สัปปายะสภาสถาน


ผู้เรียบเรียง : ฐะปะนีย์  จุฬารมย์

ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : นายจเร พันธุ์เปรื่อง


          สถาปัตยกรรมที่สำคัญในอดีตตลอดริมแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นภาพสะท้อนถึงความรุ่งเรืองของไทย     ในยุคสมัยต่าง ๆ จึงมีอิทธิพลต่อแนวความคิดในการออกแบบอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ที่จะแสดงถึงแหล่งที่ตั้งแห่งความรุ่งเรืองของไทย หรือเป็นสัญลักษณ์ของสถาปัตยกรรมในศตวรรษใหม่ อันแสดงถึงพัฒนาการอันสูงส่งของสถาปัตยกรรมไทย และประเพณีที่สามารถอยู่ร่วมกับความทันสมัยได้อย่างสง่างาม โดยมีพัฒนาการร่วมกันทั้งในแง่ประโยชน์ใช้สอยตามแบบอาคารสมัยใหม่ ผสมผสานกับความเหมาะสมของฐานานุศักดิ์อย่างกลมกลืนตามขนบประเพณีของไทย

          สัปปายะสภาสถานจึงควรเป็นสถาปัตยกรรมแห่งความภาคภูมิใจของคนในชาติที่จะแสดงถึงลักษณะเนื้อแท้ของความเป็นราชอาณาจักรไทย การออกแบบรัฐสภาแห่งใหม่จึงต้องสอดรับกับตำแหน่งที่ตั้งของอาคารอันสวยงามติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยคำนึงถึงเอกลักษณ์ของความเป็นไทย ความคิดสร้างสรรค์ ประกอบกับความทันสมัย เสมือนหนึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความรุ่งเรืองขั้นสูงสุดของการพัฒนาสถาปัตยกรรมไทยใน  รัชสมัยปัจจุบัน ด้วยวัตถุที่ประสงค์ในการออกแบบให้อาคารรัฐสภาแห่งใหม่เป็นสมบัติของชาติ และเป็นมรดกแห่งความภาคภูมิใจอันจะตกทอดไปสู่รุ่นลูกหลานสืบต่อไป

ความหมายของสัปปายะสภาสถาน

          คำว่า สัปปายะ แปลว่า สบาย แต่ในทางธรรม สัปปายะ หมายถึง สถานที่ประกอบแต่กรรมดี   ซึ่งสมัยก่อนหากประเทศประสบกับปัญหาวิกฤตการณ์ในบ้านเมือง พระมหากษัตริย์จะสร้างสถานที่ขึ้นเพื่อใช้ในการปลุกขวัญและสร้างกำลังใจ เนื่องจากความเชื่อเรื่องการดำเนินชีวิตในทางโลกียะจะต้องประกอบกับโลกุตระด้วย กล่าวคือ การนำธรรมะมาใช้ควบคู่ไปกับการดำเนินชีวิตทางโลก ซึ่งหากปัจจุบันบ้านเมืองเกิดวิกฤตการณ์ความเสื่อมทางศีลธรรม ก็ต้องช่วยกันฟื้นฟูจิตใจของคนในชาติ เสมือนดังเช่นการสถาปนาเขาพระสุเมรุครั้งใหม่ขึ้นในยุครัตนโกสินทร์

ความเป็นมาของสัปปายะสภาสถาน

            สืบเนื่องจากตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา การประชุมสภาผู้แทนราษฎร    ครั้งแรกจัดขึ้น ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม และใช้เป็นที่ประชุมสภาเรื่อยมา ต่อมาปี พ.ศ. 2513 ได้มีการก่อสร้างอาคารรัฐสภาหลังใหม่เพื่อใช้เป็นที่ประชุมรัฐสภาแทน ซึ่งอาคารรัฐสภาปัจจุบันได้สร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2517 โดยพระที่นั่งอนันตสมาคมยังคงใช้สำหรับรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรก แต่ปัจจุบันอาคารรัฐสภาและพื้นที่บริเวณรัฐสภามีความคับแคบและไม่สามารถที่จะรองรับจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาที่เพิ่มมากขึ้นตามรัฐธรรมนูญ รวมทั้งจำนวนข้าราชการที่เพิ่มขึ้นไม่เพียงพอต่อการรองรับ     การปฏิบัติงานของสมาชิกรัฐสภาได้[1]

