สุจินดา คราประยูร


ผู้เรียบเรียง รติกร เจือกโว้น

ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง


พลเอก สุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรีคนที่ 19 ของประเทศไทย เข้าดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2535 และตัดสินใจลาออกเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 ภายหลังการเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ รวมระยะเวลาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยเพียง 48 วัน

ประวัติ

พลเอก สุจินดา คราประยูร เกิดเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2476 เวลาประมาณ 03.35 น. ณ จังหวัดนครปฐม เป็นบุตรคนสุดท้องของนายจวงกับนางสมพงษ์ คราประยูร มีพี่สาวสองคน สมรสกับคุณหญิงวรรณี คราประยูร (หนุนภักดี)[1] มีบุตรชาย 2 คน

การศึกษา พลเอก สุจินดา คราประยูร เข้ารับการศึกษาระดับประถมจากโรงเรียนปิยะวิทยา แล้วเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนทวีธาภิเษก หลังจากนั้นเข้าศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยมปีที่ 4 – 5 ที่จังหวัดหนองคาย เนื่องจากเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง จึงต้องย้ายไปอยู่กับญาติผู้ใหญ่ที่จังหวัดหนองคาย ต่อมาได้กลับเข้ามาศึกษาต่อในกรุงเทพมหานครจนจบการศึกษาชั้นมัธยมปีที่ 6 จากโรงเรียนวัดราชบพิธแล้วได้เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนอำนวยศิลป์จนจบมัธยมปีที่ 8 สอบเข้าเรียนเตรียมแพทย์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรียนได้เพียงปีเดียวก็ไปสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารและเข้าเรียนต่อโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า หลักสูตรเวสท์ปอยต์ รุ่นที่ 5 ตามลำดับ ต่อมาได้ศึกษาต่อจนจบหลักสูตรผู้บังคับกองพันทหารปืนใหญ่จากฟอร์ทซิลส์ (Fort Sill’s) รัฐโอคลาโฮม่า (Oklahoma) ประเทศสหรัฐอเมริกา สำเร็จหลักสูตรเสนาธิการทหารบกรุ่นที่ 44 เป็นอันดับที่ 1 สำเร็จการศึกษาหลักสูตรเสนาธิการทหารบกสหรัฐอเมริกาจากฟอร์ดลีเวนเวิร์ธ (Fort Leavenworth)[2]

การรับราชการ พลเอก สุจินดา คราประยูร เข้ารับราชการทหารตั้งแต่ปี พ.ศ. 2496 ได้รับพระราชทานยศ ว่าที่ร้อยตรี เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2501 ดำรงตำแหน่งผู้บังคับกองร้อย กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 21 ในปี พ.ศ. 2513 พลเอก สุจินดา คราประยูร เดินทางไปราชการสงครามที่เวียดนาม ขณะดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายยุทธการ กองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน ต่อมาในปี พ.ศ. 2514 ได้รับพระราชทานยศพันโท และเข้าดำรงตำแหน่งรองผู้ช่วยทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นระยะเวลาที่นายอานันท์ ปันยารชุน ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำสหรัฐอเมริกา

พลเอก สุจินดา คราประยูร ก้าวหน้าในหน้าที่ราชการตามลำดับในตำแหน่งอาจารย์โรงเรียนเสนาธิการทหารบก เจ้ากรมยุทธการทหารบก ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกฝ่ายยุทธการ รองเสนาธิการทหารบก ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก รองผู้บัญชาการทหารบก และในวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2533 ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกแทนพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ซึ่งลาออกจากราชการ และเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2534 ได้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดอีกตำแหน่งหนึ่งแทนพลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ซึ่งเกษียณอายุราชการ

ยศทางทหาร พลเอก สุจินดา คราประยูร ได้รับยศร้อยเอก เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2505 ยศพันตรี เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2510 ยศพันเอก เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2518 ยศพลตรี เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2524 และยศพลเอกเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2530

เครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญตราต่าง ๆ พลเอก สุจินดา คราประยูร ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญตราต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก เช่น ตติยจุลจอมเกล้าวิเศษ, มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก, เหรียญลูกเสือสดุดี, เหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้นที่ 1 ประถมาภรณ์ช้างเผือก, ปรมาภรณ์มงกุฎไทย, เหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้นที่ 2 ประเภทที่ 2, เหรียญชัยสมรภูมิ (เวียดนาม) ฯลฯ[3]

บทบาททางการเมือง

การดำรงตำแหน่งทางการเมือง พลเอก สุจินดา คราประยูร เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองดังต่อไปนี้ คือ

- วันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2524 – วันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2525 ดำรงตำแหน่งเลขานุการพลเอก สิทธิ จิรโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

- วันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2525 ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี

- วันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2529 - วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 ดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา

- วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 ดำรงตำแหน่งรองประธานสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติหรือรสช. ซึ่งได้ทำการยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลของพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ

- วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2534 - วันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2535 ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

- วันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2535 - วันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2535 ดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา

- วันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2535 - วันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี[4]

การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พลเอก สุจินดา คราประยูร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 19 ของประเทศไทย ประกาศพระบรมราชโองการเมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2535 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงลงพระปรมาภิไธยในประกาศ พลเอกสุนทร คงสมพงษ์ ประธานสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ เมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2535 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี จำนวน 50 ตำแหน่ง พลเอก สุจินดา คราประยูร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 รัฐบาลแถลงนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินต่อรัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 สมัยสามัญ ครั้งที่ 1

การสิ้นสุดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ภายหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 พลเอก สุจินดา คราประยูร ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรีแทนเป็นการชั่วคราว

เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ

พลเอก สุจินดา คราประยูร มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นองเลือดครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองไทย เมื่อระหว่างวันที่ 17 – 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 หรือที่ได้รับการขนานนามว่า เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ตั้งแต่เข้าร่วมการทำรัฐประหารรัฐบาลพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 ได้มีการก่อตั้งคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติหรือรสช.ขึ้น โดยการนำของพลเอก สุนทร คงสมพงษ์และพลเอก สุจินดา คราประยูร เป็นรองหัวหน้าคณะ[5] พลเอก สุจินดา คราประยูร ขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีภายหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2535 ในการเลือกตั้งครั้งนั้น พรรคสามัคคีธรรมซึ่งมีผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้รับการเลือกตั้งเข้ามามากเป็นอันดับหนึ่ง ได้เตรียมการให้นายณรงค์ วงศ์วรรณ หัวหน้าพรรคสามัคคีธรรมเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่เนื่องจากเหตุผลบางประการทำให้นายณรงค์ วงศ์วรรณ ไม่สามารถเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ พรรคพันธมิตรทั้ง 5 พรรค คือ พรรคสามัคคีธรรม พรรคชาติไทย พรรคกิจสังคม พรรคประชากรไทยและพรรคราษฎร จึงสนับสนุนให้พลเอก สุจินดา คราประยูร ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

วันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2535 พลเอก สุจินดา คราประยูร ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทันทีที่เข้าดำรงตำแหน่งได้เกิดกระแสคัดค้านอย่างรุนแรงลุกลามขยายวงกว้างอย่างรวดเร็วจากกลุ่มนักศึกษา กลุ่มประชาชน และกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองต่าง ๆ

วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2535 เรืออากาศตรีฉลาด วรฉัตร เริ่มการอดอาหารประท้วงที่หน้ารัฐสภาและประกาศจะอดอาหารไปจนกว่าจะได้นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง

วันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2535 พรรคร่วมฝ่ายค้านและพรรคที่ไม่สนับสนุนให้คนกลางหรือคนนอกที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คือ พรรคความหวังใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลังธรรมและพรรคเอกภาพ ได้เปิดการปราศรัยต่อต้านที่กรุงเทพมหานคร โดยได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมาก และพลตรีจำลอง ศรีเมือง หัวหน้าพรรคพลังธรรม ได้ประกาศตัวเป็นแกนนำการคัดค้านการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพลเอก สุจินดา คราประยูร

วันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2535 วันนัดประชุมวันแรกของสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคฝ่ายค้าน 4 พรรค คือ พรรคความหวังใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลังธรรมและพรรคเอกภาพ ได้พร้อมใจกันแต่งชุดดำเพื่อไว้ทุกข์ให้กับความไม่เป็นประชาธิปไตย โดยเฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคพลังธรรมถึงกับถือตะเกียงเข้าสภาผู้แทนราษฏร

วันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2535 พลเอก สุจินดา คราประยูร จัดตั้งคณะรัฐมนตรีได้สำเร็จ โดยมีรัฐมนตรีหลายคนที่เคยเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งถูกคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติยึดอำนาจโดยอ้างว่ามีการคอร์รัปชั่นอย่างรุนแรง แต่พลเอก สุจินดา คราประยูร ได้นำเข้ามาดำรงตำแหน่งเพื่อความมั่นคงของตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต่อมาพรรคร่วมฝ่ายค้านและกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองต่าง ๆ ได้ประชุมร่วมกันเพื่อเตรียมเปิดการปราศรัยใหญ่ในจุดต่าง ๆ โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2535 ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า และต้องการปิดโอกาสในการสืบทอดอำนาจของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติและเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จนในที่สุดกลายมาเป็นประเด็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

วันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 พลตรี จำลอง ศรีเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานครและหัวหน้าพรรคพลังธรรม ประกาศอดอาหารประท้วงและมีประชาชนร่วมอดอาหารประท้วงด้วยจำนวนมาก

วันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 รัฐบาลแถลงนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินต่อรัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา สมัยสามัญ ครั้งที่ 1 โดยถูกโจมตีจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคฝ่ายค้านและผู้ที่ไม่สนับสนุนนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ส่วนบริเวณหน้ารัฐสภามีประชาชนมาชุมชุมกันเป็นจำนวนมาก เพื่อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง ต่อมาการประท้วงได้ลุกลามเมื่อมีการย้ายการชุมนุมมาสู่ท้องสนามหลวงและถนนราชดำเนินกลางอันเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เหตุการณ์เริ่มตึงเครียดมากยิ่งขึ้น เกิดการเผชิญหน้าระหว่างฝ่ายประท้วงกับฝ่ายเจ้าหน้าที่ที่ถูกส่งมาควบคุมสถานการณ์จนเป็นที่น่าวิตกว่าจะเกิดเหตุการณ์นองเลือดขึ้น

วันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 พลตรี จำลอง ศรีเมือง นำกลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนจากท้องสนามหลวงมุ่งสู่รัฐสภา นำไปสู่เหตุการณ์ความรุนแรงระหว่างฝ่ายประท้วงกับฝ่ายเจ้าหน้าที่ที่ถูกส่งมาควบคุมสถานการณ์ เกิดการต่อสู้ ปะทะกันอย่างยืดเยื้อยาวนานเป็นระยะเวลา 4 วัน 4 คืน ประชาชนได้รับบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก พลตรี จำลอง ศรีเมือง รวมทั้งนิสิตนักศึกษา ประชาชนนับพันคนถูกจับกุม ในเหตุการณ์นองเลือดครั้งนี้ซึ่งได้รับการขนานนามว่า “เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ”

วันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 เหตุการณ์พฤษภาทมิฬสงบลงได้ด้วยพระบารมี โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ องคมนตรีและรัฐบุรุษ นำพลเอก สุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรี และพลตรี จำลอง ศรีเมือง เข้าเฝ้าฯ รับพระราชกระแสรับสั่งพร้อมกัน ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เพื่อแก้ไขสถานการณ์บ้านเมืองที่กำลังเลวร้าย

วันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 พลเอก สุจินดา คราประยูร ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยมีนายมีชัย ฤชุพันธ์ รักษาการในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จนถึงวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2535 เมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลของพลเอกสุจินดา คราประยูร จึงสิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์[6]

