หัวเมืองประเทศราช (โดม ไกรปกรณ์)


ผู้เรียบเรียง : ดร.โดม ไกรปกรณ์

ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ :รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต


หัวเมืองประเทศราช

ความหมายและหน้าที่ของหัวเมืองประเทศราช

          ศรีศักร วัลลิโภดม นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี ได้อธิบายว่า การปกครองอาณาเขตของบ้านเมืองในดินแดนประเทศไทย ก่อนที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ แห่งกรุงศรีอยุธยา จะทำการปฏิรูปการปกครองนั้นมีการแบ่งอาณาเขตการปกครองออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่[1]

1) เมืองหลวง อันเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์

2) เมืองลูกหลวง อันเป็นเมืองที่พระมหากษัตริย์ทรงโปรดให้เจ้านายที่เป็นพระราชโอรส พระราชนัดดา หรือพระญาติที่สนิทไว้วางพระทัยไปปกครองเป็นเจ้าเมือง

 3) เมืองเล็กๆ ซึ่งเป็นเมืองบริวารขึ้นอยู่กับเมืองหลวงและเมืองลูกหลวง

 4) เมืองขึ้นหรือเมืองประเทศราช

          เช่นเดียวกับที่ อาคม พัฒิยะ และนิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ได้อธิบายว่า ประเพณีการปกครองของไทย สมัยก่อนอยุธยาและตอนต้นอยุธยา ถือเอา “เมืองเป็นเขตการปกครอง โดยอาณาจักรหนึ่งๆ จะประกอบไปด้วย 1) บริเวณราชธานีหรือเมืองหลวง (กษัตริย์ทรงปกครองอย่างใกล้ชิด) 2) เมืองต่างๆ ที่กษัตริย์ทรงแต่งตั้งเจ้าเมืองให้ปกครอง (โดยมากเจ้าเมืองเหล่านี้จะเป็นเจ้านายในราชตระกูล) ต่อมาเมื่ออาณาจักรขยายตัวออกไปครอบคลุมเมืองที่เคยเป็นอาณาจักรอิสระอื่นๆ เมืองเหล่านี้อาจถูกผนวกเข้าไว้ในอาณาจักรโดยตรง คือ กษัตริย์จะทรงแต่งตั้งเชื้อพระวงศ์ไปปกครองหรืออาจจะให้กษัตริย์ในราชวงศ์เดิมของเมืองนั้นๆ หรือทายาทของกษัตริย์เมืองนั้นๆ ปกครองเมืองต่อไปในฐานะ “ประเทศราช”[2]

          สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายว่า การปกครองของไทยสมัยสุโขทัย ใช้กรุงสุโขทัยเป็นราชธานี มีเมืองลูกหลวง 4 เมือง คือ เมืองสวรรคโลก (เมืองสัชนาลัย) เมืองสองแคว (เมืองพิษณุโลก) เมืองสระหลวง (เมืองพิจิตร) เมืองกำแพงเพชร คอยรักษาหน้าด่านอยู่ 4 ด้าน โดยประเทศราชของกรุงสุโขทัยในเวลานั้น มีหลายเมือง เช่น เมืองอู่ทอง ฯลฯ[3]

         จากงานศึกษาของนักวิชาการหลายท่านทำให้ทราบว่าการปกครองหัวเมืองของอาณาจักรอยุธยา ในช่วงรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 จนถึงต้นรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ใช้รูปแบบเดียวกับรูปแบบของกรุงสุโขทัย คือ มีเมืองลูกหลวง คอยรักษาหน้าด่าน 4 ด้าน ถัดจากเมืองลูกหลวงเป็นเมืองหลานหลวงหรือเมืองเล็กๆ ซึ่งเป็นบริวารของเมืองหลวงและเมืองลูกหลวง ถัดจากนั้นก็เป็นหัวเมืองประเทศราช โดยในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงปฏิรูปการปกครองเพื่อรวมอำนาจมาไว้ที่พระมหากษัตริย์และเมืองหลวง ด้วยการเปลี่ยนเมืองลูกหลวงและเมืองเล็กที่เป็นบริวารของเมืองหลวงและเมืองลูกหลวง มาเป็นหัวเมืองชั้นเอก (เมืองพระยามหานครหัวเมืองชั้นโท หัวเมืองชั้นตรี โดยแต่งตั้งขุนนางที่มีตำแหน่งยศชั้นตามความเหมาะสมไปปกครอง รวมทั้งมีการใช้ระเบียบแบบแผนที่ควบคุมขุนนางผู้ปกครองเมืองเหล่านี้ให้ขึ้นตรงต่อเมืองหลวง ส่วนหัวเมืองที่อยู่เขตภายนอกหัวเมืองพระยามหานคร นั้นเป็นหัวเมืองประเทศราช มีกษัตริย์ปกครองเป็นอิสระแต่ยอมสวามิภักดิ์ และส่งบรรณาการให้กรุงศรีอยุธยา[4]

