อภัยโทษ


ผู้เรียบเรียง : นางสาวนันทกานท์  ชมสาคร

ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : นายจเร พันธุ์เปรื่อง


          เดิมแต่โบราณกาลมา  มนุษย์เราแต่ละปัจเจกบุคคลเมื่อเกิดมาแล้วย่อมมีสิทธิ เสรีภาพ และอิสรภาพตามธรรมชาติ ที่จะดำเนินชีวิตไปตามครรลองของโลก แสวงหาปัจจัยสี่อันเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค ตลอดจนสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตที่สามารถใช้กำลังและสติปัญญาไขว่คว้ามาไว้ในความครอบครองและยึดถือความเป็นเจ้าของเพื่อนำมาซึ่งความสุข ความอภิรมย์ และความมั่นคงปลอดภัยของตน แต่เมื่อมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียกได้ว่า สัตว์สังคม (อังกฤษ:Social animal) ปัจเจกบุคคลแต่ละคนย่อมมีสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน การใช้สิทธิ  เสรีภาพ และอิสรภาพของแต่ละปัจเจกบุคคลจึงกระทบกระทั่งกันด้วยการแก่งแย่งทรัพยากรที่มีจำกัด  ความวุ่นวายและโกลาหลในสังคมมนุษย์จึงเกิดจากการใช้สิทธิ  เสรีภาพ และอิสรภาพตามอำเภอใจของแต่ละปัจเจกบุคคล มนุษย์ทั้งหลายจึงมาทำข้อตกลงกันกำหนดบุคคลขึ้นมาเป็นผู้ปกครองของตน ทำหน้าที่ควบคุมความประพฤติของประชาชนเพื่อรักษาความสงบสุขและความมั่นคงของสังคมไว้ โดยการวินิจฉัยและชี้ขาดตัดสินว่าการกระทำใดเป็นความผิด[1]  ซึ่งต่อมาได้พัฒนามาเป็นกฎหมาย  และเพื่อให้ประชาชนเคารพกฎหมาย  การฝ่าฝืนกฎหมายจึงต้องกำหนดบทลงโทษโทษทางอาญา[2]  ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันมีสภาพร้ายแรงอย่างเบาเป็นการลิดรอน อย่างกลางจำกัด และอย่างหนักเป็นการตัดสิทธิ เสรีภาพ และอิสรภาพของปัจเจกบุคคลโดยสิ้นเชิง  คือ  โทษประหารชีวิต หรือ อุกฤษฏ์โทษ (อังกฤษ: capital punishment, death penalty)  ซึ่งยังคงเป็นที่ถกเถียงกันว่า มนุษย์สามารถลงโทษมนุษย์ด้วยกันถึงขั้นทำลายชีวิตได้หรือไม่  โดยปัจจุบันมีประเทศที่ยังคงโทษประหารชีวิต 58 ประเทศ ประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับอาชญากรรมทุกรูปแบบโดยนิตินัย 98 ประเทศ ประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตเฉพาะอาชญากรรมปรกติ 7 ประเทศ[3]

          อย่างไรก็ตาม แม้โทษทางอาญาทุกระดับจะมีความร้ายแรงมีผลเป็นการลิดรอน จำกัด หรือตัดสิทธิ เสรีภาพ และอิสรภาพขั้นพื้นฐานของบุคคล แต่ฝ่ายนิติบัญญัติของประเทศไทยยังคงเห็นความจำเป็นที่จะต้องมีบทบัญญัติกำหนดโทษทางอาญาและยังไม่ได้ยกเลิกโทษประหารชีวิต ทั้งนี้ เพื่อผลในการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ  แต่กฎหมายไทยก็ได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการอภัยโทษไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ภาค 7 อภัยโทษ เปลี่ยนโทษหนักเป็นเบาและลดโทษ ตั้งแต่มาตรา 259 ถึง 267

