดียวกับที่ใช้กันอยู่ส่วนใหญ่ในหมู่อาข่าที่ตั้งรกรากอยู่ในแคว้นเกงตุงพม่า แถบตะวันตกเฉียงใต้ของยูนนาน จีน และตะวันออกเฉียงเหนือของลาว เป็นภาษาที่คล้ายกับภาษาลาหู่และลีซอ ซึ่งเป็นเพียงภาษาพูด ไม่มีตัวอักษรที่ใช้เขียน จึงเขียนเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาไทยแทนในการสะกดตัวอักษร

อาข่ามีต้นกำเนิดในมณฑลยูนนานของจีน (ซึ่งปัจจุบันก็ยังคงตั้งถิ่นฐานกันอยู่) และค่อยๆ ทยอยกันอพยพลงใต้มาในระยะหลายศตวรรษ โดยในราวกลางคริสตวรรษที่ 19 มีอาข่าจำนวนมากเข้าไปอาศัยอยู่ในแคว้นเกงตุง ซึ่งเป็นชายแดนตะวันออกของรัฐฉานของพม่า ปัจจุบันนี้มีอยู่กว่า 180,000 คน บางส่วนอพยพเข้าไปอยู่ในประเทศลาว และเวียดนาม ส่วนชาวอาข่าที่อยู่ในไทยเป็นกลุ่มที่อพยพมาจากประเทศพม่า โดยหมู่บ้านอาข่าแห่งแรกในประเทศไทยตั้งขึ้นในราวปี พ.ศ. 2446 บริเวณหินแตกใกล้ชายแดนพม่า และได้เริ่มมีชาวอาข่าอพยพเข้ามาในไทยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากราว 2,500 คนหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 2507 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุดในปี 2545 สำรวจพบว่ามีจำนวนประชากรอาข่าในประเทศไทยทั้งสิ้น 68,653 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 7.43 จากจำนวนประชากรชาวเขาของประเทศไทย แบ่งเป็นชาย 20,948 คน เป็นหญิง 21,876 คน และเด็กอีก 25,829 คน โดยจะกระจายตัวอยู่ในบริเวณ 7 จังหวัด คือ เชียงราย เชียงใหม่ ตาก เพชรบูรณ์ แพร่ ลำปาง และพะเยา พบมากที่สุดในจังหวัดเชียงราย (59,782 คน)

ชาวอาข่ามักจะตั้งบ้านเรือนที่อยู่อาศัยบริเวณไหล่เขาที่ระดับความสูงประมาณ 1,200 เมตร ใกล้แหล่งน้ำ และเป็นพื้นที่ซึ่งมีทางเข้าถึงได้หลายทาง การสร้างหมู่บ้านของอาข่ามักไม่ใหญ่โต มีลักษณะการอยู่รวมกันประมาณ 10 - 30 หลังคาเรือน สูงสุดไม่เกิน 50 หลังคาเรือน

การดำเนินชีวิตในปัจจุบันมักทำการเกษตร และทำไร่ ชาวอาข่ามักทำงานหนักและใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในไร่หรือพื้นที่เกษตรกรรมมากกว่าอยู่กับครอบครัว ผู้หญิงชาวอาข่าสามารถทำงานหนักได้เท่าเทียมผู้ชาย และสามารถทำงานในไร่ในขณะที่แบกลูกน้อยไว้บนหลังไปด้วยได้ ในปัจจุบันชาวอาข่าได้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากรดิน น้ำ และป่า เพื่อทำการเกษตรแนวใหม่ อาทิ การทำระบบการเกษตรผสมผสานอย่างยั่งยืน การปลูกพืชหลายระดับ การขุดนาขั้นบันได การปลูกพืชแนวระดับเพื่อป้องกันหน้าดินพังทลาย การปลูกพืชหมุนเวียน การจัดทำระบบฝายอย่างง่าย การขุดร่องน้ำและทำท่อส่งน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร รวมถึงการบวชป่าชุมชน การปลูกป่าใช้สอย ป่าถาวร และการป้องกันไฟป่า

ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการและการปรับตัวของชาวอาข่า ที่ดูเหมือนจะมีมากกว่าชาวเขาเผ่าอื่นในด้านการนำเทคโนโยลีสมัยใหม่มาผสมผสานใช้กับภูมิปัญญาดั้งเดิมเพื่อความอยู่รอดในสภาวะที่ทรัพยากรธรรมชาติเริ่มหมดไปจากพื้นที่ทำกินของชาวอาข่าอย่างรวดเร็ว