ร่างพระราชบัญญัติ


ผู้เรียบเรียง : ภัทริดา สุคุณณี

ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : นายจเร พันธุ์เปรื่อง


ร่างพระราชบัญญัติเปรียบเสมือนการวางโครงสร้างของสังคม เพราะเป็นการวางกรอบกำหนดกฎกติกาที่กำกับและควบคุมพฤติกรรมการอยู่ร่วมกันในสังคม ซึ่งมีผลเกี่ยวข้องกับประชาชน หน่วยงานของรัฐ และภาพลักษณ์ของประเทศ[1] ฉะนั้น เป้าหมายของการร่างพระราชบัญญัติจึงต้องเป็นไปเพื่อให้ได้พระราชบัญญัติที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพทันต่อเหตุการณ์ ในการดำเนินการให้บรรลุผล ตามเป้าหมายนั้น

ความหมาย

ร่างพระราชบัญญัติ คือ เอกสารที่จัดทำขึ้นโดยเป็นการเขียนและเรียบเรียงข้อความในรูปร่างของกฎหมาย ในการสร้างกฎเกณฑ์กติกา วิธีการ หรือเงื่อนไขที่จะใช้ทั่วไปในสังคม และจะต้องใช้กับทุกคนในสังคม เพื่อเสนอให้ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการบัญญัติกฎหมาย พิจารณาว่าจะประกาศใช้ร่างพระราชบัญญัตินั้นหรือไม่ หรือควรแก้ไขเปลี่ยนแปลงร่างพระราชบัญญัตินั้นประการใด และด้วยเหตุที่ยังไม่ยุติ การเรียบเรียงข้อความขึ้นมานั้นจึงมีสถานะเพียง “ร่าง” (Draft, Projet)[2]. จนกว่าจะได้รับการพิจารณาจากรัฐสภาเรียบร้อยแล้ว และมีการประกาศใช้บังคับพระราชบัญญัตินั้นแก่ประชาชน

ในการจัดทำร่างกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ แบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ

1) การจัดทำร่างพระราชบัญญัติขึ้นใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งอาจเป็นพระราชบัญญัติที่ยังไม่เคยมีการใช้บังคับมาก่อนหรืออาจเป็นการยกเลิกพระราชบัญญัติเดิมทั้งฉบับก็ได้

2) การแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติที่ใช้บังคับอยู่บางมาตรา  

หลักพื้นฐานในการร่างพระราชบัญญัติ

การร่างพระราชบัญญัติที่จะนำไปสู่การใช้บังคับเพื่อให้บุคคลต้องปฏิบัติ ถ้าผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามที่พระราชบัญญัติกำหนดอาจจะได้รับผลร้ายหรือถูกลงโทษ พระราชบัญญัติจึงเป็นสิ่งที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลในเรื่องต่าง ๆ ดังนั้น หลักการพื้นฐานที่จะต้องพิจารณาในการร่างพระราชบัญญัติขึ้นเพื่อใช้บังคับต้องมีลักษณะดังนี้[3]

1) เป็นกรณีที่มีความจำเป็นอย่างแท้จริงและรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดบัญญัติให้กระทำได้

2) การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตามพระราชบัญญัติต้องเป็นไปเพียงเพื่อให้การใช้บังคับพระราชบัญญัตินั้นประสบความสำเร็จ โดยจะกระทบกระเทือนถึงสาระสำคัญของสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้

3) มาตรการตามพระราชบัญญัติต้องมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทหรือสภาพของสังคมไทย

4) กลไกของรัฐมีความพร้อมที่จะบังคับการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติอย่างเคร่งครัด โดยบุคลากรของรัฐที่ต้องเป็นผู้บังคับใช้พระราชบัญญัติต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติ และมาตรการต่าง ๆ ตามพระราชบัญญัติอย่างถ่องแท้ รวมทั้งต้องมีความพร้อมในด้านงบประมาณ และเครื่องมือเครื่องใช้ในการที่จะต้องใช้ในการบังคับตามพระราชบัญญัติ มิฉะนั้นจะทำให้การบังคับการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติขาดประสิทธิภาพ

5) ต้องมีการพิจารณาทบทวนความเหมาะสมของกลไกหรือมาตรการตามกฎหมายทุกรอบระยะเวลา เพื่อประโยชน์ในการปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