          ในแง่ความเป็นมาของหัวเมืองประเทศราชของรัฐสุโขทัยและอาณาจักรอยุธยานั้น งานศึกษาของอาคม พัฒิยะ และนิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้อธิบายว่าระบบการปกครองหัวเมืองของรัฐสุโขทัยและอาณาจักรอยุธยานั้นเกี่ยวข้องกับแนวคิดเกี่ยวกับรัฐและกษัตริย์ตามคติทางศาสนาพราหมณ์และพุทธศาสนาเรื่อง “พระเจ้าจักรพรรดิ” (พระราชาธิราชผู้ยิ่งใหญ่กว่าพระราชาทั้งปวง) ซึ่งตามคติความเชื่อดังกล่าวนี้พระมหากษัตริย์ของรัฐสุโขทัยและอาณาจักรอยุธยาต่างพยายามขยายอำนาจครอบงำเมืองอื่นๆเพื่อแสดงถึงสถานะการเป็น “พระเจ้าจักรพรรดิ” ดังนั้นการมีหัวเมืองประเทศราชอยู่ภายใต้อำนาจจึงเป็นสิ่งแสดงถึงอำนาจของพระมหากษัตริย์พระองค์นั้นๆ[5]  สำหรับบทบาทหน้าที่ของหัวเมืองประเทศราช ควอริช เวลส์ ผู้รู้ด้านประวัติศาสตร์ไทยสมัยโบราณได้อธิบายว่า หัวเมืองประเทศราชของรัฐสุโขทัยมีหน้าหลักคือ ส่งกำลังคนมาเข้าร่วมกองทัพหากพระมหากษัตริย์ของสุโขทัยต้องการกำลังทหาร ขณะที่หัวเมืองประเทศราชของอาณาจักรอยุธยานับตั้งแต่สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ซึ่งทรงปฏิรูปการปกครองเพื่อดึงอำนาจสู่ส่วนกลาง ในทางปฏิบัติแล้วหัวเมืองประเทศราชจะส่งเครื่องราชบรรณาการเป็นต้นไม้ทอง ต้นไม้เงิน และผลผลิตที่หายากซึ่งมีอยู่ในเมืองนั้นๆมาให้กรุงศรีอยุธยามากกว่าที่จะส่งกำลังคนมาให้[6]

 

หัวเมืองประเทศราชของสยามสมัยอยุธยาถึงสมัยต้นรัตนโกสินทร์

          ในกฎมณเฑียรบาล ซึ่งตราขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ได้ระบุชื่อเมืองพระยามหานคร ไว้ 8 เมือง ได้แก่ เมืองพิษณุโลก เมืองสุโขทัย เมืองกำแพงเพชร เมืองนครศรีธรรมราช เมืองนครราชสีมา เมืองสัชนาลัย, เมืองทวาย และระบุชื่อเมืองประเทศราช ไว้ 20 เมือง ได้แก่ เมืองนครหลวง (นครธม ปัจจุบันอยู่ในประเทศกัมพูชา) เมืองศรีสัตนาคนหุต (เมืองหลวงพระบาง ปัจจุบันอยู่ในประเทศลาว) เมืองเชียงใหม่ เมืองเชียงแสน เมืองเชียงราย เมืองแสนหวี (ปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศเมียนมาร์) เมืองเชียงกุ้ง (ปัจจุบันอยู่ในจีน) เมืองตองอู (ปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศเมียนมาร์) เมืองเชียงไกร เมืองเชียงกราน (ทั้ง 2 เมือง ปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศเมียนมาร์) เมืองเขมราช (ปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศเมียนมาร์) เมืองแพร่ เมืองน่าน เมืองใต้ทอง (ไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหน) เมืองโคตรบูรณ์ (คาดว่าอาจเป็น  เมืองนครพนม) เมืองเรงแกว (สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเมืองอุบลราชธานี) เมืองอุยองตะหนะ (คาดว่าอาจเป็นเมืองยะโฮร่) เมืองมะละกา เมืองมลายู เมืองวรวารี (คาดว่าอาจเป็นเมือง Muar ในมะละกาตอนใต้)[7]

          อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่าการที่หัวเมืองประเทศราชเหล่านี้ยอมสวามิภักดิ์และถวายบรรณาการแก่กรุงศรีอยุธยา ไม่ได้หมายความว่าเมืองเหล่านี้อยู่ภายใต้อำนาจของกรุงศรีอยุธยาอยู่ตลอดดังที่ ธงชัย วินิจจะกูล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ได้ชี้ว่าอาณาจักรหรือบ้านเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สมัยโบราณจำนวนหนึ่งยอมเป็นประเทศราชของอาณาจักรที่มีอำนาจมากกว่าเพื่อให้อาณาจักรที่มีอำนาจมากกว่าคุ้มครองตนจากการคุกคามของอาณาจักรมหาอำนาจอีกแห่งหนึ่ง โดยที่อาณาจักรหรือบ้านเมืองที่เป็นประเทศราช ยังคงมีอำนาจปกครองตนเอง เพียงแต่ยอมปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของอาณาจักรที่ตนยอมเป็นประเทศราช[8] อีกทั้งมีข้อเท็จจริงส่วนหนึ่งแสดงให้เห็นว่า อาณาจักรหรือบ้านเมืองที่ยอมเป็นประเทศราชของกรุงศรีอยุธยา มีการเปลี่ยนไปอยู่ใต้อำนาจของอาณาจักรอื่นที่เข้มแข็งกว่ากรุงศรีอยุธยา ดังเช่น เมืองเชียงใหม่ เมืองเชียงราย เมืองแพร่ เมืองน่าน ซึ่งอาจเรียกรวมกันว่า “อาณาจักรล้านนา” ได้เปลี่ยนจากการเป็นประเทศราชของกรุงศรีอยุธยา ไปเป็นดินแดนภายใต้การปกครองของพม่า ตลอดช่วง พ.ศ. 2101-2317[9] (ความเข้มแข็งของพม่าในช่วงพุทธศตวรรษที่ 22-ต้นพุทธศตวรรษที่ 24 เห็นได้จากการที่ราชวงศ์ตองอู ของพม่ารบชนะอยุธยาในสงครามคราว “เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 1 พ.ศ. 2112” และการที่ราชวงศ์คองบองของพม่ารบชนะอยุธยาในสงครามคราว “เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พ.ศ. 2310”)

          หลังจากที่อาณาจักรอยุธยาล่มสลายไปเมื่อพ่ายแพ้กองทัพพม่าในสงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 เมืองต่างๆ ที่เคยอยู่ในอำนาจของกรุงศรีอยุธยาพากันแยกตัวเป็นอิสระ ผู้นำบางเมืองตั้งตัวเป็นหัวหน้าชุมนุมหรือตั้งตนเป็นกษัตริย์ เมื่อพระยาตาก (สิน) ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ ทรงรื้อฟื้นอาณาจักรสยามขึ้นมาใหม่ โดยย้ายราชธานีมาที่กรุงธนบุรี ในการทำสงครามขยายอำนาจของกรุงธนบุรีนั้น สยามได้เมืองจำนวนหนึ่งเป็นหัวเมืองประเทศราช เช่น หัวเมืองในดินแดนล้านนา เมืองนครศรีธรรมราชในภาคใต้ เมืองเวียงจันทน์ เมืองหลวงพระบาง เมืองจำปาศักดิ์ (ปัจจุบันอยู่ในบริเวณประเทศลาว)[10] ต่อมาใน พ.ศ. 2325 เจ้าพระยาจักรี (ทองด้วง) ได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์แทนพระเจ้ากรุงธนบุรี และได้ย้ายราชธานีของอาณาจักรมายังฝั่งตะวันออกของเมืองบางกอก ให้ชื่อว่า “กรุงรัตนโกสินทร์” ตลอดรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (เจ้าพระยาจักรีเดิม) จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือระหว่าง พ.ศ. 2325-2411 หัวเมืองประเทศราชของสยาม ประกอบด้วย ล้านนา เวียงจันทน์ หลวงพระบาง จำปาสัก กัมพูชา ปัตตานี ไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู ปะลิส (4 เมืองหลังนี้ปัจจุบันอยู่ในประเทศมาเลเซีย) [11]