          ดังนั้น บทบัญญัติ เรื่อง อภัยโทษ จึงมีความสำคัญเพราะเป็นสิทธิของบุคคลที่จะได้รับการคืนสิทธิ   เสรีภาพ และอิสรภาพขั้นพื้นฐานของตนกลับมา แล้วกลับคืนสู่สังคมและดำรงชีวิตอย่างผาสุกต่อไป  

ความหมาย

          พจนานุกรมแปล ไทย-ไทย ราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายของคำว่า อภัยโทษ ไว้ว่า ยกโทษหรือเปลี่ยนโทษหนักเป็นเบาหรือลดโทษให้แก่ผู้ต้องคำพิพากษาให้ต้องรับโทษทางอาญาเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว
เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ

          นายรณกรณ์  บุญมี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในการสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง “พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการพระราชทานอภัยโทษ” ตอนหนึ่งว่า  อภัยโทษ ตามภาษาฝรั่งเศส มาจากคำว่า Grace (กรา (เซอ))  มีความหมายว่า การให้อภัยหรือความเมตตาปรานี ซึ่งศาสตราจารย์เอช  เอกูต์  ผู้ทรงคุณวุฒิทางกฎหมายของฝรั่งเศสกล่าวว่า “การอภัยโทษ คือ
ความเมตตาปรานีอันมาจากอธิปัตย์หรือประมุขของรัฐอันมีที่ประสงค์ที่จะให้ผู้ต้องคำพิพากษาให้ลงโทษนั้น ได้รับโทษทั้งหมดหรือแต่บางส่วน”[4]

          ศาสตราจารย์คนึง  ฦาไชย  ได้เขียนในหนังสือคำอธิบายกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เล่ม 2  ตอนหนึ่งว่า การอภัยโทษ หมายถึง กรณีที่ผู้ต้องคำพิพากษาว่ามีความผิดและต้องรับโทษตามคำพิพากษาโดยเด็ดขาด แต่พระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อภัยโทษ และกล่าวในอีกตอน ว่า การพระราชทานอภัยโทษเป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทยอันเป็นราชประเพณีสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์แต่โบราณกาลและมีมาถึงยุคประชาธิปไตย[5]

 

ความเป็นมา

          อภัยโทษ เป็นราชประเพณีที่สืบทอดมาแต่โบราณกาล ดังความที่ปรากฏในพระไตรปิฎกในหลายตอน อาทิ อรรถกถาปัพพตูปัตถรชาดก ซึ่งเป็นตอนที่พระเจ้าโกสลได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อขอคำแนะนำว่าจะทำอย่างไรกับอำมาตย์ของพระองค์ที่กระทำความผิด ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสเล่าให้พระเจ้าโกสลทราบว่า    อดีตกษัตริย์ในอินเดีย คือ พระเจ้าพรหมทัตซึ่งครองราชสมบัติกรุงพาราณสีได้พระราชทานอภัยโทษแก่อำมาตย์ที่เป็นชู้กับหญิงของพระองค์มาแล้ว ซึ่งทำให้พระเจ้าโกสลตัดสินพระทัยในการมีพระราชทานอภัยโทษแก่อำมาตย์ของพระองค์เช่นกัน[6]  อังคุลีมาลสูตร  ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในยุคพุทธกาล เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลกษัตริย์แคว้นโกศลได้นำกองกำลังทหารม้าจำนวน 500 ออกตามจับโจรองคุลีมาลที่เที่ยวเข่นฆ่าประชาชนแล้วเอานิ้วมือผู้เคราะห์ร้ายมาร้อยเป็นพวงมาลัยสวมใส่ แต่กลับพบว่าองคุลีมาลได้ออกบวชในพุทธศาสนาแล้ว  พระพุทธเจ้าจึงตรัสถามพระเจ้าปเสนทิโกศลว่าหากโจรร้ายสำนึกความผิดและกลับใจมาเป็นผู้ถือศีลแล้วจะดำเนินการอย่างไรกับโจรร้ายนั้น  ซึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศลก็ได้ตรัสตอบพระพุทธเจ้าว่าจะพระราชทานอภัยโทษแก่องคุลีมาล[7]

          อุดมคติในทางพุทธศาสนา พระราชาที่ดีควรมี ทศพิธราชธรรม[8] หรือ ราชธรรม 10 ประการ ที่พระราชาทรงประพฤติเป็นหลักธรรมประจำพระองค์ในการปกครองบ้านเมือง  เป็นการปกครองโดยธรรมอันจะนำมาซึ่งประโยชน์สุขให้แก่ประชาชน โดยอภัยโทษ เป็นอภัยทาน จัดว่าเป็น ทาน อย่างหนึ่งซึ่งเป็นทศพิธราชธรรมข้อแรกของพระราชา ต่อมา ภายหลังแนวความคิดเกี่ยวกับธรรมราชาได้แพร่จากอินเดียเข้าสู่ดินแดนสุวรรณภูมิ ในยุคราชอาณาจักรสุโขทัย ช่วงพุทธศตวรรษที่ 18

          ในช่วงต้นๆ ของราชอาณาจักรสุโขทัย ใช้ระบบปิตุราชาธิปไตย หรือ "ระบบพ่อปกครองลูก"โดยในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช นั้น พระองค์ทรงเอาพระทัยใส่ในสุขแลทุกข์ของราษฎรโดยให้แขวนกระดิ่งขนาดใหญ่ไว้ที่ประตูพระราชวังด้านหน้า เพื่อให้ราษฎรที่มีความทุกข์ร้อนมาลั่นกระดิ่งร้องทุกข์ได้ ซึ่งรวมถึงการขอพระราชทานอภัยโทษด้วย ต่อมา เมื่อราชอาณาจักรสุโขทัยขยายตัวมากขึ้น ในรัชสมัยพระยาลิไท  พระองค์ได้รับแนวความคิดระบบธรรมราชา จากพุทธศาสนานิกายหินยาน ซึ่งมีความเชื่อว่า เมื่อพระราชาองค์ใดปฏิบัติตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะทศพิธราชธรรม 10 ประการ และจักรวรรดิวัตร์ 12 อย่างสมบูรณ์แล้ว จะทำให้พระราชาพระองค์นั้นเป็นพระราชาเหนือพระราชา หรือที่เรียกว่า พระเจ้าจักรพรรดิ ซึ่งจะทำให้ราชอาณาจักรสุโขทัยมีความมั่นคงและประชาชนมีความสุขด้วยธรรมะ  และจากข้อความในศิลาจารึก หลักที่ 5  ที่วัดป่ามะม่วง  ทำให้ทราบว่าพระมหาธรรมราชา หรือพระยาลิไท  ทรงผ่อนปรนให้กับนักโทษที่ถูกพิพากษาให้ประหารชีวิตโดยพระราชทานอภัยโทษเปลี่ยนเป็นโทษอื่นแทน[9]

          ต่อมา ในยุคราชอาณาจักรอยุธยา กษัตริย์ได้นำระบบเทวราชา ซึ่งเป็นความเชื่อในศาสนาพราหมณ์มาผสมผสานกับแนวความคิดธรรมราชา โดยระบบเทวราชา นั้น เชื่อว่า กษัตริย์หรือราชาเป็นองค์อวตารของพระนารายณ์  ซึ่งเป็นหนึ่งในตรีมูรติเป็นเจ้าชีวิตของสรรพสัตว์ทั้งหลาย กษัตริย์จึงกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดุจเทพเจ้า มีพระราชอำนาจสูงสุดผู้ใดจะล่วงละเมิดมิได้ แต่เนื่องจากกษัตริย์ในราชอาณาจักรอยุธยายังคงให้ความเคารพในหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ทำให้แนวความคิดเทวราชาไม่เคร่งครัดเท่าใดนัก การที่กษัตริย์นับถือพระรัตนตรัยทำให้ราษฎรมีความเคารพด้วยไม่ใช่กลัวแต่เพียงอย่างเดียว แต่ก็ไม่ได้มีความใกล้ชิดกับราษฎรอย่างในยุคราชอาณาจักรสุโขทัย  สำหรับพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ  ยังคงเป็นการแสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณ อาทิ พระนเรศวรทรงพระราชทานอภัยโทษแก่แม่ทัพนายกองที่ไม่อาจติดตามพระองค์ได้ทันในการศึกยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาแห่งพม่าที่ดอนเจดีย์ตามที่สมเด็จพระวันรัตวัดป่าแก้ว กับพระราชาคณะ 25 รูป กราบทูลขอ[10]

          สำหรับราชอาณาจักรรัตนโกสินทร์  แนวคิดธรรมราชาดูเหมือนจะมีบทบาทที่สำคัญมากกว่าที่เคยเป็นมาในยุคราชอาณาจักรอยุธยา  พระมหากษัตริย์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อปวงราษฎรเป็นอย่างมาก  อาทิ รัชกาลที่ 3 ทรงเห็นว่านักโทษที่ก่ออาชญากรรมต่างๆ  ปล้นทรัพย์  สูบฝิ่น  หรือดื่มสุรา  เป็นผู้เหยียบย่างบนทางที่นำไปสู่นรกในภพหน้า พระองค์ทรงมีน้ำพระทัยเปี่ยมไปด้วยพระเมตตากรุณา จึงให้มีการเทศนาสั่งสอนหลักธรรมในพุทธศาสนา ซึ่งหากนักโทษสามารถปรับปรุงแก้ไขตนเองได้ ก็จะได้รับพระราชทานอภัยโทษแล้วรับไว้เป็นขุนนางในราชสำนัก[11]

อภัยโทษในปัจจุบัน

          อภัยโทษ  ในปัจจุบันยังคงเป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทยเช่นเดิม แตกต่างตรงที่นับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข พระราชอำนาจดังกล่าวไม่ได้มีสภาพเด็ดขาดอย่างเช่นในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์
(อังกฤษ: Absolute Monarchy) ซึ่งกษัตริย์เป็นผู้ปกครองที่มีสิทธิ์ขาดในการบริหารประเทศและมีอำนาจออกกฎหมายตามแต่จะเห็นสมควร  พระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยแม้จะเป็นไปตามราชประเพณีที่สืบต่อกันมา  แต่ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและกฎหมายลำดับรองลงมา  โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม  พุทธศักราช  2475  ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรก
ก็ได้รับรองพระราชอำนาจนี้ไว้มาตรา 55 ที่บัญญัติว่า “พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่จะพระราชทานอภัยโทษ” และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 225 หรือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  2550  มาตรา 191 ก็ได้บัญญัติรับรองพระราชอำนาจนี้ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้  เงื่อนไขและหลักเกณฑ์การขอรับพระราชทานอภัยโทษเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และพระมหากษัตริย์จะทรงใช้พระราชอำนาจได้ต่อเมื่อมีผู้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมขึ้นไปเท่านั้น[12]  ซึ่งต้องมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการฯ ด้วย  คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม 

ประเภท  หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการขอรับพระราชทานอภัยโทษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา[13]

ประเภทของการพระราชทานอภัยโทษ

4.1  การพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป

          การพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์หรือผู้ต้องโทษโดยการตราพระราชกฤษฎีกาตามการถวายคำแนะนำของคณะรัฐมนตรีต่อพระมหากษัตริย์ ตามมาตรา 261 ทวิ ในกรณีนี้ ทางราชการจะดำเนินการให้แก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ในทุกขั้นตอน โดยที่ผู้ต้องราชทัณฑ์มิต้องดำเนินการใด ๆ การพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป มักจะมีขึ้นในวโรกาสมหามงคลต่าง ๆ เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่น เนื่องในโอกาสพระราชพิธีกาญจนาภิเษก รัชมังคลาภิเษก เป็นต้น

4.2 การพระราชทานอภัยโทษเฉพาะราย

          การพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์หรือผู้ต้องโทษเป็นรายบุคคล โดยการทูลเกล้าฯ    ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ  ตามการถวายคำแนะนำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ส่วนจะได้รับพระราชทานอภัยโทษหรือไม่เพียงใดขึ้นอยู่กับพระบรมราชวินิจฉัยขององค์พระมหากษัตริย์

          ผู้มีสิทธิยื่นเรื่องทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะราย ได้แก่

          - ผู้ต้องโทษที่คดีถึงที่สุด

          -  ผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้อง อาทิเช่น บิดา มารดา บุตร คู่สมรส

          -  สถานทูต  (ในกรณีที่เป็นนักโทษชาวต่างประเทศ)

ระยะเวลาการยื่นฎีกาทูลเกล้า ฯ ขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะราย

          1. ผู้ต้องโทษกรณีทั่วไป  ยื่นได้ทันทีที่คดีถึงที่สุด

          2. ผู้ต้องโทษประหารชีวิต  ต้องยื่นภายใน 60 วัน นับแต่คดีถึงที่สุด

ขั้นตอนการขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะราย

          ผู้ต้องโทษ (โทษประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ ริบทรัพย์สิน) ที่คดีถึงที่สุดแล้ว  หรือผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้องสามารถยื่นเรื่องราวทูลเกล้าถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษผ่านเรือนจำ หรือทัณฑสถาน หรือกระทรวงยุติธรรม หรือสำนักราชเลขาธิการ หรือกระทรวงการต่างประเทศ หรือสถานทูต

(กรณีนักโทษเป็นชาวต่างประเทศ) หลังจากรับเรื่องแล้ว กรมราชทัณฑ์จะส่งไปสอบสวนเรื่องราวยังเรือนจำหรือทัณฑสถานที่ควบคุมผู้ต้องโทษ จากนั้นจะเสนอความเห็นให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมลงนาม    เพื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูล ฯ ผ่านสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และสำนักราชเลขาธิการ เมื่อทรงมี      พระบรมราชวินิจฉัยเช่นไร ก็จะส่งผลฎีกาดังกล่าวให้กรมราชทัณฑ์ทราบและดำเนินการพร้อมทั้งแจ้งผลให้ผู้ยื่นเรื่องราวทูลเกล้า ฯ ทราบ 

หนังสือแนะนำให้อ่านต่อ

ชฎารัตน์  ทองรุต, “ความชอบธรรมของอำนาจในการอภัยโทษ”, วิทยานิพนธ์ นิติศาสตรมหาบัณฑิต  คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2556

 

บรรณานุกรม

กรมราชทัณฑ์. “การพระราชทานอภัยโทษ”. http://www.correct.go.th/odchoyp/apaitod.htm  (สืบค้นเมื่อ 24 กรกฎาคม 2557)

คนึง  ฦาไชย, (2551) “ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เล่ม 2”. พิมพ์ครั้งที่ 6 กรุงเทพมหานคร : โครงการตำราและเอกสารประกอบการสอน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) “พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม” ทศพิธราธรรม. http://www.84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=326 (สืบค้นเมื่อ 24 กรกฎาคม 2557)

ประมวลกฎหมายอาญา. พระไตรปิฎก เล่มที่ 13  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 5 มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์.   http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=13&A=8237&Z=8451 (สืบค้นเมื่อ 24 กรกฎาคม 2557)

พระไตรปิฎก เล่มที่ 27  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 19 ขุททกนิกาย ชาดก ภาค 1.  http://84000.org/tipitaka/attha/jataka.php?i=270239 (สืบค้นเมื่อ 24 กรกฎาคม 2557)

เพลินตา  ตันรังสรรค์, (2552) “พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการพระราชทานอภัยโทษ”

วารสารจุลนิติ ปีที่ 6 ฉบับที่ 5 ประจำเดือน กันยายน – ตุลาคม 2552.

สารานุกรมเสรี. "Abolitionist and retentionist countries". Amnesty International.   http://www.amnesty.org/en/death-penalty/abolitionist-and-retentionist-countries  (สืบค้นเมื่อ 24 กรกฎาคม 2557)

อัคคัญญสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ 11  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 3 ทีฆนิกาย ปาฏิกวัคค์.  http://84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=11&A=1703&Z=2129 (สืบค้นเมื่อ 24 กรกฎาคม 2557)

Chachapon Jayaphor , “The Pardoning Power of the Kings of Thailand before the Reform of Legal and Judicial Systems” . Thailand Law Journal , ปีที่  14  – เล่มที่ 2 (2011).  http://www.thailawforum.com/articles/pardoning-power-king-of-thailand-history.html  (สืบค้นเมื่อ 24 กรกฎาคม 2557)

อ้างอิง 


[1] อัคคัญญสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ 11  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 3 ทีฆนิกาย ปาฏิกวัคค์ หน้าที่ 71 – 88. 

[2] ประมวลกฎหมายอาญา 

มาตรา 18 โทษสำหรับลงแก่ผู้กระทำความผิดมีดังนี้

(1) ประหารชีวิต

(2) จำคุก

(3) กักขัง

(4) ปรับ

(5) ริบทรัพย์สิน

[3] สารานุกรมเสรี. "Abolitionist and retentionist countries". Amnesty International. http://www.amnesty.org/en/death-penalty/abolitionist-and-retentionist-countries

(สืบค้นเมื่อ 24 กรกฎาคม 2557)

[4] เพลินตา  ตันรังสรรค์, “พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการพระราชทานอภัยโทษ”,

วารสารจุลนิติ, ปีที่ 6 ฉบับที่ 5 ประจำเดือน กันยายน – ตุลาคม 2552, หน้า 72.

[5] ศาสตราจารย์คนึง  ฦาไชย, “ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เล่ม 2”, พิมพ์ครั้งที่ 6 กรุงเทพฯ : โครงการตำราและเอกสารประกอบการสอน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2551

[6] พระไตรปิฎก เล่มที่ 27  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 19 ขุททกนิกาย ชาดก ภาค 1 หน้าที่ 72.

[7] พระไตรปิฎก เล่มที่ 13  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 5 มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ หน้าที่  358 – 367.

[8] ทศพิธราชธรรม  ประกอบด้วย  ทาน ศีล ปริจจาคะ (บริจาค) อาชชวะ (ความซื่อตรง) มัททวะ (ความอ่อนโยน) ตปะ (ความเพียร) อักโกธะ (ความไม่โกรธ) อวิหิงสา (ความไม่เบียดเบียน) ขันติ (ความอดทน)      อวิโรธนะ (ความเที่ยงธรรม)

[9] Chachapon Jayaphor , “The Pardoning Power of the Kings of Thailand before the Reform of Legal and Judicial Systems” . Thailand Law Journal , ปีที่  14  – เล่มที่  2 (2011) , หน้าที่  2

[10] เรื่องเดียวกัน

[11] เรื่องเดียวกัน

[12]เพลินตา  ตันรังสรรค์, “พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการพระราชทานอภัยโทษ”,วารสารจุลนิติ, ปีที่ 6 ฉบับที่ 5 ประจำเดือน กันยายน – ตุลาคม 2552, หน้า 73.

[13] ข้อมูลจากเว็บไซต์กรมราชทัณฑ์  http://www.correct.go.th/odchoyp/apaitod.htm  (สืบค้นเมื่อ 24 กรกฎาคม 2557)