6) ต้องมีการับฟังความคิดเห็นของผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากการมีหรือปรับปรุงกฎหมาย นั้นด้วย เพื่อให้เนื้อหาสาระหรือกลไกของพระราชบัญญัติสอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของสังคม

7) การตรวจสอบความจำเป็นในการร่างกฎหมายของฝ่ายบริหาร

รูปแบบของร่างพระราชบัญญัติ

การเสนอร่างพระราชบัญญัติเพื่อให้รัฐสภาพิจารณา จะต้องเป็นไปตามรูปแบบของร่างพระราชบัญญัติ ที่กำหนดไว้ ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้

1. บันทึกหลักการและเหตุผล เพื่อเป็นการแสดงขอบเขตและเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติ

2. ชื่อร่างพระราชบัญญัติ เพื่อให้ทราบว่าพระราชบัญญัติมีเนื้อหาหรือสาระที่จะใช้บังคับแก่เรื่องใด

3. คำปรารภ เพื่อทราบถึงขอบเขตของพระราชบัญญัติ

4. บทจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามรัฐธรรมนูญ เพื่อแสดงให้ทราบว่าพระราชบัญญัติมีบทบัญญัติที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามรัฐธรรมนูญมาตราใดบ้าง

5. วันใช้บังคับของพระราชบัญญัติ เพื่อระบุถึงสภาพบังคับของกฎหมายว่าจะให้มีผลใช้บังคับเมื่อใด

6. บทยกเลิกกฎหมาย เพื่อระบุว่ากฎหมายใดจะไม่ให้มีผลใช้บังคับต่อไป

7. บทนิยาม เพื่อกำหนดความหมายของถ้อยคำหรือข้อความในกฎหมาย

8. มาตรารักษาการ เพื่อให้มีรัฐมนตรีเป็นผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมาย

9. เนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติ จัดแบ่งเป็นหมวดหมู่ตามลำดับความสำคัญเป็นกลุ่ม ๆ โดยมุ่งหมายให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ

10. บทเฉพาะกาล เพื่อรองรับการดำเนินการใด ๆ หรือผลกระทบบางประการที่เกิดขึ้นก่อนที่พระราชบัญญัติมีผลใช้บังคับ

11. บัญชีท้ายพระราชบัญญัติ เพื่อกำหนดรายละเอียดบางประการแทนการกำหนดในเนื้อหาของพระราชบัญญัติ

12. ในการเสนอร่างพระราชบัญญัติต้องมีบันทึกวิเคราะห์ สรุปสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติเสนอมาพร้อมกับร่างพระราชบัญญัติด้วย

ผู้มีอำนาจเสนอร่างพระราชบัญญัติ

การเสนอร่างพระราชบัญญัติจะเสนอได้ก็แต่โดย

1. คณะรัฐมนตรี

2. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่ายี่สิบคน

3. ศาลหรือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดองค์กรและกฎหมายที่ประธานศาลและประธานองค์กรนั้นเป็นผู้รักษาการ

4. ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นคนเข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภา โดยกฎหมายที่จะเสนอให้รัฐสภาพิจารณานั้นต้องจัดทำในรูปแบบร่างพระราชบัญญัติ ซึ่งต้องมีหลักการเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย หรือว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐเท่านั้น

ในกรณีเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน และเสนอโดยบุคคลในข้อ 2 ข้อ 3 หรือข้อ 4 จะเสนอได้ก็ต่อเมื่อมีคำรับรองของนายกรัฐมนตรี หากเป็นที่สงสัยว่าร่างพระราชบัญญัติใดเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินที่จะต้องมีคำรับรองของนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ให้เป็นอำนาจของที่ประชุมร่วมกันของประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎรทุกคณะเป็น ผู้วินิจฉัย

ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน หมายความถึง ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ดังต่อไปนี้

(1) การตั้งขึ้น ยกเลิก ลด เปลี่ยนแปลง แก้ไข ผ่อนหรือวางระเบียบการบังคับอันเกี่ยวกับภาษีหรืออากร

(2) การจัดสรร รับ รักษา หรือจ่ายเงินแผ่นดิน หรือการโอนงบประมาณรายจ่ายของแผ่นดิน

(3) การกู้เงิน การค้ำประกัน การใช้เงินกู้ หรือการดำเนินการที่ผูกพันทรัพย์สินของรัฐ