 

การยกเลิกหัวเมืองประเทศราชของสยาม

          ระบบการปกครองแบบประเทศราช ได้ถูกยกเลิกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัว เมื่อทรงปฏิรูปการปกครองประเทศ พ.ศ. 2435 โดยมีสาเหตุสำคัญ 2 ประการได้แก่[12]

         1) การที่สยามนำเอาระบบการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลมาใช้ส่งผลให้หัวเมืองประเทศราชบางส่วนคือ ล้านนาและปัตตานีได้ถูกผนวกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสยามโดยสมบูรณ์

         2) การที่สยามในช่วงก่อนและหลังการปฏิรูปการปกครองสยามของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ตกลงกับชาติตะวันตกเรื่องการกำหนดเขตแดนที่แน่นอนของสยามและดินแดนอาณานิคมของตะวันตก ในการนี้หัวเมืองประเทศราชอื่นๆ ได้เปลี่ยนสถานะเป็นดินแดนอาณานิคมของฝรั่งเศสและอังกฤษ โดยดินแดนกัมพูชาเกือบทั้งหมดตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ. 2410  ต่อมาดินแดนลาวทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ใน พ.ศ. 2436 ตามด้วย ดินแดนลาวทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขงซึ่งตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ. 2447 และใน พ.ศ. 2450 ดินแดนฝั่งตะวันตกของกัมพูชา (พระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ) ได้ตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ส่วนเมืองไทรบุรี กลันตัน ปะลิส และตรังกานู ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ใน พ.ศ. 2452

 

บรรณานุกรม

กฎหมายตรงสามดวง เล่ม 1. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : องค์การค้าของคุรุสภา. 2537.

จิราธร ชาติศิริ. เศรษฐกิจสมัยธนบุรี. วิทยานิพนธ์ อักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2547.

ชวลีย์ ณ ถลาง. ประเทศราชของสยามในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2541.

ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา. ประชุมพระนิพนธ์สรรพความรู้. กรุงเทพฯ : สยามปริทัศน์, 2555.

ธงชัย วินิจจะกูล. กำเนิดสยามจากแผนที่ ประวัติศาสตร์ภูมิกายาของชาติ. พวงทอง ภวัครพันธุ์, ไอดา อรุณวงศ์, พงษ์เลิศ พงษ์วนานต์ (แปล). กรุงเทพฯ : อ่าน, 2556.

เมืองประเทศราชของสยามในสมัยรัตนโกสินทร์, นันทนา ต้นติเวสส (แปล), พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2542.

วัยอาจ, เดวิด เค.  ประวัติศาสตร์ไทยฉบับสังเขป.  ชาญวิทย์ และคณะ (แปล), กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2556.

เวลล์, ควอริช .การปกครองและการบริหารของไทยสมัยโบราณ. กาญจนี ละอองศรี และยุพา ชุมจันทร์ (แปล). กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำรงสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2557.

ศรีศักร วัลลิโภดม. เมืองลูกหลวงกับการปกครองไทยโบราณ. วารสารธรรมศาสตร์ ปีที่ 4 เล่มที่ 3 (กุมภาพันธ์-พฤษภาคม 2518) : 77-90.

สรัสวดี อ๋องสกุล. ประวัติศาสตร์ล้านนา. พิมพ์ครั้งที่ 10. กรุงเทพฯ : อมรินทร์, 2557.

อิชิอิ, โยนิโอะ. อาณาเขตของอยุธยาในกฎหมายตราสามดวง. สุจริต คูณธนกูรวงศ์ (แปล). วารสารธรรมศาสตร์ ปีที่ 9 ฉบับที่ 2 (ตุลาคม-ธันวาคม 2522) : 148-160.

อาคม พัฒิยะ และนิธิ เอียวศรีวงศ์. ศรีรามเทพนคร รวมความเรียงว่าด้วยประวัติศาสตร์อยุธยาตอนต้น. กรุงเทพฯ : ศิลปวัฒนธรรม, 2557.

 

อ้างอิง

[1] ศรีศักร วัลลิโภดม, “เมืองลูกหลวงกับการปกครองไทยโบราณ,” วารสารธรรมศาสตร์ ปีที่ 4 เล่มที่ 3 (กุมภาพันธ์-พฤษภาคม 2518) : 77.

[2] อาคม พัฒิยะ และนิธิ เอียวศรีวงศ์, ศรีรามเทพนคร รวมความเรียงว่าด้วยประวัติศาสตร์อยุธยาตอนต้น, กรุงเทพฯ : ศิลปวัฒนธรรม, 2557, หน้า 29.

[3] สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, ประชุมพระนิพนธ์สรรพความรู้, กรุงเทพฯ : สยามปริทัศน์, 2555, หน้า 60.

[4] เรียบเรียงจาก ศรีศักร วัลลิโภดม, “เมืองลูกหลวงกับการปกครองไทยโบราณ,” หน้า 86-87; ควอริช เวลล์, การปกครองและการบริหารของไทยสมัยโบราณ, กาญจนี ละอองศรี และยุพา ชุมจันทร์ (แปล), กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำรงสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2557, หน้า 85-88; มานพ ถาวรวัฒน์สกุล, ขุนนางอยุธยา, กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. 2536, หน้า 56-92.

[5] อาคม พัฒิยะ และนิธิ เอียวศรีวงศ์, ศรีรามเทพนคร รวมความเรียงว่าด้วยประวัติศาสตร์อยุธยาตอนต้น, หน้า 7-14.

[6] ควอริช เวลส์, การปกครองและการบริหารของไทยสมัยโบราณ, หน้า 88.

[7] กฎหมายตรงสามดวง เล่ม 1, พิมพ์ครั้งที่ 3, กรุงเทพฯ : องค์การค้าของคุรุสภา, 2537, หน้า 70; ข้อความในวงเล็บท้ายชื่อเมืองเป็นส่วนที่ผู้เรียบเรียงเพิ่มเติมเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจมากขึ้นโดยข้อมูลส่วนนี้นำมาจาก โยนิโอะ อิชิอิ, “อาณาเขตของอยุธยาในกฎหมายตราสามดวง,” สุจริต คูณธนกูรวงศ์ (แปล), วารสารธรรมศาสตร์ ปีที่ 9 ฉบับที่ 2 (ตุลาคม-ธันวาคม 2522) : 155-156.

[8] ธงชัย วินิจจะกูล, กำเนิดสยามจากแผนที่ ประวัติศาสตร์ภูมิกายาของชาติ, พวงทอง ภวัครพันธุ์, ไอดา อรุณวงศ์, พงษ์เลิศ พงษ์วนานต์ (แปล), กรุงเทพฯ : อ่าน, 2556, หน้า 139-149.

[9] ดู สรัสวดี อ๋องสกุล, ประวัติศาสตร์ล้านนา, พิมพ์ครั้งที่ 10, กรุงเทพฯ : อมรินทร์, 2557, หน้า 248-309.

[10] เรียบเรียงจาก สรัสวดี อ๋องสกุล, ประวัติศาสตร์ล้านนา, หน้า 311-318; จิราธร ชาติศิริ, เศรษฐกิจสมัยธนบุรี, วิทยานิพนธ์ อักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2547, หน้า 122-156.

[11] เรียบเรียงจาก เมืองประเทศราชของสยามในสมัยรัตนโกสินทร์, นันทนา ต้นติเวสส (แปล), พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2542; เดวิด เค. วัยอาจ, ประวัติศาสตร์ไทยฉบับสังเขป, ชาญวิทย์ และคณะ (แปล), กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2556, หน้า 251-261; ชวลีย์ ณ ถลาง, ประเทศราชของสยามในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2541, บทที่ 1-3.

[12] ดู ชวลีย์ ณ ถลาง, ประเทศราชของสยามในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, บทที่3-4.