สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ


เรียบเรียงโดย : อาจารย์บุญเกียรติ การะเวกพันธุ์ และคณะ

ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : รศ.ดร.ปธาน สุวรรณมงคล


สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับเจ้าจอมมารดาชุ่ม ประสูติในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2405 ทรงมีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร พระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญยิ่งในการก่อตั้งและปฏิรูปการจัดระเบียบการปกครองภายในประเทศ และการบริหาราชการของกระทรวงมหาดไทย ทรงเป็นองค์ปฐมเสนาบดีแห่งกระทรวงมหาดไทย ได้รับการถวายสมัญญานามว่าพระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย และเป็นคนไทยคนแรก ที่องค์การยูเนสโกแห่งสหประชาชาติ ได้ถวายสดุดีให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก

การศึกษา

ทรงได้รับการศึกษาขั้นต้นโดยศึกษาภาษาไทยจากคุณแสงเสมียนและคุณปาน ธิดาของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ ศึกษาภาษาบาลีในสำนักพระยาปริยัติธรรมธาดา (เปี่ยม) และหลวงธรรมานุวัติจำนง (จุ้ย) ศึกษาภาษาอังกฤษในโรงเรียนหลวงโดยมีนายฟรานซิส ยอร์ช แพตเตอร์สันเป็นพระอาจารย์[1]

การรับราชการ

ทรงเริ่มรับราชการในกรมมหาดเล็ก ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าทรงโปรดให้จัดตั้งกรมแผนที่ขึ้น ทรงเข้ารับราชการในกรมแผนที่ ก่อนจะย้ายไปบังคับบัญชากรมกองแก้วจินดา และมีบทบาทอย่างสูงในการจัดการการศึกษาในระยะเริ่มแรก ความดีความชอบทำให้ทรงได้รับโปรดเกล้าแต่งตั้งเป็นกรมหมื่นดำรงราชานุภาพใน พ.ศ.2429 ดังที่ปรากฏในคำประกาศสถาปนา ซึ่งมีความตอนหนึ่งว่า[2]

“...พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริว่า พระเจ้าน้องยาเธอพระองค์เจ้าดิศวรกุมาร ได้ทรงศึกษาวิชาการทหารมาในกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ แต่ยังทรงพระเยาว์ โดยเลื่อนยศขึ้นโดยลำดับ จนถึงเป็นเลฟแนนต์เกอแนล และเป็นผู้รับพระบรมราชโองการบังคับการในกรมทหารมหาดเล็กมาช้านาน ได้ทรงรักษาราชการตามตำแหน่งเรียบร้อย มั่นคงมิได้มีเหตุการณ์อันใด ซึ่งเป็นที่เสื่อมทราม และได้ทรงรับตำแหน่งเป็นที่เอดเดอแมป์หลวง ได้รับราชการเบ็ดเสร็จต่างๆเป็นอันมากเนืองนิตย์

อนึ่งกรมแผนที่ซึ่งได้รับโปรดเกล้าฯ ตั้งขึ้นไว้สำหรับฝึกหัดคนไทย ทำแผนที่ในราชอาณาเขต แต่ก่อนยังไม่เป็นการมั่นคงเรียบร้อย ได้โปรดเกล้าฯให้ทรงจัดการเพิ่มเติมขึ้นให้เป็นการเรียบร้อยมั่นคง นับเป็นกรมหนึ่งซึ่งตั้งขึ้นใหม่ ก็ได้ทรงพระอุตสาหะจัดการให้เป็นการแข็งแรงเรียบร้อยขึ้นกว่าแต่ก่อน และการสร้างสมเครื่องศัตราวุธสำหรับพระนครก็ได้โปรดเกล้าฯ ให้ทรงบังคับบัญชากองแก้วจินดาทำราง ทำแท่นปืน จัดปืนใหญ่เก่าใหม่ ซึ่งยังจะใช้ราชการได้มาทำรางซ่อมแปลงของเก่า ตั้งเรียบเรียงประจำโรงไว้สำหรับราชการแผ่นดิน เป็นการเรียบร้อยแก่ประโยชน์ราชการเป็นอันมาก ภายหลังได้รับกระแสพระราชดำริและพระบรมราชโองการให้ตั้งโรงเรียนสำหรับพระบรมวงศานุวงษ์และบุตรข้าราชการ ตลอดจนโรงเรียนราษฎรก็ทรงพระอุตสาหะดำริตริตรองจัดการตั้งโรงเรียนและตรวจตราให้การเล่าเรียนแพร่หลายกว้างขวางขึ้น จัดการให้มีวิธีที่จะสอบไล่หนังสือนักเรียนซึ่งไม่ได้เคยมีมาแต่ก่อน ....”

พ.ศ.2433 ทรงโปรดเกล้าให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศึกษาธิการและกำกับการธรรมการและเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิรูปการปกครองแผ่นดินใน พ.ศ.2435 ทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าแต่งตั้งให้เป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย และมีบทบาทอย่างสำคัญในทางการปกครองและทรงการบังคมทูลลาออกจากตำแหน่งใน พ.ศ.2458 เนื่องจากปัญหาสุขภาพและปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองภายใน[3]

พ.ศ.2466 ทรงได้รับโปรดเกล้าแต่งตั้งเป็นเสนาบดีกระทรวงมุรธาธร กรรมการสภาการคลัง กรรมการองคมนตรีตรวจจัดงบประมาณแผ่นดิน

2468 ทรงได้รับโปรดเกล้าแต่งตั้งเป็นอภิรัฐมนตรีสภา

ทรงได้รับการสถาปนาเลื่อนขึ้นเป็นกรมหลวงดำรงราชานุภาพใน พ.ศ.2442 เป็นกรมพระใน พ.ศ.2454และเป็นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพใน พ.ศ.2472

ผลงานสำคัญ

การบริหารราชการแผ่นดิน พระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญยิ่งในการก่อตั้งและปฏิรูปการจัดระเบียบการปกครองภายในประเทศ และการบริหาราชการของกระทรวงมหาดไทยกล่าวคือ

1. ทรงจัดการบังคับบัญชางานภายในกระทรวง ให้มีรูปแบบเป็นระบบราชการชัดเจนขึ้น มีลำดับขั้นการบังคับบัญชา มีการแบ่งงานและเลือกสรรผู้มีความสามารถเข้ารับราชการ โดยการจัดสอบคัดเลือก ตลอดจนออกระเบียบวินัยต่างๆ เช่น เลิกประเพณีให้ข้าราชการทำงานอยู่ที่บ้าน กำหนดให้มีการประชุมข้าราชการทุกวัน กำหนดเวลาการทำงานตลอดจนจัดระเบียบส่งร่าง เขียน และเก็บหนังสือราชการ เป็นต้น

2. ทรงจัดระบบการปกครองส่วนภูมิภาค ซึ่งเรียกว่า "ระบบเทศาภิบาล" ได้เป็นผลสำเร็จ และนับว่าเป็นผลงานสำคัญที่สุดของพระองค์ โดยทรงรวมหัวเมืองต่างๆ จัดเข้าเป็น "มณฑล"และมี "ข้าหลวงเทศาภิบาล" เป็นผู้บังคับบัญชา อยู่ในอำนาจของเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยอีกชั้นหนึ่ง สำหรับการแบ่งเขตย่อยลงไปเป็น จังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้านนั้น ใน พ.ศ.2440 ได้ออก "พระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องที่"บังคับใช้พระราชอาณาจักร

3.พระราชกรณียกิจด้านการปกครองส่วนท้องถิ่นที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ทรงริเริ่มจัดตั้ง "การสุขาภิบาลหัวเมือง" ใน พ.ศ. 2448 โดยริเริ่มจัดตั้ง "การสุขาภิบาลหัวเมืองที่ตำบลท่าฉลอม จังหวัดสมุทรสาคร เป็นแห่งแรก และนับเป็นการปูพื้นฐานการปกครองส่วนท้องถิ่น

งานวรรณกรรม

ผลงานนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ[4]

1.ชุมนุมพระนิพนธ์ 60 เรื่อง

2.พระนิพนธ์ตำนาน 46 เรื่อง

3.พระนิพนธ์ประวัติศาสตร์และท่องเที่ยว 47 เรื่อง

4.พระนิพนธ์ชีวประวัติ 120 เรื่อง

5.นิทานโบราณคดี 21 เรื่อง

6.สาส์นสมเด็จ 55 เรื่อง

7.พระกวีนิพนธ์ 92 เรื่อง

8.บทความภาษาต่างประเทศ 5 เรื่อง

9.พระนิพนธ์คำนำและอธิบาย 595 เรื่อง

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กราบถวายบังคมลาไปประทับที่เกาะปีนังในปลายเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2476และทรงเสด็จพระราชดำเนินกลับประเทศไทยถึงวังวรดิศในวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2485 และทรงสิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2486 ที่วังวรดิศ พระชนม์มายุได้ 81 พรรษา

พ.ศ.2505 องค์การยูเนสโกแห่งสหประชาชาติ ได้จัดงานเฉลิมฉลองถวายพระเกียรติแด่พระองค์ท่าน โดยถวายสดุดีให้สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นคนไทยคนแรกที่เป็นบุคคลสำคัญของโลก

อ้างอิง

  1. รมณีนยฉัตร แก้วกิริยา ,สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพกับงานการศึกษา, (กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และหม่อมเจ้าจงจิตรถนอม ดิศกุล พระธิดา , 2543) , หน้า 5.
  2. ส.ศิวรักษ์, พิจารณาในกรมดำรงฯเมื่อพระชนม์ครบ 150, (กรุงเทพมหานคร : ศึกษิตสยาม, 2555) , หน้า 1.
  3. สายชล สัตยานุรักษ์ , “สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ การสร้างอัตลักษณ์เมืองไทยและชั้นของชาวสยาม”, วารสารศิลปวัฒนธรรม. (กรุงเทพมหานคร : ศิลปวัฒนธรรม, 2546), หน้า 26.
  4. หอสมุดดำรงราชานุภาพ,งานพระนิพนธ์. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://web.princedamronglib.org/pages/index.php?id=11 [13 เมษายน 2557].

หนังสืออ่านประกอบ

จักรกฤษณ์ นรนิติผดุง,(2506),สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กับ กระทรวงมหาดไทย ,พระนคร: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

รุจน์ มัณฑิรา,(2545),ชีวิตและงานนักปกครองที่ยิ่งใหญ่ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์น้ำฝน.