          ต่อมา รัฐสภาได้เช่าอาคารสถานที่ทำงานเพิ่มเติม อาทิเช่น อาคารกษาปณ์ อาคารทิปโก้ และอาคาร   ดีพร้อม เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่การปฏิบัติงานของข้าราชการที่แยกส่วนกันและปฏิบัติงานพร้อมกันในอาคารหลายแห่ง ทำให้การดำเนินงานของรัฐสภาไม่คล่องตัว อันส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติภารกิจของฝ่าย   นิติบัญญัติ และเป็นอุปสรรคต่อประชาชนที่มาติดต่อราชการ ด้วยเหตุนี้รัฐสภาจึงมีความพยายามหาสถานที่ที่จะก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ. 2535

          เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2551 ในสมัยที่ นายชัย ชิดชอบ เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานรัฐสภา ได้มีการประชุมหารือเรื่องการพิจารณาหาพื้นที่ก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ และที่ประชุมได้พิจารณาถึงความเหมาะสมของสถานที่ โดยคำนึงถึงสถาปัตยกรรม วิศวกรรม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม คมนาคม และสาธารณูปโภคหลายๆ ด้าน ต่อมา เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2551 คณะกรรรมการดำเนินการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ได้มีมติเห็นชอบว่าพื้นที่ราชพัสดุ ถนนทหาร (เกียกกาย) เขตดุสิต แปลงริมน้ำเจ้าพระยา เป็นพื้นที่เหมาะสมที่สุดในการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่[2]

          ต่อมา เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2551 รัฐสภาได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ในพื้นที่ราชพัสดุ ถนนทหาร (เกียกกาย) เขตดุสิต แปลงริมแม่น้ำเจ้าพระยา พื้นที่ 119 ไร่ ระหว่างรัฐสภา กับสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม กองทัพบก กรมราชองครักษ์ กรุงเทพมหานคร สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ และกรมธนารักษ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ดังกล่าวทุกราย โดยมีนายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร รองประธานวุฒิสภาร่วมเป็นพยาน และเมื่อวันที่ 12 ส.ค.2553 ได้มีพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารรัฐสภาแห่งใหม่แล้ว[3]

แนวความคิดในการออกแบบสัปปายะสภาสถาน

          อาคารรัฐสภาเป็นสถานที่ซึ่งมีบทบาททางการเมืองที่สำคัญ และเป็นหน้าตาของประเทศ จึงควรแสดงถึงความรุ่งเรืองทางด้านสถาปัตยกรรม ประเพณี และเอกลักษณ์ที่เชิดหน้าชูตาของความเป็นไทย โดยผสมผสานกับความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่แสดงถึงดุลยภาพและความก้าวหน้าของระบบรัฐสภาไทย ผ่านงานสถาปัตยกรรมไทยร่วมสมัยที่ตอบสนองตามลักษณะการใช้สอยงานในยุคปัจจุบัน การออกแบบอาคารรัฐสภาแห่งใหม่จึงต้องนำรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยมาใช้เป็นหลักการออกแบบ ประกอบกับลักษณะของวัฒนธรรมและประเพณีการอยู่ร่วมกันของคนในหลายระดับ ให้สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมในการทำงานที่เหมาะสม ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมร่วมสมัยได้อย่างพอเหมาะ แต่ต้องดำรงถึงเอกลักษณ์แห่งความเป็นชาติไทยไว้

          สัปปายะสภาสถานได้แรงบันดาลใจในการออกแบบตามหลักการสถาปัตยกรรมไทยแบบไตรภูมิตามความเชื่อคติพุทธ โดยให้มีอาคารเครื่องยอดสถาปัตยกรรมไทยตั้งอยู่ตรงบริเวณกลางอาคาร เพื่อแสดงถึงโอกาสที่จะยกฐานะของรัฐสภาไทยไปสู่ระดับโลก ซึ่งนำไปสู่สันติภาพ และพลิกฟื้นจิตวิญญาณของมนุษย์โลก แต่เนื่องจากพื้นที่ใช้สอยอาคารมีขนาดใหญ่กว่าสามแสนตารางเมตร การวางผังแม่บท ผังบริเวณและภูมิทัศน์ของอาคารจึงต้องคำนึงถึงการใช้งานที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการสำหรับทุกคนและประโยชน์   ใช้สอยภายในอาคาร รวมทั้งจัดระบบทางสัญจรที่สั้นและไม่สลับซับซ้อน ซึ่งคำนึงให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมของคนพิการและผู้สูงอายุด้วย[4] นอกจากนี้ แนวคิดการออกแบบอาคารรัฐสภาแห่งใหม่จะต้องแสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมไทย ประกอบกับหลักการออกแบบอาคารสมัยใหม่ที่จะต้องมีความทันสมัย ความคล่องตัว ความเป็นสัดส่วน และความสะดวกสบาย นอกจากนี้ ลักษณะเฉพาะของอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ต้องมีความปลอดภัยในระดับสูงเทียบเท่าอาคารชั้นนำในระดับสากล การอนุรักษ์พลังงาน และมีสภาพแวดล้อมที่ดีเหมาะแก่การทำงานด้วย ซึ่งถือเป็นผลงานที่สร้างสรรค์ในรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยแห่งรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของแผ่นดินให้ชาวโลกมาชื่นชมและเป็นมรดกแห่งความภาคภูมิใจของปวงชนชาวไทยต่อไปนานเท่านาน

วัตถุประสงค์ของการออกแบบสัปปายะสภาสถาน

          สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้ดำเนินการประกวดแบบอาคารรัฐสภาแห่งใหม่และคณะกรรมการฯ ได้พิจารณาตามเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว ปรากฏว่าบริษัทสงบ 1051 เป็นผู้ชนะ[5] ซึ่งประกอบด้วย

          1.  นายธีรพล  นิยม

          2.  นายเอนก  เจริญพิริยะเวศ

          3.  นายชาตรี  ลดาลลิตสกุล

          4.  นายปิยเมศ  ไกรฤกษ์

          5.  บริษัท แปลน แอสโซซิเอทส์ จำกัด โดย นายบุญฤทธิ์  ขอดิลกรัตน์

          วัตถุประสงค์ของงานด้านการออกแบบอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ได้ให้ความสำคัญสูงสุด 9 เรื่อง โดยเน้นเรื่องอุดมคติ 5 เรื่อง และเรื่องประสิทธิภาพและคุณภาพชีวิต 4 เรื่อง[6] โดยเรื่องอุดมคติ[7] พิจารณา ดังต่อไปนี้

          อุดมคติเรื่องที่ 1 ชาติ

          รัฐสภาต้องสง่างาม แสดงถึงศักดิ์ศรีและมีคุณค่าอย่างไทย เป็นสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่เจริญขึ้นจากรากเหง้าของศิลปะและวัฒนธรรมของประเทศไทย ซึ่งสถาปัตยกรรมที่ปรากฏขึ้นจะต้องเป็นการสืบสานทั้งศิลปะ วัฒนธรรม คติความเชื่อ และภูมิปัญญาจากอดีตเชื่อมโยงมาจนถึงปัจจุบัน โดยวัตถุประสงค์ของการออกแบบเพื่อให้อาคารรัฐสภาแห่งใหม่เป็นศูนย์รวมจิตใจของบุคคลภายในชาติ และเป็นสถาปัตยกรรมที่แสดงถึงศิลปวัฒนธรรมอันงดงามภายในชาติให้ประจักษ์แก่ทั่วโลก ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความเป็นชาติไทยอย่างชัดเจนเช่นเดียวกับอาคารรัฐสภาของทุกประเทศทั่วโลก

          อุดมคติเรื่องที่ 2 ศีลธรรม

          ปัญหาการแสดงความขัดแย้งทางสังคมและการเมืองที่แตกต่างกันของคนในสังคมปัจจุบัน เนื่องจากคุณธรรมและศีลธรรมของคนในสังคมเสื่อมลง รัฐสภาจึงเป็นศูนย์รวมแห่งความหวังของประชาชนและสังคมทั่วไป โดยให้อาคารรัฐสภาเป็นสัปปายะของบ้านเมือง กล่าวคือ เป็นสถานที่แห่งปัญญา เป็นศูนย์รวมจิตใจและการมีส่วนร่วมกันของของคนทั้งชาติ รวมทั้งเป็นสภาที่ศักดิ์สิทธิ์ และเป็นหลักของบ้านเมืองในเรื่องศีลธรรม คุณธรรม และการปกครองโดยธรรม

          อุดมคติเรื่องที่ 3 สติปัญญา

          รัฐสภาแห่งใหม่จะเป็นแหล่งเพิ่มพูนความรู้และสติปัญญาของบุคคลภายในชาติ ซึ่งทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญต่อไป โดยเฉพาะเรื่องความเป็นชาติ เพื่อสืบสานความเป็นไทยไปสู่สังคมโลก และนำพาสติปัญญาของบุคคลภายในชาติไปสู่ความรู้ที่สมดุล ระหว่างความรู้ภายในประเทศและความรู้ภายนอกประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์หลักที่จะยกระดับจิตใจของบุคคลภายในชาติให้สูงขึ้น

          อุดมคติเรื่องที่ 4 สถาบันพระมหากษัตริย์

            ประเทศไทยมีศูนย์รวมจิตในที่สำคัญสูงสุดที่ทำให้แตกต่างจากชาติอื่น ๆ ในโลก คือ สถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากพระมหากษัตริย์ทรงดำรงไว้ซึ่งทศพิธราชธรรมในการปกครองประเทศ ซึ่งการออกแบบอาคารรัฐสภาแห่งใหม่จึงให้ความสำคัญกับลำดับของพื้นที่กำหนดขึ้นเพื่อใช้ในการประกอบรัฐพิธีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดการประชุม ซึ่งจะต้องเป็นพื้นที่ที่สมพระเกียรติโดยอยู่ในสถานที่อันควรและเหมาะสม

          อุดมคติเรื่องที่ 5 ประชาชน

          อาคารรัฐสภาเป็นสัญลักษณ์ของการปกครองระบอบประชาธิปไตย แนวคิดในการออกแบบอาคารและบริเวณโดยรอบจึงให้ความสำคัญแก่ประชาชนทุกระดับ เพราะประชาชนอยู่ในฐานะที่สำคัญในทุกภาคส่วน เพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ และมีศักดิ์ศรีในอาคารสถานที่แห่งนี้

          ส่วนเรื่องประสิทธิภาพและคุณภาพชีวิตพิจารณา [8] ดังต่อไปนี้

          1. ประโยชน์ใช้สอย

              แนวคิดสถาปัตยกรรมสร้างขึ้นโดยพิจารณาให้ความสำคัญกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาอย่างเท่าเทียมกัน การจัดระบบอาคารคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยเป็นหลักจึงสร้างพื้นที่เชื่อมโยงระหว่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาเข้าด้วยกัน และมีส่วนอื่นๆ อยู่ข้างนอก

          2. อาคารเป็นมิตรกับสภาพแวดล้อมและประหยัดพลังงาน

              การออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อบูรณาการอาคารขนาดใหญ่เพื่อให้เป็นอาคารตัวอย่างที่สำคัญของประเทศ โดยการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดของผู้เชี่ยวชาญทุกแขนงที่เกี่ยวข้อง

          3. การออกแบบที่เป็นสากลและเป็นธรรม

              การออกแบบวางผังแม่บทได้พิจารณาถึงการให้ความสะดวกแก่ผู้พิการ เด็กและผู้สูงอายุด้วย

          4. ระบบรักษาความปลอดภัยและความปลอดภัยจากเพลิงไหม้

              การออกแบบอาคารและบริเวณโดยรอบได้เตรียมรองรับทุกสถานการณ์และวินาศภัยทุกรูปแบบอย่างบูรณาการ รวมทั้งการวางระบบผังแม่บท โดยใช้มาตรฐานเทคโนโลยีระดับสูง โดยผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้และประสบการณ์สูงของประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นต้นแบบที่สำคัญ

 

งานสถาปัตยกรรมของสัปปายะสภาสถาน

          งานสถาปัตยกรรมของอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ต้องคำนึงถึงรายละเอียดโครงการที่กำหนดพื้นที่ใช้สอยโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่และอาคารประกอบ จำนวน 424,000[9] ตารางเมตร แบ่งเป็น 4 ส่วน ประกอบด้วย '[10]'

          ส่วนที่  1   ที่ทำการสภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วย

                        ที่ทำการสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และส่วนที่ทำการสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

          ส่วนที่  2   ที่ทำการวุฒิสภา ประกอบด้วย

                        ที่ทำการสมาชิกวุฒิสภา และส่วนที่ทำการสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา

          ส่วนที่  3   พื้นที่รัฐสภาส่วนกลาง (สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา) ประกอบด้วย

                        ส่วนห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา 

                        ส่วนห้องประชุมคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา

                        ส่วนห้องทำงานสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา 

                        ส่วนห้องสัมมนา 

                        ส่วนสโมสรรัฐสภา  

                        ส่วนห้องอาหาร  

                        ส่วนห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ และหอจดหมายเหตุ 

                        ส่วนบริการหน่วยงานภายนอก 

                        สถานีวิทยุและโทรทัศน์รัฐสภา 

                        ส่วนโรงพิมพ์รัฐสภา 

                        ส่วนอาคารจอดรถรัฐสภา 

                        ส่วนงานอาคารสถานที่ 

                        ส่วนงานรักษาความปลอดภัย 

                        ห้องเครื่อง

          ส่วนที่  4  งานพื้นที่สิ่งก่อสร้างภายนอกอาคาร ประกอบด้วย

                        ส่วนอาคารสนับสนุนภายนอก

                        ส่วนงานภูมิสถาปัตยกรรม และสาธารณูปโภคภายนอก

 

          แนวความคิดการวางผังของของสัปปายะสภาสถานเน้นความโดดเด่น เรียบง่าย และสง่างามของอาคารรัฐสภา งานออกแบบอาคารสะท้อนถึงความเป็นเอกภาพและสมดุลของสถานที่ทำงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาที่มีบทบาทสำคัญทางด้านการเมืองและการปกครองของราชอาณาจักรไทย ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญของประชาธิปไตยและระบบรัฐสภาของไทย

          ส่วนรูปแบบและลักษณะการออกแบบตกแต่งภายในอาคารทั่วไปเป็นแบบอาคารสมัยใหม่ที่แสดงถึงภูมิปัญญาไทย และบ่งบอกถึงเอกลักษณ์ความเป็นไทยตามรูปแบบของสถาปัตยกรรมไทย โดยคำนึงถึงระบบการทำงานภายในของรัฐสภาที่ต้องทำงานประสานกันระหว่างสภาทั้งสองที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเดียวกันและ      มีจุดมุ่งหมายรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ส่วนรูปแบบและพื้นที่ของห้องประชุมเป็นทรงครึ่งวงกลม และแนวคิดตกแต่งห้องประชุมใช้สัญลักษณ์ “ขวัญ ปราณ จิต” มาเป็นองค์ประกอบในงานสถาปัตยกรรม '[11]' โดยเสมือนว่าขวัญหรือจิตเป็นของรัฐสภาและของประเทศ และสถาปัตยกรรมตกแต่งภายในห้องประชุมใช้สีทองและสีเงินแสดงถึงความพิสุทธิ์และการใช้สติปัญญาเพื่อประกอบกรรมดี ซึ่งมีห้องประชุม[12] ดังต่อไปนี้

          1.  ห้องประชุมพระสุริยัน สำหรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

