สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2


ผู้เรียบเรียง : ผศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว

ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ :  ศ.นรนิติ เศรษฐบุตร


สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา)

 

๐ สององค์ทรงเงือดเงื้อ       ง้าวขอ
สองฟาดสบสองสอ             ขาดม้วย
สองบุญไม่มีภอ                 ผ่านภพ แลพ่อ  
สองจึ่งสิ้นชีพด้วย               บาปกี้กอบผล ฯ

๐ มนตรียินข่าวเจ้า            มรณา
ต่างตริตรึกปฤกษา             เสร็จแล้ว
เชิญพระบาทสามพระยา      นุชนารถ น้องเฮย
มาครอบครองกรุงแก้ว         ปกเผ้าเหล่าประชา ฯ    

โคลงภาพพระราชพงศาวดาร[1]

          “โคลงภาพพระราชพงศาวดาร” เกิดขึ้นจากแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ให้คัดสรรเหตุการณ์สำคัญเมื่อครั้งอดีตตามพระราชพงศาวดาร มาร้อยเรียงเป็นโคลงสี่สุภาพ และให้จิตรกรชื่อดังในสมัยนั้นเขียนภาพประกอบ เพื่อประดับไว้ ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง และพระที่นั่งวโรภาษพิมาน ณ พระราชวังบางปะอิน ซึ่งเหตุการณ์สำคัญในโคลงภาพพระราชพงศาวดารเหตุการณ์หนึ่ง นั่นคือ “เจ้าอ้ายเจ้ายี่ชนช้าง” เพื่อแย่งชิงราชสมบัติกัน กระทั่งทั้ง 2 พระองค์ ต้องพระแสงของ้าวขาดคอช้างสิ้นพระชนม์ด้วยกัน ราชสมบัติของกรุงศรีอยุธยาจึงตกเป็นของ “เจ้าสามพระยา” พระอนุชา ได้เสด็จเถลิงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ 7 แห่งกรุงศรีอยุธยา โดยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) อยู่ในไอศูรยราชสมบัติระหว่างปี พ.ศ. 1967 –  พ.ศ. 1991 รวมเวลาทั้งสิ้น 24 ปี ในรัชกาลของพระองค์นั้น มีส่วนสำคัญที่ทำให้อำนาจของกรุงศรีอยุธยามีความมั่นคงเป็นปึกแผ่นยิ่งขึ้น ทั้งอำนาจภายใน คือ อำนาจของพระราชวงศ์สุพรรณภูมิ และอำนาจภายนอก คือ อำนาจของกรุงศรีอยุธยาที่สามารถแผ่ขยายไปทางตะวันออกยังเมืองพระนครหลวงของเขมร และแผ่ไปทางทิศเหนือยังเมืองสุโขทัยและเชียงใหม่ ขณะที่รัชกาลองค์ก่อน ๆ นั้น ยังไม่มีบทบาทในการขยายอำนาจของพระมหานครแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างชัดเจนเท่ากับรัชกาลของพระองค์เลย

พระราชประวัติ

          สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) เป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระอินทราชาธิราช (เจ้านครอินทร์) ผู้สืบเชื้อสายในพระราชวงศ์สุพรรณภูมิ และเป็นพระญาติวงศ์ในสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (ขุนหลวงพะงั่ว)[2] ซึ่งเดิมครองเมืองสุพรรณบุรี ผู้ร่วมกับพระราชวงศ์อู่ทองในการสถาปนากรุงศรีอยุธยา ซึ่งสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (ขุนหลวงพะงั่ว) ทรงเป็นต้นวงศ์ของพระราชวงศ์สุพรรณภูมิ ขณะที่พงศาวดารฉบับพระบริหารเทพธานี อธิบายรายละเอียดไว้ว่า สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (ขุนหลวงพะงั่ว) เป็นพระปิตุลา (ลุง) ในสมเด็จพระอินทราชาธิราช (เจ้านครอินทร์)[3] ดังนั้น สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) จึงมีศักดิ์เป็นหลานปู่ในสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (ขุนหลวงพะงั่ว) ต้นวงศ์แห่งพระราชวงศ์สุพรรณภูมิ

          เมื่อสมเด็จพระอินทราชาธิราช (เจ้านครอินทร์) เป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ 6 แห่งกรุงศรีอยุธยา พระองค์มีพระราชโอรสที่ปรากฏพระนาม 3 พระองค์ นั่นคือ เจ้าอ้ายพระยา เจ้ายี่พระยา และเจ้าสามพระยา ครั้นถึงปีจุลศักราช 781 กุญศก[4] ตรงกับ พ.ศ. 1962 พระมหาธรรมราชาผู้ครองเมืองชัยนาท (เมืองพิษณุโลก) สิ้นพระชนม์ลง ส่งผลให้หัวเมืองฝ่ายเหนือเกิดการจลาจล สมเด็จพระอินทราชาธิราช (เจ้านครอินทร์) จึงได้เสด็จพระราชดำเนินไปถึงเมืองพระบาง[5] และสามารถระงับจลาจลครั้งนั้นได้ หลังจากนั้น ได้มีการสถาปนาพระโอรสให้ปกครองหัวเมืองต่าง ๆ ประกอบด้วย เจ้าอ้ายพระยา ครองเมืองสุพรรณบุรี เจ้ายี่พระยา ครองเมืองแพรกศรีราชา (เมืองสรรคบุรี) และเจ้าสามพระยา ครองเมืองชัยนาท (เมืองพิษณุโลก)[6]

          ต่อมาในปีจุลศักราช 786 มะโรงศก[7] ตรงกับ พ.ศ._1967_สมเด็จพระอินทราชาธิราช (เจ้านครอินทร์) สิ้นพระชนม์ โดยไม่มีการแต่งตั้งผู้ใดเป็นรัชทายาท เมื่อข่าวการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระอินทราชาธิราช (เจ้านครอินทร์) แพร่ออกไป ส่งผลให้เจ้าอ้ายพระยาและเจ้ายี่พระยา ต่างยกไพร่พลเข้ามายังกรุงศรีอยุธยา เพื่อเตรียมตัวขึ้นครองราชย์ และทั้ง 2 กองทัพ ได้ทำการต่อสู้เพื่อแย่งชิงราชสมบัติกัน โดยกองทัพของเจ้าอ้ายพระยาตั้งอยู่ ณ ตำบลป่ามะพร้าว บริเวณวัดพลับพลาไชย ขณะที่กองทัพของเจ้ายี่พระยาตั้งอยู่ ณ วัดไชยภูมิ เมื่อทั้ง 2 กองทัพเข้าประจัญบานกัน ช้างต้นของเจ้าอ้ายพระยาและเจ้ายี่พระยามาปะทะกันที่เชิงสะพานป่าถ่าน และทั้ง 2 พระองค์ ต่างต้องพระแสงของ้าวขาดคอช้างสิ้นพระชนม์ด้วยกัน[8] ดังนั้น มุขมนตรีจึงหารือกัน และนำความไปกราบบังคมทูลเจ้าพระยา แล้วถวายราชสมบัติให้ครองราชย์เป็นกษัตริย์องค์ที่ 7 แห่งกรุงศรีอยุธยา มีพระนามว่า “สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า[9] หรือที่เรียกกันภายหลังว่า “สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่_2” ครองราชย์ในปี พ.ศ. 1967 จนกระทั่งสิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ. 1991 รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 24 ปี[10]

 

พระราชกรณียกิจที่สำคัญ

          ในรัชกาลสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่_2 (เจ้าสามพระยา) สามารถนำความร่มเย็นมาสู่แผ่นดินกรุงศรีอยุธยา ดังปรากฏในบันทึกของฟาน ฟลีต (วัน วลิต) ว่า

“พระองค์ทรงเป็นนักเสรีนิยม ทรงสร้างและบูรณะวัดหลายแห่ง
ทรงให้ความช่วยเหลือทั้งพระและคนยากจน
พระองค์เป็นกษัตริย์ที่มีความเมตตามากที่สุดเท่าที่ประเทศสยามเคยมี”[11]

          ในรัชกาลสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) จึงเป็นช่วงเวลาที่มีการก่อร่างสร้างความมั่นคงให้กับกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นความมั่นคงทั้งในทางของโครงสร้างอำนาจทั้งภายในและภายนอก ตลอดจนมีการสร้างความมั่นคงในการสถาปนาวัฒนธรรมราชสำนักของกรุงศรีอยุธยา นอกจากนี้สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ยังมีส่วนสำคัญในการบำรุงพระพุทธศาสนาให้สถาวรยิ่งขึ้น ในการนี้ สามารถแบ่งพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ออกเป็นด้านต่าง ๆ เพื่อให้เห็นภาพอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น โดยแบ่งออกเป็น “พระราชกรณียกิจด้านศาสนา” “พระราชกรณียกิจด้านความมั่นคงภายใน” “พระราชกรณียกิจด้านความมั่นคงภายนอก” และ “พระราชกรณียกิจด้านวัฒนธรรมราชสำนัก

          “พระราชกรณียกิจด้านศาสนา” ในเริ่มต้นของรัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) นั้น แต่เดิมยังไม่มีธรรมเนียมการบรรจุพระศพลงในโกศ ตลอดจนยังไม่มีพระราชพิธีการถวายพระเพลิงบนพระเมรุมาศ ดังนั้น เมื่อเจ้าอ้ายพระยาและเจ้ายี่พระยาสิ้นพระชนม์[12] จึงได้ฝังพระศพไว้ เพื่อรอวันถวายพระเพลิงบนเชิงตะกอน และเมื่อเจ้าสามพระยาเถลิงราชสมบัติขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์เรียบร้อยแล้ว จึงได้ได้โปรดให้ขุดพระศพของพระเชษฐาธิราชทั้ง 2 พระองค์ขึ้นมา และให้มีการถวายพระเพลิง จากนั้นได้มีพระราชดำริให้ยกที่บริเวณถวายพระเพลิงสถาปนาพระมหาสถูปและพระวิหาร เป็นพระอาราม แล้วให้นามชื่อว่า “วัดราชบูรณะ[13] และให้ก่อพระเจดีย์ 2 องค์ ขึ้นที่เชิงสะพานป่าถ่าน บริเวณด้านตะวันออกเฉียงใต้ของวัดราชบูรณะ เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้พระเชษฐาธิราช[14]

สำหรับวัดราชบูรณะนั้น เป็นวัดที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับกรุงศรีอยุธยา เนื่องจากห่างจากพระราชวังไม่มากนัก อีกทั้งยังมีลักษณะคล้ายคลึงกับวัดมหาธาตุ ซึ่งสร้างในสมัยพระบรมราชาธิราชที่_1 (ขุนหลวงพะงั่ว) โดยสร้างตามแบบคติความเชื่อจักรวาลไตรภูมิ มีพระปรางค์ประธานเป็นศูนย์กลาง รายล้อมด้วยระเบียงคด และมีพระวิหารวางแนวตะวันออก-ตะวันตก สำหรับพระปรางค์ประธานนั้น ภายในมี “กรุ” โดยกรุที่มีการค้นพบในพระปรางค์ประธานมีด้วยกัน 2 กรุ ซึ่งภายในบรรจุพระบรมสารริกธาตุ พระพุทะรูปศิลปะอยุธยา พระแสงขรรค์ เครื่องราชกกุธภัณฑ์ และเครื่องประดับทองคำของพระมหากษัตริย์ไว้มากมาย[15]

นอกจากนี้ในปีจุลศักราช 800 มะเมียศก[16] ตรงกับ พ.ศ. 1981 สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) โปรดให้มีการสร้าง “วัดมเหยงคณ์” ขึ้น ในเมืองอโยธยาเก่า ซึ่งอยู่ทางเหนือของกรุงศรีอยุธยา[17] รูปแบบสำคัญของวัดมเหยงคณ์คือการสร้างเจดีย์ทรงลังกาและมีช้างล้อม ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมสำคัญของศิลปะแบบสุโขทัย ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันนี้พระราชวงศ์สุพรรณภูมิเริ่มผนวกรวมกับพระราชวงศ์พระร่วง และมีการรับศิลปกรรมของสุโขทัยเข้ามาในช่วงเวลานี้[18]

พระราชกรณียกิจด้านความมั่นคงภายใน” สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) นั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับกรุงศรีอยุธยา โดยเฉพาะด้านความมั่นคงภายใน ซึ่งในช่วงรัชกาลของพระองค์นั้น เป็นช่วงเวลาที่สามารถรวม 3 พระราชวงศ์ เข้าด้วยกันอย่างเป็นเอกภาพ นั่นคือ “สุพรรณภูมิ-อู่ทอง-พระร่วง” ซึ่งแต่เดิมนั้น ปัญหาการแย่งชิงราชสมบัติ เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาโดยตลอดทุกรัชกาลก่อนหน้า เนื่องจากการสถาปนากรุงศรีอยุธยานั้น มาจากการรวมกันของ 2 พระราชวงศ์ นั่นคือ พระราชวงศ์อู่ทอง ซึ่งมาจากฝ่ายละโว้ และพระราชวงศ์สุพรรณภูมิ ทางฝ่ายเมืองสุพรรณบุรี[19] และเมื่อถึงรัชสมัยของสมเด็จพระอินทราชาธิราช (เจ้านครอินทร์) ยังสามารถขยายอำนาจไปถึงเมืองชัยนาท (เมืองพิษณุโลก) จนสามารถส่งพระราชโอรส นั่นคือ เจ้าสามพระยาไปปกครองเมืองได้ กระทั่งเมื่อเจ้าสามพระยาขึ้นครองราชย์เป็น สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) พระองค์ได้สถาปนาพระอัครมเหสี 4 พระองค์ อันมาจาก 4 พระราชวงศ์ ประกอบด้วย พระราชวงศ์สุพรรณภูมิ พระราชวงศ์พระร่วง พระราชวงศ์อู่ทอง และพระราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราช[20]

ดังนั้น เมื่อถึงปีจุลศักราช 825 มะแมศก[21] ตรงกับ พ.ศ. 2006 สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ซึ่งเป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ที่ประสูติกับพระอัครมเหสีจากพระราชวงศ์พระร่วงได้เสด็จไปครองเมืองชัยนาท (พิษณุโลก) โดยอ้างสิทธิในพระราชวงศ์พระร่วง ซึ่งถือเป็นการปิดฉากอำนาจของพระราชวงศ์พระร่วงและอาณาจักรสุโขทัยอย่างเป็นทางการ กล่าวได้ว่า สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่เริ่มธรรมเนียมการอภิเษกพระมเหสีจาก 4 พระราชวงศ์ ซึ่งส่งผลให้อำนาจของพระราชวงศ์สุพรรณภูมิมั่นคงยาวนานจนถึงการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 1 ในปี พ.ศ. 2112[22]

พระราชกรณียกิจด้านความมั่นคงภายนอก” ในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ได้แผ่พระราชอำนาจออกไปยังดินแดนด้านตะวันออก นั่นคือ อาณาจักรเขมร โดยได้ยกทัพไปตีเมืองพระนครหลวง ของเขมร ในปี พ.ศ. 1974 และให้พระราชโอรส คือ พระนครอินทร์เจ้าขึ้นเสวยราชสมบัติในเมืองพระนครหลวง และให้กวาดต้อนพระยาแก้ว และพระยาไทย พร้อมเชลยชาวเขมรมายังกรุงศรีอยุธยา[23] ชัยชนะของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากทำให้อาณาจักรเขมรต้องย้ายศูนย์กลางไปอยู่ที่เมืองปาสาน เมืองละแวก เมืองอุดงมีไชย และเมืองพนมเปญในที่สุด เพื่อให้ห่างจากการโจมตีของกรุงศรีอยุธยา ขณะเดียวกันก็ทำให้อาณาจักรเขมรไม่ยกทัพมารุกรานกรุงศรีอยุธยาประมาณ 100 ปี[24]

นอกจากนี้ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ได้เสด็จยกทัพหลวงไปตีเมืองเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 1985 แต่ไม่สามารถตีเอาเมืองเชียงใหม่ได้ เนื่องจากสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ทรงประชวร จึงต้องยกทัพหลวงกลับมายังกรุงศรีอยุธยา ต่อมาในปี พ.ศ. 1987 ได้เสด็จยกทัพหลวงไปตีเมืองเชียงใหม่อีกครั้ง และไม่สามารถตีเมืองเชียงใหม่ได้อีกเช่นเคย แต่ครั้งนี้ทัพหลวงของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) สามารถกวาดต้อนเชลยชาวล้านนามายังกรุงศรีอยุธยาได้จำนวนมาก[25]

พระราชกรณียกิจด้านวัฒนธรรมราชสำนัก” สามารถวัฒนธรรมราชสำนักของกรุงศรีอยุธยาขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ได้รับอิทธิพลจากอาณาสุโขทัย เมื่อครั้งครองเมืองชัยนาท (เมืองพิษณุโลก) อันเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรสุโขทัยในช่วงเวลานั้น ดังนั้น จึงได้รับเอาศิลปะแบบสุโขทัยเข้าไปในกรุงศรีอยุธยา อาทิเช่น การสร้างเจดีย์ทรงลังกาแบบมีช้างล้อม ณ วัดมเหยงคณ์ เป็นต้น[26] ขณะเดียวกัน เมื่อเสวยราชสมบัติแล้ว สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ได้บุกไปโจมตีเมืองพระนครหลวงของอาณาจักรเขมร ส่งผลให้รับเอาศิลปะแบบเขมรเข้ามาในกรุงศรีอยุธยาด้วยเช่นกัน ดังที่ปรากฏ ณ วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ และวัดพระศรีสรรเพชญ์[27] นอกจากนี้ในสมัยของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) เกิดไฟไหม้พระราชมณเฑียร และพระที่นั่งตรีมุข ในปี พ.ศ. 1983 และปี พ.ศ. 1984[28]  และได้มีการบูรณะขึ้นมาใหม่ จึงได้รับอิทธิพลของศิลปะแบบเขมรไปด้วยเช่นกัน

          นอกจากด้านศิลปกรรมแล้ว ยังมีการรับเอาแนวคิดด้าน “เทวราชา” จากอาณาจักรเขมรเข้ามาอีกด้วย ซึ่งเห็นได้ชัดว่าในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) เริ่มมีการใช้คำราชาศัพท์อย่างแพร่หลายยิ่งกว่าในสมัยก่อนหน้า และทำให้ราชสำนักกรุงศรีอยุธยามีภาษาหลัก 2 ภาษา นั่นคือ ภาษาไทย และภาษาเขมร ตลอดจนการจัดพิธีกรรมเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ที่สลับซับซ้อนยิ่งขึ้น[29]  

 

บรรณานุกรม

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, พระนครศรีอยุธยา : มรดกโลก, (กรุงเทพฯ : ด่านสุทธาการพิมพ์, 2543).

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, อยุธยา : Discovering Ayutthaya, (กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำรา สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2546).

พระจักรพรรดิพงศ์ (จาด), พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา เล่ม 1, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภา,2541). 

พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม, โคลงภาพพระราชพงศาวดาร, (กรุงเทพฯ : อมรินทร์การพิมพ์, 2526).

พระบริหารเทพธานี, พงศาวดารชาติไทย สมัยศรีอยุธยา ภาคแรก, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์บพิธ, 2514).

พันจันทนุมาศ (เจิม), พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา, (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์คลังวิทยา, 2507).

ฟาน ฟลีต (นันทา วรเนติวงศ์ และ วนาศรี สามนเสน แปล), รวมบันทึกประวัติศาสตร์อยุธยาของฟาน ฟลีต (วัน วลิต), (กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2548).

ศรีศักร วัลลิโภดม, กรุงศรีอยุธยาของเรา, (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน, 2546).

สมเด็จพระพนรัตน์ (แก้ว), พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ภาษามคธ แล คำแปล กับจุลยุทธการวงศ์ผูก 2 เรื่องพงศาวดารไทย, (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ต้นฉบับ, 2550).

หลวงประเสริฐอักษรนิติ์, พระราชพงศาวดาร กรุงเก่า, (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ต้นฉบับ, 2540).

 

อ้างอิง

[1] พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม, โคลงภาพพระราชพงศาวดาร, (กรุงเทพฯ : อมรินทร์การพิมพ์, 2526), น. 9.

[2] สมเด็จพระพนรัตน์ (แก้ว), พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ภาษามคธ แล คำแปล กับจุลยุทธการวงศ์ ผูก 2 เรื่องพงศาวดารไทย, (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ต้นฉบับ, 2550), น. 29.

[3] พระบริหารเทพธานี, พงศาวดารชาติไทย สมัยศรีอยุธยา ภาคแรก, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์บพิธ, 2514), น. 58.

[4] หลวงประเสริฐอักษรนิติ์, พระราชพงศาวดาร กรุงเก่า , (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ต้นฉบับ, 2540), น. 3.

[5] เพิ่งอ้าง.

[6] พระจักรพรรดิพงศ์ (จาด), พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา เล่ม 1, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภา, 2541), น. 10.

[7] หลวงประเสริฐอักษรนิติ์, อ้างแล้ว, น. 3.

[8] พระบริหารเทพธานี, อ้างแล้ว, น. 63.

[9] พระจักรพรรดิพงศ์ (จาด), อ้างแล้ว, น. 10.

[10] ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, อยุธยา : Discovering Ayutthaya, (กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2546), น. 182.

[11] ฟาน ฟลีต (นันทา วรเนติวงศ์ และ วนาศรี สามนเสน แปล), รวมบันทึกประวัติศาสตร์อยุธยาของฟาน ฟลีต (วัน วลิต), (กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2548), น. 187.

[12] พระบริหารเทพธานี, อ้างแล้ว, น. 63.

[13] พันจันทนุมาศ (เจิม), พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา, (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์คลังวิทยา, 2507), น. 11.

[14] เพิ่งอ้าง.

[15] ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, อ้างแล้ว, น. 86-87.

[16] หลวงประเสริฐอักษรนิติ์, อ้างแล้ว, น. 4.

[17] ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, อ้างแล้ว, น. 104-105.

[18] การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, พระนครศรีอยุธยา : มรดกโลก, (กรุงเทพฯ : ด่านสุทธาการพิมพ์, 2543), น. 108.

[19] ศรีศักร วัลลิโภดม, กรุงศรีอยุธยาของเรา, (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน, 2546), น. 19.

[20] พระบริหารเทพธานี, อ้างแล้ว, น. 65.

[21] หลวงประเสริฐอักษรนิติ์, อ้างแล้ว, น. 5.

[22] ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, อ้างแล้ว, น. 182.

[23] พระจักรพรรดิพงศ์ (จาด), อ้างแล้ว, น. 11.

[24] ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, อ้างแล้ว, น. 183.

[25] หลวงประเสริฐอักษรนิติ์, อ้างแล้ว, น. 4.

[26] ศรีศักร วัลลิโภดม, น. 36.

[27] การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, อ้างแล้ว, น. 92-106.

[28] หลวงประเสริฐอักษรนิติ์, อ้างแล้ว, น. 4.

[29] ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, อ้างแล้ว, น. 183-184.