ปัจจุบัน

ภายหลังพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 พลเอก สุจินดา คราประยูร ได้ยุติบทบาทการดำรงตำแหน่งทางการเมืองลงอย่างสิ้นเชิง แต่ยังคงมีบทบาทในการแสดงความคิดเห็นและการให้คำแนะนำทางด้านการเมือง การปกครอง และการปฏิวัติรัฐประหารในยุคต่อ ๆ มาจากประสบการณ์ตรง และในวันที่ 6 สิงหาคม ของทุกปี พลเอก สุจินดา คราประยูร จะเปิดบ้านให้นายทหารชั้นผู้ใหญ่ พ่อค้าและนักธุรกิจเข้าเยี่ยมคารวะ เนื่องในวันคล้ายวันเกิด ณ บ้านพักซอยระนอง 2 พร้อมทั้งให้สัมภาษณ์และตอบคำถามเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนั้น เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติและแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้แก่ประเทศไทย

พลเอก สุจินดา คราประยูร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยเป็นระยะเวลาเพียง 48 วัน แต่เป็นช่วงระยะเวลาที่เกิดเหตุการณ์สำคัญของหน้าประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของประเทศไทยขึ้นหลายประการ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่น่าสนใจศึกษาเรียนรู้ เพื่อนำมาปรับใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาระบบประชาธิปไตยของการเมืองการปกครองไทยในอนาคต


อ้างอิง

  1. สายฝน ดีงาม. (2550). 24 นายกรัฐมนตรีไทย : ประวัติและดรรชนี. กรุงเทพฯ : สำนักวิชาการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, หน้า 453.
  2. ธนากิต. (2545). ประวัตินายกรัฐมนตรีไทย. กรุงเทพฯ : ปิรามิด, หน้า 367.
  3. อ้างแล้ว, หน้า 368-369.
  4. อ้างแล้ว, หน้า 369.
  5. ธนพล จาดใจดี. (2544). เรื่องราวง่าย ๆ ของ 23 นายกรัฐมนตรีไทย. กรุงเทพฯ : ธนพลวิทยาการ, หน้า 65.
  6. ธนากิต, อ้างแล้ว, หน้า 372-377.

หนังสือแนะนำให้อ่านต่อ

พัชรินทร์ สิรสุนทร. (ม.ป.ป.). จดหมายถึง พล.อ.สุจินดา คราประยูร กับความรู้เรื่องประชาธิปไตยและทางรอดของไทย. นนทบุรี : สถาบันวิทยาศาสตร์สังคม (ประเทศไทย).

อัครพงษ์ นครแก้ว. 15 ปีในความทรงจำ....พล.อ.สุจินดา คราประยูร มอง “คมช.” จากประสบการณ์ตรง. [ออนไลน์] สืบค้นจาก http://hilight.kapook.com/view/8072 เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2550.

บรรณานุกรม

ธนพล จาดใจดี. (2544). เรื่องราวง่าย ๆ ของ 23 นายกรัฐมนตรีไทย. กรุงเทพฯ : ธนพลวิทยาการ.

ธนากิต. (2545). ประวัตินายกรัฐมนตรีไทย. กรุงเทพฯ : ปิรามิด.

วาสนา นาน่วม. (2545). ความคิดทางการเมืองของพลเอก สุจินดา คราประยูร. กรุงเทพฯ : มติชน.

วาสนา นาน่วม. (2545). บันทึกคำให้การ สุจินดา คราประยูร กำเนิดและอวสาน รสช. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : มติชน.

วีรชาติ ชุ่มสนิท. (2549). 24 นายกรัฐมนตรีไทย. กรุงเทพฯ : ออลบุ๊คส์พับลิชชิ่ง.

สายฝน ดีงาม. (2550). 24 นายกรัฐมนตรีไทย : ประวัติและดรรชนี. กรุงเทพฯ : สำนักวิชาการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.

ดูเพิ่มเติม

บุญชนะ อัตถากร. (2536). การปฏิวัติของคณะรสช. 2534 กับประชาธิปไตย. ม.ป.ท. : มูลนิธิศาสตราจารย์บุญชนะ อัตถากร เพื่อการศึกษาและวิจัย.