              พระสุริยัน เป็นต้นกำเนิดของชีวิตและสรรพสิ่งในโลกและส่องแสงให้พลังแก่มวลมนุษย์ตลอดมา เฉกเช่นภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์ของรัฐสภาเพื่อความผาสุก สงบร่มเย็นของประชาชน และประเทศชาติ จึงได้นำสัญลักษณ์มาใช้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของห้องนี้เพื่อแสดงความหมายถึง ความสวัสดี และสติปัญญา เพื่อเกิดความเป็นสิริมงคล อันนำไปสู่ความสำเร็จในการปฏิบัติภารกิจของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

              ลักษณะของการสร้างสรรค์ผนังและเพดานเป็นที่ว่างรูปทรงกลม เสมือนกับการประชุมอยู่ภายใต้ท้องฟ้ากว้างใหญ่ไร้ขอบเขต เพื่อเสริมสร้างจินตนาการและความผ่อนคลายในการประชุมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ต้องใช้พลัง สติปัญญา อย่างหนักหน่วงและยาวนาน

          2.  ห้องประชุมพระจันทรา สำหรับวุฒิสมาชิก[13]

                 พระจันทรา เป็นพลังที่ทำให้ชีวิตและสรรพสิ่งในโลกได้ทอแสงให้มวลมนุษย์ดำเนินชีวิตไปในยามค่ำคืนตลอดมา เฉกเช่นภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์ของรัฐสภาเพื่อความผาสุก สงบร่มเย็นของประชาชน และประเทศชาติ      จึงได้นำสัญลักษณ์มาใช้เป็นองค์ประกอบสำคัญของห้องนี้เพื่อแสดงความหมายถึงพลังที่เยือกเย็น เปรียบเสมือนการทำงานเพื่อสร้างดุลยภาพระหว่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กับสมาชิกวุฒิสภา เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติต่อไป        

          สัปปายะสภาสถานจึงเปรียบเสมือน “ขวัญ” หรือจิตของประเทศที่เป็นสุดยอดของสถานที่ประกอบกรรมดี เมื่อมีการสร้างสัปปายะสภาสถานในยุครัตนโกสินทร์ขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  จึงเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจที่น้อมนำจิตใจของคนในชาติไปสู่ความมีศีลธรรม ความมีหิริโอตัปปะของ    คนในสังคม อันนำไปสู่ความเป็นกัลยาณมิตรและสงบสันติของประเทศสืบไป

หนังสือแนะนำให้อ่านต่อ

วิญญู อาจรักษา. “เขาพระสุเมรุ” กับ อาคารรัฐสภาใหม่ไทย : “สภาวะแห่งการยกเว้น” ในฐานะกระบวนทัศน์การสร้างงานสถาปัตยกรรม. หน้าจั่ว ฉบับที่ 10, 2556.

นิคม  ไวยรัชพานิช. การจัดหาพื้นที่และการเยียวยาค่าชดเชยให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างอาคารรัฐสภาใหม่. สารวุฒิสภา. ปีที่ 18 ฉบับที่ 10 ต.ค. 2553, หน้า 4 – 6.

นิคม  ไวยรัชพานิช. ก้าวต่อไปกับรัฐสภาใหม่. สารวุฒิสภา. ปีที่ 19 ฉบับที่ 5 พ.ค. 2554, หน้า 13 – 15.

นิคม  ไวยรัชพานิช. ความคืบหน้าการก่อสร้างอาคารรัฐสภาใหม่. สารวุฒิสภา. ปีที่ 21 ฉบับที่ 5  พ.ค. 2556, หน้า 4 – 6.

นิคม  ไวยรัชพานิช. ปัจจัยความสำเร็จในการก่อสร้างอาคารรัฐสภาใหม่. สารวุฒิสภา. ปีที่ 19  ฉบับที่ 2 ก.พ. 2554, หน้า 6 – 7.

นิคม  ไวยรัชพานิช. ระบบโครงข่ายการคมนาคมขนส่งรอบรัฐสภาใหม่. สารวุฒิสภา. ปีที่ 18  ฉบับที่ 9 พ.ค. 2553, หน้า 9 – 11.

ภาพสัปปายะสภาสถาน. อาคารรัฐสภาแห่งใหม่. สารวุฒิสภา. ปีที่ 19 ฉบับที่ 5 พ.ค. 2554, หน้า 11 – 12.

ยุทธวีร์  เหมะพรรณ์. อาคารรัฐสภา. วิทยานิพนธ์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2540.

เลอสม  สถาปิตานนท์. โครงการอาคารรัฐสภาแห่งใหม่. วิทยานิพนธ์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2548.

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.รัฐสภาแห่งใหม่.สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร : กรุงเทพฯ, 2553.

บรรณานุกรม

คณะทำงานการประยุกต์ใช้ระบบ RFID และการนำเสนอระบบเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนางานและการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่.'เอกสารรายงานการวิจัยเรื่องการประยุกต์ใช้ระบบ 'RFID และการนำเสนอระบบเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนางานและการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่.สำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร, 2553.

บริษัท ธารา คอนซัลแตนท์ จำกัด. รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2554.

บริษัท ธารา คอนซัลแตนท์ จำกัด. รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม มาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและมาตรการตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม. โครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2554.

บริษัท ธารา คอนซัลแตนท์ จำกัด. รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม รายงานสรุปผลการศึกษาสำหรับผู้บริหาร. โครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2554.

ณัชวิชญ์  ติกุล. การออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจในงานสถาปัตยกรรม. สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์, 2553.

โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2553.ถอดรหัสสถาปนิกการเมือง สร้างสัปปายะสภาสถาน(ออนไลน์).http://www.asa.or.th/th/node/103824 (สืบค้นเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2557)

เรืองรุจ หงส์ไทย. สัปปายะสภาสถาน จากความเชื่อ '“ไตรภูมิ”สู่งานสถาปัตย์'. ปีที่ 20 ฉบับที่ 251 ม.ค., 2553.

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.รัฐสภาแห่งใหม่.สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร : กรุงเทพฯ, 2553.

สำนักประชาสัมพันธ์. ‘สัปปายะสภาสถาน’ รัฐสภาแห่งความภูมิใจของคนไทยทั้งชาติ.สารวุฒิสภา. ปีที่ 18  ฉบับที่ 8 ส.ค., 2553. หน้า 2 – 4.

อ้างอิง

[1]สำนักประชาสัมพันธ์. ‘สัปปายะสภาสถาน’ รัฐสภาแห่งความภูมิใจของคนไทยทั้งชาติ.
สารวุฒิสภา. ปีที่ 18 ฉบับที่ 8 ส.ค., 2553. หน้า 2 – 4.

[2]บริษัท ธารา คอนซัลแตนท์ จำกัด. รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่, 2554. หน้า 1-5.

[3]โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2553. ถอดรหัสสถาปนิกการเมือง สร้างสัปปายะสภาสถาน (ออนไลน์). http://www.asa.or.th/th/node/103824 (สืบค้นเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2557)

  1. บริษัท ธารา คอนซัลแตนท์ จำกัด. รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม รายงานสรุปผลการศึกษาสำหรับผู้บริหาร. โครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2554. หน้า 27.  

[5]สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.รัฐสภาแห่งใหม่. สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2553. หน้า 25.

[6]เรื่องเดียวกัน. หน้า 43.

[7]ทีมข่าว ASTV ผู้จัดการรายวัน. สัปปายะสภาสถาน...ที่นี่ มณฑลศักดิ์สิทธิ์'?!?' (ออนไลน์).http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000150341(สืบค้นเมื่อวันที่
7 สิงหาคม 2557)

[8] อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 5. หน้า 47.

[9] อ้างอิงจากสัญญาโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ของคณะกรรมการบริหารโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่

[10]เรื่องเดียวกัน. หน้า 28 - 29.

[11] เรื่องเดียวกัน. หน้า 120.

[12] เรื่องเดียวกัน. หน้า 48 - 49.

[13] อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 3.