(4) เงินตรา

กระบวนการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ

ร่างพระราชบัญญัติจะต้องผ่านการพิจารณาจากรัฐสภา อันประกอบไปด้วยการพิจารณาผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรก่อน แล้วจึงเสนอให้วุฒิสภาพิจารณาเห็นชอบ

1. การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติของสภาผู้แทนราษฎร จะต้องพิจารณาเป็น 3 วาระตามลำดับ ดังนี้

วาระที่ 1 ขั้นรับหลักการ

การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติในวาระที่ 1 สภาจะพิจารณาและลงมติว่าจะรับหลักการหรือไม่รับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัตินั้น โดยผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนั้นจะชี้แจงหลักการและเหตุผลประกอบการเสนอร่างพระราชบัญญัติ เมื่อผู้เสนอชี้แจงแล้วก็ให้สมาชิกอภิปรายได้ไม่ว่าจะอภิปรายค้านหรือสนับสนุน หรือการถามข้อสงสัย หรือการตั้งข้อสังเกต ประธานสภาจะเปิดโอกาสให้ผู้เสนอร่างตอบชี้แจงตามที่มีผู้ตั้งคำถามหรือให้ข้อสังเกต เมื่อจบการอภิปรายแล้ว ผู้เสนอประธานสภาจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะรับหลักการแห่งพระราชบัญญัติฉบับนี้หรือไม่ แต่ในบางกรณีสภาจะให้คณะกรรมาธิการพิจารณาก่อนรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัตินั้นก็ได้

ในกรณีผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ศาลหรือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นคนเข้าชื่อเสนอ คณะรัฐมนตรีอาจขอรับร่างไปพิจารณาก่อนที่สภาจะลงมติรับหลักการก็ได้ เมื่อครบกำหนดเวลาการรอการพิจารณาแล้ว ประธานสภาผู้แทนราษฎรก็จะสั่งบรรจุเข้าระเบียบวาระเพื่อพิจารณา

เมื่อที่ประชุมสภามีมติไม่รับหลักการ ร่างพระราชบัญญัตินั้นก็ตกไป ถ้าที่ประชุมมีมติรับหลักการ สภาผู้แทนราษฎรจะมอบหมายให้คณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาผู้แทนราษฎร หรือแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเป็นผู้พิจารณาต่อไป

วาระที่ 2 ขั้นการพิจารณาโดยคณะกรรมาธิการ

การพิจารณาในวาระที่สอง เป็นการพิจารณาในรายละเอียดของร่างพระราชบัญญัติเป็นรายมาตรา ซึ่งกระทำได้ 2 ลักษณะ คือ

- การพิจารณาโดยคณะกรรมาธิการเต็มสภา โดยคณะรัฐมนตรีร้องขอ หรือสมาชิกเสนอญัตติโดยมีจำนวนสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่ายี่สิบคนและที่ประชุมอนุมัติ ให้ถือว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนทำหน้าที่เป็นกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินั้น ซึ่งจะใช้สำหรับการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่มีความจำเป็นรีบด่วนที่จะต้องออกใช้บังคับหรือเป็นการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่มีรายละเอียดไม่มาก หรือไม่ยาวนักและไม่ยากในการพิจารณา โดยเป็นการพิจารณาครั้งเดียวสามวาระ ไม่มีขั้นตอนการยื่นคำขอแปรญัตติ มีผลเป็นทั้งการพิจารณาเป็นรายมาตราในชั้นกรรมาธิการและเป็นการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่สองคราวเดียวกัน

- การพิจารณาโดยกรรมาธิการที่สภาแต่งตั้ง อาจเป็นคณะกรรมาธิการสามัญ หรือคณะกรรมาธิการวิสามัญก็ได้ ในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ไม่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการ ชุดนั้นเห็นควรแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติก็ให้เสนอคำขอ “แปรญัตติ” ต่อประธานคณะกรรมาธิการที่พิจารณาร่างพระราชบัญญัตินั้นภายใน 7 วัน นับแต่วันถัดจากวันที่สภารับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติ เว้นแต่สภาจะได้กำหนดเวลาแปรญัตติสำหรับร่างพระราชบัญญัตินั้นไว้เป็นอย่างอื่น เมื่อคณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว จะทำรายงานการพิจารณาของคณะกรรมาธิการเสนอต่อประธานสภา โดยในรายงานจะแสดงร่างเดิม การแก้ไขเพิ่มเติมในมาตราใดบ้าง คำแปรญัตติ การสงวนคำแปรญัตติ หรือการสงวนความเห็นของกรรมาธิการ หากกรณีมีข้อสังเกตที่ควรเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี ศาล หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ควรทราบหรือควรปฏิบัติก็ให้บันทึกไว้ด้วยเพื่อให้สภาพิจารณา

