สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี


ผู้เรียบเรียง : วิกัลย์ พงศ์พนิตานนท์

ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : รองศาสตราจารย์ ดร.สนธิ เตชานันท์


 

 

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 7 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงเคียงข้างพระราชสวามีทั้งยามทุกข์และสุข ตลอดเวลา ๒๓ ปี

นับแต่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตในวันที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ครองพระองค์ลำพังท่ามกลางหมู่พระประยูรญาติ ทรงยึดมั่นในพระเกียรติยศแห่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และทรงปฏิบัติบำเพ็ญพระราชกรณียกิจในพระราชฐานะสมเด็จพระอัครมเหสีและสมเด็จพระบรมราชินี ในรัชกาลที่ ๗ ตราบจนเสด็จสู่สวรรคาลัย เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๗

 

 

เมื่อทรงพระเยาว์

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗ พระนามเดิมหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี เป็นพระธิดาของพระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ กรมหมื่นสวัสดิวัดนวิศิษฎ์(สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ พระอนุชาในสมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า และสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ) กับหม่อมเจ้าหญิงอาภาพรรณี (พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภาพรรณี พระธิดาของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร) ทรงพระราชสมภพเมื่อวันอังคารที่ ๒๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๔๗ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีเจ้าพี่เจ้าน้องร่วมพระมารดา รวม ๗ พระองค์ จำนวนนี้สิ้นชีพิตักษัยตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ๓ พระองค์

พ.ศ. ๒๔๔๙ เวลานั้นพระราชโอรสรุ่นเล็กในสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถเสด็จไปทรงศึกษาอยู่ ณ ประเทศอังกฤษ รวมทั้งสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนศุโขไทยธรรมราชา พระราชโอรสพระองค์เล็ก เสด็จไปในปีนี้ สมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงรับเจ้านายเล็กๆ และบุตรหลานข้าราชบริพารจำนวนมากไว้ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ด้วยมีพระราชอัชฌาศัยทรงพระเมตตาเด็กๆ หม่อมเจ้ารำไพพรรณี พระชันษา ๒ ปี เป็นพระนัดดาใกล้ชิด “สมเด็จป้า” จึงโปรดให้เสด็จมาประทับ ณ พระตำหนักสวนสี่ฤดู พระราชวังดุสิต ให้ทรงหัดเรียนเขียนอ่าน ทรงฝึกฝนการเย็บปักถักร้อยงานผ้า ดอกไม้ และอาหาร เป็นความรู้สำหรับราชกุมารีตามราชประเพณี

เมื่อหม่อมเจ้ารำไพพรรณีประทับที่พระตำหนักสวนสี่ฤดู เป็นช่วงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ “สมเด็จป้า” ทั้งสองพระองค์โปรดทรงงานเกษตรกรรม ทรงทดลองการเลี้ยงสัตว์ ปลูกพืชผักทำนาในแปลงนาส่วนพระองค์ ที่ทุ่งพญาไท

บางโอกาส หม่อมเจ้ารำไพพรรณีตามเสด็จพระบิดามารดาไปประทับร่วมกับเจ้าพี่เจ้าน้อง ทรงพระสำราญด้วยสภาพแวดล้อมแปลกแตกต่างจากในราชสำนัก บางครั้งทรงลงสรงน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยากับเจ้านายพี่น้องฝ่ายชาย นับเป็นวีรกรรมตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ทั้งสองบรรยากาศเป็นพระประสบการณ์และพื้นฐานสำหรับพระราชกรณียกิจต่อมา

วันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต สมเด็จพระบรมราชินีนาถเสด็จฯ ไปประทับเพื่อทรงจัดการงานพระบรมศพ ณ พระบรมมหาราชวัง หม่อมเจ้ารำไพพรรณี พระชันษา ๖ ปี ตามเสด็จไปด้วย จึงโปรดให้ทรงเริ่มต้นการศึกษา ณ โรงเรียนราชินี

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี เสด็จประทับ ณ พระตำหนักวังพญาไทจึงโปรดเกล้าฯ ให้จัดครูถวายการสอนหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณีที่พระตำหนัก เนื่องจากวังพญาไทอยู่ห่างจากไกลโรงเรียนราชินี

วันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๙ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีเกศากันต์พระราชทานพร้อมเจ้านายพี่น้องหลายพระองค์ เมื่อเกศากันต์แล้วยังคงประทับที่วังพญาไท โปรดเกล้าฯ ให้ทรงศึกษาวิชาความรู้สำหรับราชกุมารีและวิชาตามพระอัธยาศัย

 

พระชายาในสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนศุโขทัยธรรมราชา

เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาวิชาทหารจากอังกฤษแล้ว สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าฯ กรมขุนศุโขทัยธรรมราชา เสด็จกลับเมืองไทย ทรงรับราชการทหาร เมื่อเสด็จมาเฝ้าสมเด็จแม่ที่วังพญาไท สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถโปรดให้หม่อมเจ้ารำไพพรรณีทรงรับใช้ใกล้ชิดจนสองพระองค์มีพระหฤทัยผูกพัน ภายหลังสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนศุโขทัยธรรมราชาทรงผนวชเป็นพระภิกษุในพระบวรพุทธศาสนาแล้ว จึงกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเสกสมรส

พิธีเสกสมรสพระราชทานจัดขึ้น เมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๑พระที่นั่งวโรภาษพิมาน พระราชวังบางปะอิน พระนครศรีอยุธยา เป็นวาระแรกที่มีพิธีการตามแบบแผนพระราชนิยมในรัชกาลที่ ๖ กล่าวคือ มีการให้คำปฏิญาณ และการลงพระนามในสมุดทะเบียนแต่งงาน

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนศุโขทัยธรรมราชา และหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี ประทับ ณ พระตำหนักหอ วังศุโขทัย ในฐานะพระชายาทรงฝึกฝนเรียนรู้พระราชกิจ ทรงปกครองวังศุโขทัยตั้งแต่พระชนมายุเพียง ๑๔-๑๕ พรรษา ทรงครองพระองค์ร่วมกันในวิถีสมัยใหม่ โปรดอ่านหนังสือเพื่อข่าวสารและความรู้ ทรงกีฬาต่าง ๆ ทรงมีรสนิยมไปในทางเดียวกัน จึงเพิ่มพูนความกลมเกลียวผูกพัน

ภายหลังงานถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนศุโขทัยธรรมราชากราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเสด็จไปรักษาพระองค์ ณ ทวีปยุโรป เมื่อพระอาการประชวรคลายลงแล้ว จึงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตทรงศึกษาวิชาการทหารชั้นสูงเพิ่มเติม ณ ประเทศฝรั่งเศส พระชายาซึ่งตามเสด็จไปด้วยทรงศึกษาภาษาฝรั่งเศสและขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ เสด็จไปทัศนศึกษาสถานที่ต่าง ๆ เป็นเวลา ๔ ปีที่สองพระองค์ประทับในต่างประเทศ เป็นเวลาที่พระชายาทรงบ่มเพาะพระประสบการณ์ แต่หลายสิ่งอย่างทรงซึมซับและเรียนรู้จากพระสวามีด้วย

เมื่อเสด็จกลับพระนคร สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนศุโขทัยธรรมราชาทรงรับราชการในตำแหน่งปลัดกรมเสนาธิการทหารบก เป็นนายพันเอก ผู้บัญชาการกองพลทหารบกที่ ๒ ผู้บังคับการพิเศษกรมทหารปืนใหญ่ ที่ ๒ และโปรดเกล้าฯ ให้ทรงศึกษางานราชการในฐานะ “รัชทายาท” ด้วย ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนกรมขึ้นเป็น สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงศุโขทัยธรรมราชา

 

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีพระบรมราชินี พระราชินีองค์แรกแห่งระบอบประชาธิปไตย

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘ที่ประชุมพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เห็นพ้องเป็นเอกฉันท์อัญเชิญสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงศุโขทัยธรรมราชา ขึ้นครองราชย์

วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๘ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงบรมราชาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์อย่างสมบูรณ์ ตามลำดับพระราชพิธีนั้น มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศสถาปนาหม่อมเจ้ารำไพพรรณี ขึ้นเป็นสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ และเครื่องราชูปโภคสำหรับตำแหน่งพระอัครมเหสีด้วย[1] เป็นครั้งแรกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่มีการสถาปนาพระอัครมเหสีขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมราชินี ต่อมาในเดือนมีนาคม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สตรีมีศักดิ์เป็นนางสนองพระโอฐและนางพระกำนัล รับราชการในสมเด็จพระบรมราชินี

ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการ ทรงพระราชอุตสาหะเสด็จพระราชดำเนินจากเหนือสุดของประเทศไปถึงใต้สุดประเทศ ทรงสร้างเสริมสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศตั้งแต่ระดับเพื่อนบ้าน ประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย ไปถึงทวีปยุโรปและอเมริกา สมเด็จพระบรมราชินีทรงเป็นที่กล่าวขานถึงพระสิริโฉม และพระราชจรรยาอัชฌาศัยอ่อนหวาน เรียบง่าย พระราชจริยาวัตรทันสมัยทันโลก

ช่วงระยะเวลา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวครองสิริราชสมบัติ เมืองไทยประสบความผันผวนด้านเศรษฐกิจ ต่อเนื่องถึงเหตุการณ์ทางการเมืองขั้นรุนแรง พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเผชิญปัญหาเหล่านี้อย่างทรงหลีกเลี่ยงไม่ได้ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีทรงเคียงข้างเสมอ

 

การเปลี่ยนแปลงการปกครอง

เช้าตรู่ วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ คณะบุคคลกลุ่มหนึ่ง เรียกตนเองว่า คณะราษฎร ประกอบด้วยทหารบก ทหารเรือ และพลเรือน ยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศ ทำการยึดสถานที่สำคัญของทางราชการ และกักขังพระบรมวงศานุวงศ์ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เป็นประกัน

ระหว่างนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับ ณ วังไกลกังวล หัวหิน พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เมื่อทางกรุงเทพฯ ส่งหลวงศุภชลาศัยเข้าเฝ้าฯ กราบบังคมทูลเชิญเสด็จกลับโดยเรือหลวงสุโขทัย เมื่อไม่โปรดเสด็จกลับโดยเรือหลวงสุโขทัย หลวงศุภชลาศัยจึงเดินทางกลับ จากเหตุการณ์นี้จึงทรงปรึกษาสมเด็จพระบรมราชินี สมเด็จพระบรมราชินีทรงมีความเห็นว่า “เข้าไปตายก็ไม่เป็นไร ต้องมีศักดิ์ศรี มีสัจจะ”[2] คำตอบนี้รวมทั้งความเห็นของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภาพรรณี เป็นที่ทรงชื่นชม ดังความในพระราชหัตถเลขาที่ทรงมีถึงพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ในเดือนสิงหาคม ๒๔๗๕ ว่า

“... ทั้งสมเด็จ (พระบรมราชินี) และแม่ของสมเด็จ (พระองค์เจ้าอาภาพรรณี) บอกว่า เราต้องกลับกรุงเทพฯ ให้ได้ ฉันต้องยอมรับว่าทั้งสมเด็จและหญิงอาภาควรจะได้รับเกียรติศักดิ์อย่างสูง ที่แสดงความกล้าหาญอย่างยิ่งเช่นนั้น เพราะเราทุกๆคนทราบดีว่าถึงเรายอมกลับกรุงเทพฯ ต่อไปเขาจะฆ่าเราเสียก็ได้ ผู้หญิงสองคนนั้นเขากล้ายอมตายเสียดีกว่าที่จะเสียเกียรติศักดิ์ เมื่อเขาตกลงเช่นนั้นฉันก็เห็นด้วยทันที...”[3]

คืนวันที่ ๒๔ มิถุนายน เสด็จพระราชดำเนินจากหัวหินโดยรถไฟพระที่นั่ง เสด็จนิวัตพระนครในวันรุ่งขึ้นต่อมาวันที่ ๒๗ มิถุนายน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธยในพระราชกำหนดนิรโทษกรรมแก่ผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครองและรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวนับแต่นั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เป็นทั้งพระมหากษัตริย์และสมเด็จพระบรมราชินี พระองค์สุดท้ายในระบอบราชาธิปไตย และพระองค์แรกในระบอบรัฐธรรมนูญของไทย

นับแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง เดือนมิถุนายน ๒๔๗๕ ความขัดแย้งทางการเมืองเริ่มต้นตั้งแต่ความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างเค้าโครงเศรษฐกิจของนายปรีดี พนมยงค์ ผู้ก่อการของคณะราษฎร ที่นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ขยายเป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับคณะราษฎร และการช่วงชิงอำนาจทางการเมือง ขณะที่นายทหารและพลเรือนกลุ่มหนึ่งนำโดยพลเอกพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช ในนาม “คณะกู้บ้านกู้เมือง” ไม่เห็นด้วยกับคณะราษฎร นำทหารจากภาคกลางและอีสานมุ่งสู่กรุงเทพฯ เรียกร้องให้รัฐบาลลาออก ในวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๔๗๖ เหตุการณ์ลุกลามเป็นการต่อสู้ปะทะกัน ในวันที่ ๒๔ ตุลาคม ฝ่ายรัฐบาลปราบปรามได้สำเร็จ ต่อมาจึงเรียกเหตุการณ์นี้ว่า กบฏบวรเดช

ช่วงที่เกิดเหตุการณ์กบฏบวรเดช พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี เสด็จแปรพระราชฐานประทับ ณ วังไกลกังวล ทรงพระวิตกในเหตุการณ์ เนื่องจากไม่มีพระราชประสงค์ทรงเข้ากับฝ่ายใด จึงเลี่ยงเสด็จฯกลับพระนคร และตัดสินพระราชหฤทัยประทับเรือยนต์พระที่นั่งขนาดเล็กฝ่าคลื่นลมมุ่งลงทางใต้ แล้วเสด็จฯ โดยเรือของบริษัทอิสต์เอเชียติกไปยังจังหวัดสงขลา ประทับที่พระตำหนักเขาน้อยของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศร์

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี มีพระราชดำรัสถึงเหตุการณ์ดังกล่าวภายหลังว่า “ฉันไม่คิด ไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้น ถ้าจะตายก็ตายด้วยกัน”[4] ทั้งสองพระองค์เสด็จกลับพระนครในเดือนธันวาคม ๒๔๗๖ “ท่ามกลางเหตุการณ์ไม่ค่อยจะดีนัก และดูเหมือนว่าจะมีอะไรรุนแรงมากขึ้นทุกที”[5] จนพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งว่า ถ้าจะมีเรื่องเกิดขึ้นก็จะทรงใช้พระแสงปืนยิงพระองค์เอง แล้วให้หม่อมราชวงศ์สมัครสมาน กฤดากรยิงสมเด็จพระบรมราชินี แต่ไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงดังที่ทรงพระราชดำริไว้[6]

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรป ในเดือนมกราคม ๒๔๗๖ ถึงเดือนสิงหาคม ๒๔๗๗ จากนั้นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงรักษาพระเนตรที่ประเทศอังกฤษประทับที่ บ้านโนลหรือ พระตำหนักโนล (Knowle House) ในหมู่บ้านแครนลีย์ (Cranleigh) มณฑลเซอร์เรย์ (Surrey) ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งกับรัฐบาล สมเด็จพระบรมราชินี มีรับสั่งในภายหลังว่า เมื่อเสด็จประพาสประเทศอียิปต์ ทางรัฐบาลกล่าวหาว่าทรงส้องสุมผู้คนเพื่อชิงอำนาจคืน เมื่อทรงพบปะพระบรมวงศานุวงศ์ก็ถูกกล่าวหาว่าคบคิดกัน

ตลอดเวลาประทับที่ประเทศอังกฤษ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงติดต่อเจรจากับรัฐบาล ท้ายสุดคือรัฐบาลไม่ดำเนินการตามพระราชประสงค์

เหตุการณ์ผกผันในพระชนม์ชีพของสมเด็จพระบรมราชินีอีกครั้ง เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตัดสินพระราชหฤทัยประกาศสละราชสมบัติ วันที่ ๒ มีนาคม ๒๔๗๗ ณ พระตำหนักโนล แต่ไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดอันเป็นผลกระทบต่อมา เช่น รัฐบาลลดพระเกียรติยศลง ปัญหาด้านเศรษฐกิจ สถานการณ์ภาวะสงครามเริ่มปะทุในยุโรป พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีสมเด็จพระบรมราชินีเคียงข้างทุกสถานการณ์ แต่สมเด็จพระบรมราชินีกลับต้องสูญเสียพระราชสวามีที่รักยิ่งในวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๔๘๔เคหาสน์คอมพ์ตัน เวอร์จิเนีย วอเตอร์ ด้วยพระชนมพรรษา 48 พรรษา สมเด็จพระบรมราชินีมิได้ทรงแสดงออกถึงความวิปโยคโศกเศร้า ด้วยทรงควบคุมพระสติมั่นคง

ภายหลังพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต สมเด็จพระบรมราชินีประทับอยู่ ณ บ้านลิแนมของพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ จนถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๔๘๔ จึงเสด็จฯกลับไปประทับ ณ เคหาสน์คอมพ์ตัน

หลังสงครามสิ้นสุดลง สมเด็จพระบรมราชินียังประทับที่อังกฤษ จนถึง พ.ศ. ๒๔๙๑ รัฐบาลกราบบังคมทูลขอพระราชทานให้ทรงอัญเชิญพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจากเคหาสน์คอมพ์ตันเวอร์จิเนีย วอเตอร์ ประเทศอังกฤษ กลับประเทศไทย การนี้รัฐบาลถวายพระเกียรติยศในฐานะพระมหากษัตริย์และสมเด็จพระบรมราชินีทุกประการ

 

สมเด็จพระบรมราชินี ในรัชกาลที่ ๗

เมื่อเสด็จนิวัติพระนคร สมเด็จพระบรมราชินีทรงร่วมงานพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส และพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในพระราชพิธีสำคัญนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระอัครมเหสีขึ้นเป็นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี ในส่วนสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี จึงเป็นที่ขนานพระนามว่า สมเด็จพระบรมราชินี ในรัชกาลที่ ๗

ภายหลังงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว ไม่มีการพระราชพิธีสำคัญ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 จึงเสด็จฯไปประทับ ณ สวนบ้านแก้ว จังหวัดจันทบุรี ทรงใช้เวลาส่วนใหญ่พัฒนาพื้นที่ให้เป็นสวนเกษตร เรียกได้ว่าทรงเป็นนักพัฒนาการเกษตร งานเกษตรนั้นทรงคุ้นเคยตั้งแต่เยาว์พระขันษา จนเสด็จประทับ ณ พระตำหนักวังศุโขทัย ก็โปรดเสด็จลงทำสวน เมื่อเสด็จไปประทับที่อังกฤษ ทั้งสองพระองค์มีสวนดอกไม้ที่ทรงดูแลเองที่สวนบ้านแก้วนี้ มีพระราชประสงค์ทดลองหาพืชที่เหมาะสมเจริญงอกงามดีไปแนะนำเผยแพร่แก่ราษฎรในท้องถิ่น

สมเด็จพระบรมราชินี ในรัชกาลที่ ๗ ทรงเป็นนักพัฒนางานหัตถกรรม ทรงศึกษาเรียนรู้เทคนิคใหม่ การออกแบบที่ทันสมัย จนทำให้เสื่อจันทบูรณ์ เป็นหัตถกรรมที่รู้จักกันแพร่หลายในนามผลิตภัณฑ์ “เสื่อสมเด็จ”ทรงเผยแพร่ความรู้สู่ชุมชนทำให้รูปแบบผลิตภัณฑ์หลากหลายตรงกับความต้องการใช้งาน

เมื่อสมเด็จพระบรมราชินี ในรัชกาลที่ ๗ มีพระชนมายุสูงขึ้น มิได้เสด็จไปประทับที่สวนบ้านแก้ว โปรดเกล้าฯ ให้ขายสวนบ้านแก้วในราคาถูกแก่กระทรวงศึกษาธิการ ให้เป็นที่ตั้งวิทยาลัยครูรำไพพรรณี ต่อมา คือ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี ซึ่งยังคงอนุรักษ์พระตำหนักเป็นแหล่งเรียนรู้พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสมอ ที่จันทบุรี พระราชทานเงินสร้างอาคารโรงพยาบาล ทรงอุปถัมภ์เพื่อยกระดับและพัฒนาโรงพยาบาลจันทบุรีให้สามารถรับใช้ประชาชนจันทบุรีและจังหวัดใกล้เคียง ด้วยเหตุนี้โรงพยาบาลจึงได้รับพระราชทานนามใหม่ว่า โรงพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี

สมเด็จพระบรมราชินี ในรัชกาลที่ ๗ ทรงปฏิบัติบำเพ็ญพระราชกรณียกิจแบ่งเบาพระราชภาระในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และทรงประกอบพระราชกรณีกิจเพื่อพสกนิกร เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฎร พระราชทานความช่วยเหลือ จนเป็นที่กล่าวขานว่า “งานหลวงมิได้ขาด งานราษฎร์มิได้เว้น” แต่เหนือสิ่งอื่นใดทรงเทิดทูนพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวด้วยทรงจงรักภักดี ทรงเป็นธุระในการที่เกี่ยวข้องกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ อยู่เสมอไป

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ประชวรสวรรคตด้วยพระหทัยวายณ วังศุโขทัย“บ้าน” ที่ทรงร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพระราชสวามี ในวันอังคารที่ ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๗ พระชนมพรรษา ๗๙ ปี

 

พระราชพิธีพระบรมศพ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานพระบรมศพในพระโกศทองใหญ่ ภายใต้สัปตฎลเศวตฉัตร ประกอบและแวดล้อมด้วยเครื่องประดับพระบรมโกศครบตามราชประเพณี เครื่องราชอิสริยยศราชูปโภคสำหรับตำแหน่งสมเด็จพระอัครมเหสี และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทยและต่างประเทศ

พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ณ พระเมรุมาศท้องสนามหลวง ในวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๘ วันที่ ๑๐ เมษายน โปรดเกล้าฯ ให้เชิญพระโกศพระบรมอัฐิประดิษฐาน ณ พระวิมานทอง หอพระบรมอัฐิ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท และเชิญพระราชสรีรางคารไปประดิษฐาน ณ ฐานพุทธบัลลังก์พระพุทธอังคีรสในพระอุโบสถ วัดราชบพิธ สถิตมหาสีมาราม ในวันที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๘

 

อ้างอิง

  1. ประกาศอักษรกิจ (เสงี่ยม รามนันทน์), พระยา. ๒๔๙๒. จดหมายเหตุบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัว พุทธศักราช ๒๔๖๘. พระนคร: โรงพิมพ์ไทยเขษม. , หน้า ๓๙.
  2. ราชเลขาธิการ, สำนัก. ๒๕๒๘. พระราชประวัติสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7. กรุงเทพฯ : บริษัทอมรินทร์ พริ้นติ้งกรุ๊พ จำกัด. หน้า ๖๘.
  3. จุลจักรพงษ์, พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า. ๒๕๔๑. เจ้าชีวิต-สยามก่อนยุคประชาธิปไตย. พิมพ์ครั้งที่ห้า กรุงเทพฯ : บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน), หน้า ๓๒๒.
  4. ราชเลขาธิการ, สำนัก. ๒๕๒๘. พระราชประวัติสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7. กรุงเทพฯ : บริษัทอมรินทร์ พริ้นติ้งกรุ๊พ จำกัด. หน้า ๗๗๔.
  5. ราชเลขาธิการ, สำนัก. ๒๕๒๘. พระราชประวัติสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7. กรุงเทพฯ : บริษัทอมรินทร์ พริ้นติ้งกรุ๊พ จำกัด. หน้า ๗๕.
  6. ราชเลขาธิการ, สำนัก. ๒๕๒๘. พระราชประวัติสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7. กรุงเทพฯ : บริษัทอมรินทร์ พริ้นติ้งกรุ๊พ จำกัด. หน้า ๗๕.

 

บรรณานุกรม

กัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์, สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้า. ๒๕๔๗. มหามกุฎราชสันตติวงศ์ พระนามพระราชโอรสธิดา พระราชนัดดา. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.

จุลจักรพงษ์, พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า. ๒๕๔๑. เจ้าชีวิต-สยามก่อนยุคประชาธิปไตย. พิมพ์ครั้งที่ห้า กรุงเทพฯ : บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน).

ประกาศอักษรกิจ (เสงี่ยม รามนันทน์), พระยา. ๒๔๙๒. จดหมายเหตุบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัว พุทธศักราช ๒๔๖๘. พระนคร: โรงพิมพ์ไทยเขษม.

ราชเลขาธิการ, สำนัก. ๒๕๒๘. พระราชประวัติสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7. กรุงเทพฯ : บริษัทอมรินทร์ พริ้นติ้งกรุ๊พ จำกัด.

ราชเลขาธิการ, สำนัก. ๒๕๒๘. ประมวลพระฉายาลักษณ์และภาพพระราชกรณียกิจสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ ๗ กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์กรุงเทพ (1984).