วาระที่ 3 ขั้นลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ

การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติในวาระที่ 3 จะไม่มีการอภิปรายใด ๆ ทั้งสิ้น และจะแก้ไขข้อความอย่างใดมิได้ โดยที่ประชุมจะลงมติว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ในกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติไม่ให้ความเห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นอันตกไป ถ้าสภาผู้แทนราษฎรมีมติให้ความเห็นชอบ ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรดำเนินการเสนอร่างพระราชบัญญัตินั้นต่อวุฒิสภา

2. การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติของวุฒิสภา

วุฒิสภาต้องพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่สภาผู้แทนราษฎรเสนอมานั้นให้เสร็จภายใน 60 วัน แต่ถ้าเป็นร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวด้วยการเงิน ต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 30 วัน ทั้งนี้ เว้นแต่วุฒิสภาจะได้ลงมติให้ขยายเวลาออกไปเป็นกรณีพิเศษแต่ก็ต้องไม่เกิน 30 วัน กำหนดวันดังกล่าวให้หมายถึงวันในสมัยประชุม และให้เริ่มนับแต่วันที่ร่างพระราชบัญญัตินั้นมาถึงวุฒิสภา ถ้าวุฒิสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ไม่เสร็จภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าวุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบในร่างพระราชบัญญัตินั้น กรณีที่ สภาผู้แทนราษฎรเสนอร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินไปยังวุฒิสภา ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรแจ้งไปด้วยว่าร่างพระราชบัญญัติที่เสนอไปนั้นเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน คำแจ้งของประธานสภาผู้แทนราษฎรให้ถือเป็นเด็ดขาด

การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติของวุฒิสภาจะพิจารณาเป็น 3 วาระเช่นเดียวกับการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งการพิจารณาของวุฒิสภาจะเป็นการลงมติว่าเห็นด้วยกับสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ โดยอาจลงมติได้ 3 กรณี

1) เห็นชอบด้วย โดยไม่มีการแก้ไขให้ถือว่าร่างพระราชบัญญัตินั้นได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา แล้วให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้

2) ไม่เห็นชอบด้วย เป็นการที่วุฒิสภายับยั้งร่างพระราชบัญญัตินั้นไว้ก่อนและส่งกลับคืนไปยังสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรจะยกร่างพระราชบัญญัตินั้นขึ้นพิจารณาใหม่ได้เมื่อเวลา 180 วันได้ล่วงพ้นไป นับแต่วันที่วุฒิสภาส่งร่างพระราชบัญญัตินั้นคืนไปยังสภาผู้แทนราษฎร และถ้าสภาผู้แทนราษฎรลงมติยืนยันร่างเดิม ด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ให้ถือว่าร่างพระราชบัญญัตินั้นได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาแล้ว

แต่สำหรับกรณีที่ร่างพระราชบัญญัติที่วุฒิสภายับยั้งไว้นั้นเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน สภาผู้แทนราษฎรอาจยกร่างพระราชบัญญัตินั้นขึ้นพิจารณาใหม่ได้ทันทีหลังจากที่วุฒิสภามีมติ ไม่เห็นชอบด้วย หากสภาผู้แทนราษฎรยังคงยืนยันร่างเดิม ด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ก็ให้ถือว่าร่างพระราชบัญญัตินั้นได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา

3) มีการแก้ไขเพิ่มเติม ถ้าสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติม ก็ให้ถือว่าร่างพระราชบัญญัตินั้นได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว แต่ถ้าสภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นชอบด้วยกับวุฒิสภาที่มีมติแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติที่สภาผู้แทนราษฎรเสนอ ก็จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินั้น โดยกรรมาธิการของแต่ละสภาจะมีจำนวนเท่ากันตามที่สภาผู้แทนราษฎรกำหนดและมีอำนาจที่จะเห็นชอบด้วยกับร่างพระราชบัญญัติตามมติของวุฒิสภาหรือร่างพระราชบัญญัติตามมติของสภาผู้แทนราษฎร หรืออาจจะมีความเห็นเป็นอย่างอื่นก็ได้ เมื่อพิจารณาเสร็จแล้วก็จะรายงานและเสนอร่างพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการได้พิจารณาร่วมกันเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ถ้าสภาทั้งสองเห็นชอบด้วยกับร่างพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณาแล้วให้ถือว่าร่างพระราชบัญญัตินั้นได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา

ถ้าหากสภาใดสภาหนึ่งไม่เห็นชอบด้วย ก็ให้ยับยั้งร่างพระราชบัญญัตินั้นไว้ก่อน เมื่อพ้นกำหนดเวลา 180 วัน นับแต่วันที่สภาใดสภาหนึ่งไม่เห็นชอบด้วยแล้ว สภาผู้แทนราษฎรก็อาจยกขึ้นพิจารณาใหม่ได้ และถ้าสภาผู้แทนราษฎรลงมติยืนยันร่างเดิม หรือร่างที่คณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณาด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดของสภาแล้ว ก็ให้ถือว่าร่างพระราชบัญญัตินั้นได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาแล้วให้ส่งร่างพระราชบัญญัติไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการต่อไป

อ้างอิง

  1. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, “คู่มือแบบการร่างกฎหมาย”. (กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการกฤษฏีกา, 2551) , หน้า 1.
  2. เรื่องเดียวกัน, หน้า 14
  3. อัชพร จารุจินดา, “หลักการเบื้องต้นในการร่างกฎหมาย”. (กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการกฤษฏีกา, ม.ป.ป.) ,หน้า 1.

บรรณานุกรม

คณิณ บุญสุวรรณ, (2548). ปทานุกรมศัพท์รัฐสภาและการเมืองไทย ฉบับสมบรูณ์. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ สุขภาพใจ.

นรนิติ เศรษฐบุตร, (2549) “กระบวนการนิติบัญญัติของรัฐสภาไทย.” พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : สำนักงาน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, (2551) “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550.” กรุงเทพฯ : สำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, (2551) “อำนาจหน้าที่ของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทย พุทธศักราช 2550.” กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. (2551) “ข้อบังคับการประชุม”.(กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์ สำนักงาน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ).

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, (2551) “คู่มือแบบการร่างกฎหมาย”. (กรุงเทพฯ:สำนักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกา).

อัชพร จารุจินดา, “หลักการเบื้องต้นในการร่างกฎหมาย”, (กรุงเทพฯ:สำนักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกา).

http://www.thailawwatch.org/legislation-in-thailand/,(เข้าถึงข้อมูลเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2557).

http://www.thethailaw.com/law23/law23.html, ,(เข้าถึงข้อมูลเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2557).

หนังสือแนะนำอ่านเพิ่มเติม

กองกรรมาธิการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, “กระบวนวิธีในการบัญญัติกฎหมาย.” วารสารรัฐสภา สาร ปีที่ 24 ฉบับที่ 1 มกราคม 2519.

จเร พันธุ์เปรื่อง, “กระบวนการตรากฎหมาย.” วารสารรัฐสภาสาร ปีที่ 49 ฉบับที่ 8 สิงหาคม 2544 หน้า 1–88.

นรนิติ เศรษฐบุตร, (2549) “กระบวนการนิติบัญญัติของรัฐสภาไทย.” พิมพ์ครั้งที่ 2 กรุงเทพฯ : สำนักงาน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, (2551) “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550.” กรุงเทพฯ : สำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, (2551) “อำนาจหน้าที่ของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทย พุทธศักราช 2550.” กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.

ภานุมาศ วราหะไพบูลย์, “กระบวนการตรากฎหมายในฝ่ายนิติบัญญัติ.” จุลนิติ ปีที่ 1 ฉบับที่ 5 พฤศจิกายน 2547 หน้า 37-43.

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, (2551) “คู่มือแบบการร่างกฎหมาย”. (กรุงเทพฯ:สำนักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกา).