รัฐประหาร พ.ศ. 2500


ผู้เรียบเรียง ณัฐพล ใจจริง


ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ รองศาสตราจารย์นรนิติ เศรษฐบุตร และ รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต


การรัฐประหาร 16 กันยายน 2500 เป็นการรัฐประหารครั้งสำคัญ ที่ทำให้กลุ่มผู้นำรัฐบาลที่เคยมาจากคณะราษฎรสิ้นสุดลงอย่างสิ้นเชิงพร้อมกับเจตนารมย์ของการปฏิวัติ 2475 การรัฐประหารครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูสถานภาพของพระมหากษัตริย์ภายหลังการปฏิวัติทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมวัฒนธรรมให้กลับมาสูงเด่นจนสามารถกลายเป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่สำคัญในการเมืองไทยในปัจจุบัน


สถานการณ์ก่อนการรัฐประหาร

สถานการณ์การเมืองไทยในช่วงปลายทศวรรษที่ 2490 นั้นเป็นห้วงเวลาที่ความขัดแย้งระหว่าง การเมืองสามเส้า ระหว่างรัฐบาล ตำรวจและกองทัพ หรือการเมือง 3 เส้า(The Triumvirate) ซึ่งจอมพล ป. พิบูลสงคราม-นายกรัฐมนตรี ได้ใช้ทั้ง 2 กลุ่มคานอำนาจระหว่างกันตลอดมาในรอบหลายปีเพื่อรักษาเสถียรภาพของรัฐบาล ดังนั้น ทางออกจากปัญหาการเมืองสามเส้า ในความคิดของจอมพล ป. คือการทำให้คู่แข่งขันทั้งหมด คือ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ และพลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ เดินไปบนเส้นทางการแข่งขันทางการเมืองด้วยกระบวนการเลือกตั้งให้ประชาชนตัดสินใจและลดการใช้กำลังรัฐประหารลง เนื่องจากอาจเป็นทางเลือกเดียวที่ดีที่สุด สำหรับจอมพล ป. นายกรัฐมนตรีที่ไม่มีอำนาจในการสั่งการกองทัพหรือตำรวจอย่างเต็มที่ ในขณะที่การต่อสู้ระหว่างการเมืองสามเส้าดำเนินไป กลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยมเริ่มทวีบทบาทมากขึ้นอีกจนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นกลุ่มการเมืองสำคัญได้

ภายหลังการเดินทางกลับจากการเยือนต่างประเทศในปี 2498 จอมพล ป. ได้เริ่มต้นโครงการพัฒนาประชาธิปไตยขึ้น ด้วยการอนุญาตให้มีการเปิดการปราศรัยหรือ “การไฮด์ปาร์ค” ที่ท้องสนามหลวงและตามจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ จากนั้นได้มีการตราพระราชบัญญัติพรรคการเมือง 2498 ขึ้นเพื่อให้มีการจัดตั้งพรรคการเมืองแข่งขันกัน พรรคการเมืองสำคัญๆ เช่น พรรคเสรีมนังคศิลา พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเศรษฐกร พรรคเสรีประชาธิปไตย พรรคขบวนการไฮด์ปาร์ค พรรคชาตินิยม ฯลฯ จากนั้น รัฐบาลได้จัดการเลือกตั้ง 26 กุมภาพันธ์ 2500 การเลือกตั้งครั้งนี้ จอมพล ป. ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นครั้งแรกด้วย

ผลการเลือกตั้งปรากฎว่า จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในกรุงเทพฯ จำนวน 9 ที่นั่ง นั้น

พรรคเสรีมนังคศิลา ประสบชัยชนะ 7 ที่นั่ง คือ
1.จอมพล ป. พิบูลสงคราม 5.พระยาลัดพลีธรรมประคัลภ์
2.พลเอก เภา เพียรเลิศ บริภัณฑ์ยุทธกิจ 6.พลเอก มังกร พรหมโยธี
3.พลอากาศโท มุนี มหาสันทนะ เวชยันต์รังสฤษดิ์ 7. พลเอก หลวงสวัสดิ์สรยุทธ์
4.พลโท บัญญัติ เทพหัสดิน ณ อยุทธยา


ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ได้ 2 ที่นั่ง คือ
1.นายควง อภัยวงศ์ 2.นาวาโท พระประยุทธชลธี


ผลการเลือกตั้งรวมทั้งประเทศ ปรากฏว่า

พรรคเสรีมนังคศิลา ได้รับการสนับสนุนมากที่สุดถึง 83 ที่นั่ง
พรรคประชาธิปัตย์ 28 ที่นั่ง
พรรคเสรีประชาธิปไตย 11 ที่นั่ง
พรรคธรรมาธิปัตย์ 10 ที่นั่ง
พรรคเศรษฐกร 8 ที่นั่ง
พรรคชาตินิยม 3 ที่นั่ง
พรรคขบวนการไฮด์ปาร์ค 2 ที่นั่ง
พรรคอิสระ 2 ที่นั่ง และ
ผู้สมัครอิสระไม่สังกัดพรรค 13 ที่นั่ง รวม 160 ที่นั่ง[1]


ภายหลังการเลือกตั้งสิ้นสุดลง การประท้วงการเลือกตั้งได้เริ่มต้นขึ้น อย่างกว้างขวาง โดยเริ่มจากนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชักธงชาติลงครึ่งเสาเพื่อไว้อาลัยการเลือกตั้ง ได้เริ่มต้นขึ้น จากนั้นนิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาลัยการศึกษา ฯลฯ และประชาชนได้รวมตัวกันประท้วงการเลือกตั้งที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อมา รัฐบาลได้ประกาศภาวะฉุกเฉิน ในวันที่ 2 มีนาคม 2500 จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้เดินทางมาที่จุฬาลงกรณ์เพื่อกล่าวปราศรัยและรับทราบความไม่พอใจของนิสิตนักศึกษาและประชาชน นิสิตได้ขออนุญาตจอมพลสฤษดิ์เดินขบวนประท้วง ซึ่งจอมพลสฤษดิ์อนุญาต ทำให้จอมพลสฤษดิ์เริ่มได้รับความนิยมจากนิสิตนักศึกษาและประชาชนมากขึ้น ในขณะที่ความนิยมของจอมพล ป.และพลตำรวจเอก เผ่า นั้นเริ่มเสื่อมความนิยมตกลงอย่างรวดเร็ว[2]


ไม่แต่เพียงปัญหาทางการเมืองเท่านั้น ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับพระมหากษัตริย์ยังคงไม่ราบรื่น นับแต่ การรัฐประหาร 2494 และการร่างรัฐธรรมนูญ 2495 ที่ไม่ถวายอำนาจให้พระมหากษัตริย์เข้ามามีบทบาทการเมืองตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ในปี 2496 พระมหากษัตริย์และรัฐบาลยังขัดแย้งกันเรื่องกฎหมายการปฏิรูปที่ดิน โดยรัฐบาลมุ่งจำกัดการถือครองที่ดินขนาดใหญ่และช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อย แต่ทว่าการปฏิรูปที่ดินนี้ องคมนตรีไม่เห็นด้วยโดยให้เหตุผลว่าไทยไม่ได้ขาดแคลนที่ดินถึงขนาดต้องปฏิรูปที่ดิน พระมหากษัตริย์ทรงเห็นด้วยกับองคมนตรีและทรงชะลอการการลงพระนามประกาศใช้กฎหมาย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังคงยืนยันความจำเป็นของกฎหมายฉบับนี้ ท้ายสุดพระองค์ก็ยอมลงพระนามประกาศใช้กฎหมาย[3] อีกทั้ง ในปี 2500 ทรงไม่เสด็จเข้าร่วมงานการฉลอง 25 พุทธศตวรรษ[4] เนื่องจากพระองค์ไม่พอพระทัยการจัดการที่ทำให้รัฐบาลกลายเป็นศูนย์กลางของงานแทนที่จะเป็นพระองค์ ทรงเห็นว่า จอมพล ป. “เมาอำนาจ” และมีความประสงค์จะเป็น “พระมหากษัตริย์องค์ที่สอง” [5]

อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มผู้มีอำนาจทั้งสามนั้น จอมพล ป. เป็นกลุ่มที่อยู่ในฐานะลำบากที่สุด เนื่องจากไม่มีฐานกำลังเป็นของตนเอง แต่สิ่งที่จอมพล ป.ทำคือ การใช้สองกลุ่มคานอำนาจกันเอง และอีกด้านหนึ่ง คือ การแสวงหาแรงสนับสนุนจากประชาชนด้วยการเปิดให้มีบรรยากาศแบบ[ระบอบประชาธิปไตย|[ประชาธิปไตย]] เช่น มีการไฮด์ปาร์ค ให้มีพรรคการเมือง มีการเลือกตั้ง และการพยายามดึงนายปรีดี พนมยงค์ซึ่งได้หลบหนีออกนอกประเทศไปภายหลังการรัฐประหาร 2494และต่อมาถูกโจมตีว่าอยู่เบื้องหลังการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลให้กลับมาประเทศไทยเพื่อรื้อฟื้นคดีการสวรรคตขึ้นมาใหม่ ความคิดที่จะกลับไปคืนดีกับนายปรีดีนี้มาจากความรู้สึกว่า รัฐบาลมีแนวโน้มไม่มีเสถียรภาพ เพราะจอมพล ป. เห็นว่า จอมพลสฤษดิ์ มีแนวโน้มที่จะร่วมมือกับกลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยม

ความคิดของจอมพล ป.การหาทางให้นายปรีดีเดินทางกลับมาไทยนี้ ในช่วงแรกพล.ต.อ.เผ่าไม่สู้จะเห็นด้วยนักกับความคิดนี้ แต่จอมพล ป. สามารถหว่านล้อมจนพล.ต.อ.เผ่าเห็นด้วยกับความคิดดังกล่าว[6] ต่อมา จอมพล ป.ได้เคยกล่าวกับนายปาล พนมยงค์ บุตรชายคนโตของนายปรีดี หลังนายปาลได้รับนิรโทษกรรมความผิด และได้มาขอลาบวชกับจอมพล ป. ในเดือนมิถุนายน 2500 ที่ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏิ์ โดยจอมพล ป.ฝากข้อความไปยังนายปรีดีว่า “บอกคุณพ่อของหลานด้วยนะว่า ลุงอยากให้กลับมาช่วยลุงทำงานให้ชาติ ลุงคนเดียวสู้ศักดินาไม่ไหวแล้ว” [7] จนกระทั่งน่าจะถึงฟางเส้นสุดท้ายระหว่างรัฐบาลกับพระมหากษัตริย์และกลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยม คือ การรื้อฟื้นคดีสวรรคตด้วยการนำนายปรีดี กลับจากจีนมาไทย[8] ต่อมาหลักฐานจากสถานทูตสหรัฐฯได้รายงานถึงความพยายามของกลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยมในการแทรกแซงการเมืองและมุ่งโค่นล้มรัฐบาลจอมพล ป.[9]

ในปีเดือนเมษายน 2500 กลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยมและกองทัพภายใต้การนำของจอมพลสฤษดิ์ได้เคลื่อนไหวเตรียมแผนรัฐประหาร โดยมีแกนนำสำคัญของกลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยมเข้าประชุมร่วมกับกองทัพ เช่น กรมหมื่นพิทยาลาภพฤฒิยากร(พระองค์เจ้าธานี)-ประธานองคมนตรี ม.ร.ว.เสนีย์ และ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช[10] ต่อมาแผนการดังกล่าวได้ดำเนินการผ่านการโจมตีรัฐบาลผ่านหนังสือพิมพ์ของกลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยม(สยามรัฐ) และพรรคฝ่ายค้าน เช่น พรรคประชาธิปัตย์และพรรคสหภูมิ ทั้งนี้ การอภิปรายในสภาผู้แทนฯก่อนรัฐบาลถูกรัฐประหาร ได้มีการเปิดเผยในสภาผู้แทนฯว่า พระมหากษัตริย์ทรงให้เงินสนับสนุนเงินจำนวน 700,000บาทให้กับ ม.ร.ว.เสนีย์ และพรรคประชาธิปัตย์ใช้เคลื่อนไหวทางการเมือง[11] ไม่แต่เพียงกลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยมเท่านั้นที่เคลื่อนไหว จากรายงานของหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯรายงานว่า พระมหากษัตริย์ได้ทรงเสด็จมามาพบ ม.ร.ว.เสนีย์ ที่บ้านส่วนพระองค์เป็นการลับในยามค่ำคืนเสมอๆด้วย[12]


ในเวลาเดียวกันช่วงปลายเดือนสิงหาคม การเมืองไทยได้ร้อนระอุขึ้นเมื่อมีการอภิปรายทั่วไปโดยมี พรรคฝ่ายค้านนำโดยพรรคประชาธิปัตย์ สหภูมิ ฯลฯ เป็นผู้เสนอญัตติ ข้อหนึ่งกล่าวหารัฐบาลว่า รัฐบาลนี้ไม่สามารถรักษากฎหมายบ้านเมือง เป็นเหตุให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยและได้มีการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพขึ้นในประเทศ โดยการอภิปรายทั่วไปได้เริ่มต้นในวันที่ 26-27 สิงหาคม 2500 การอภิปรายในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหานี้ ได้มีการกล่าวถึงเนื้อความในหนังสือพิมพ์ว่า

“ หนังสือพิมพ์ ไทยเสรี ฉบับวันที่ 17 พฤษภาคม 2500 กล่าวว่า มีเจ้ากลุ่มหนึ่งมีกิเลสทราม ถือเอาวันมงคลยี่สิบห้าพุทธศตวรรษมาเป็นเครื่องนำโฆษณามุ่งโจมตีรัฐบาล… สำหรับ ฉบับ 15 มิถุนายน ภายใต้หัวข้อว่าถือเอาวันฉัตรมงคลแจกเหรียญศักดินามโหฬาร คนด่าทั่วเมืองให้เหรียญแข่งไข้หวัดทั้งฝ่ายล่างฝ่ายบน ” [13]

หลวงอรรถพิศาล(ตราด) อภิปรายเสริมว่า

“ หนังสือพิมพ์ ไทยเสรี ที่ลงข่าว จั่วหัวว่า เจ้าผยองนัก เจ้าล้างศาสนา เจ้าจะตายโหง เจ้าวางแผนคว่ำรัฐประหาร … และมีใจความว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นไม่ได้เสร็จไปร่วมพิธีงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ เพราะเหตุว่า ประชวรเป็นไข้ ส่วนจอมพลสฤษดิ์ฯ เป็นไข้หวัดอย่างหนัก แต่อุตส่าห์ไปร่วมงานพิธีฉลอง 25 พุทธศตวรรษ แล้วยังลงต่อไปว่า ฝ่ายเจ้า พวกเจ้าอัปรีย์ พวกเจ้านายชั้นผู้ใหญ่อัปรีย์ ซึ่งไม่ไปร่วมในงานนี้ให้ตายโหงตายห่า ” [14]


นายพีร์ บุนนาค (สุพรรณบุรี )อภิปรายต่อไปว่า

“…สงสัยว่า หนังสือพิมพ์ไทยเสรี จะมีเบื้องหลังในทางการเมืองเพื่อที่จะคิดล้มล้างอำนาจกษัตริย์เป็นแน่แท้…” [15] และ “ มีข่าวลืออย่างนี้ครับ… นี้เกี่ยวกับอธิบดี(ตำรวจ)โดยตรงเลย เกี่ยวกับฯพณฯรัฐมนตรีมหาดไทย ในการประชุมพรรคเสรีมนังคศิลา ณ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลาบ่ายโมง วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2498 นี้ ผมได้มาจากในพรรคของท่านนั้นเอง ซึ่งประชุมเฉพาะ ก่อนที่ประชุมเฉพาะส.ส. มนังคศิลา ประเภท 1 เขาบอกว่า ฯพณฯ นายพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ นี้ รัฐมนตรีมหาดไทย ได้ชี้แจงให้ที่ประชุมทราบต่อหน้าฯฯพณฯ จอมพลป.พิบูลสงครามว่า ได้มีหลักฐาน แน่นอนว่า ประทานโทษครับ ในหลวงทรงมอบเงิน 7 แสนบาทให้ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และนายควง อภัยวงศ์ มาเล่นการเมืองในพรรคประชาธิปัตย์ ” [16]


นายพีร์ กล่าวต่อไปว่า

“…บอกว่า มีการประชุมวางแผนการประกาศภาวะฉุกเฉิน เมื่อที่แล้วมาครับ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2500 นี้ ได้มีการประชุมในที่หนึ่ง ได้มีบุคคลชั้นจอมพลไปนั่งในที่ประชุมนั้น เว้นไว้แต่ฯพณฯจอมพลแปลก พิบูลสงคราม นี้เป็นข้อเท็จจริง เขาว่าอย่างนี้ ถ้าไม่มีอะไร แถลงออกมาเสีย ตอบมาแล้วประชาชนจะมั่นใจว่า รัฐบาลนี้และโดยเฉพาะนายพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ ยังเคารพสักการะองค์พระเจ้าอยู่หัวอยู่ ” [17]


จอมพลอากาศฟื้น รณนภากาศฯ(รองนายกรัฐมนตรี) ประท้วง

นายพีร์ กล่าวแทรกว่า "… เขาบอกอย่างนี้ครับ บอกว่า ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ โปรดเสนอให้มีการจับกุมองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและรัฐมนตรีบางคนและนักการเมืองบางคน ว่าอย่างนี้ครับ" [18]


ประธานสภาฯ ให้นายพีร์ถอนคำพูด

นายพีร์ "เมื่อไม่มีอะไร ก็บอกว่าไม่มี กระผมไม่ว่าอะไรหรอก จะให้เป็นประวัติศาสตร์รอยจารึก” [19]

(ประท้วงกันวุ่นวาย)

ประธานฯ ผมบอกให้ถอนเสีย

นายพีร์ "ถอนก็ได้ ผมไม่อยากเห็นการนองเลือดในเมืองไทย…" [20]

การรัฐประหาร 16 กันยายน 2500

ในระยะก่อนการรัฐประหารจะเกิดขึ้น ความขัดแย้งทางการเมือง 3 เส้าและกลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยมดำเนินไปสู่การแบ่งออกเป็น 2 ขั้วทางการเมืองไทย คือ ขั้วที่สนับสนุนรัฐบาลอันมีกลุ่มจอมพล ป.และพล.ต.อ.เผ่า กับ ขั้วต่อต้านรัฐบาลที่มีจอมพลสฤษดิ์ และกลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยม ต่างชิงไหวชิงพริบกันอยู่ โดยฝ่ายรัฐบาลได้ดำเนินการในช่วงวันสุดท้ายก่อนการเกิดรัฐประหารดังนี้ จอมพล ป.ได้เข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์ที่พระที่นั่งอัมพรสถาน ในวันที่ 16 กันยายน เวลา 11.00 น. และกลับออกมาเวลา 13.00 น. ด้วยสีหน้า เคร่งเครียดและบึ้งตึง ไม่ยอมหยุดรถชี้แจงให้สัมภาษณ์กับคณะนักหนังสือพิมพ์ที่พากันไปรอสัมภาษณ์อย่างที่เป็นมา เนื่องจาก พระองค์ไม่ทรงเห็นชอบในการปลดจอมพลสฤษดิ์ จากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกตามที่รัฐบาลเสนอ[21] ต่อมาในวันเดียวกัน เวลา 14.30 น. จอมพล ป.ได้เรียกประชุมบุคคลสำคัญของคณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนประเภท 1 พรรคเสรีมนังคศิลา ประชุมที่ทำการพรรค ณ บ้าน มนังคศิลา[22] เพื่อดำเนินการบางประการกับจอมพลสฤษดิ์และพวก


ในขณะที่ มีหลักฐานถึงปฏิกริยาความเคลื่อนไหวของกลุ่มทหารของจอมพลสฤษดิ์ต่อการเคลื่อนไหวของจอมพล ป. คือ “… เมื่อกลับมาถึงบ้านหลังกองพลที่ ๑ แล้ว ด้วยความสังหรณ์ใจ ฯพณฯ จึงให้นายทหารคนสนิทโทรศัพท์ไปที่บ้านจอมพลป. พิบูลสงครามอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งใขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ ๑๕.๐๐ น. ทางบ้านชิดลมตอบว่า จอมพล ป. ไม่สบาย จะพบไม่ได้ แม้แต่ในวันรุ่งขึ้น แต่พอโทรศัพท์ไปที่บ้านมนังคศิลากลับพบว่าจอมพลป.กำลังประชุมพรรคอยู่ที่นั่น ต่อมามีรายงานตามมาว่าทางพรรคเสรีมนังคศิลากำลังจะใช้อำนาจจับกุมฯฯพณฯ กับคณะ ถึงกับมีข่าวว่าได้จัดสถานที่ในคุกบางขวางและห้องพักชั้น ๔ ของโรงแรมเอราวัณเตรียมไว้เพื่อขังผู้ต้องหาและผู้สงสัยแล้ว ”[23]


หลังการประชุมพรรคเสรีมนังคศิลาของรัฐบาลแล้ว จอมพลป.ได้ขอเข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์อีกครั้ง ณ วังสวนจิตลดา ในเย็นวันที่ 16 กันยายน 2500 จากบันทึกนายทองใบ ทองปาวด์ -นักข่าวร่วมสมัยได้บันทึกว่า สีหน้าของจอมพล ป.ภายหลังเข้าเฝ้านั้น “บูด เหมือนปลาร้าค้างปี ” เขาถามจอมพล ป.ว่า “เข้าเฝ้าในหลวงทำไม” จอมพล ป.ตอบว่า “เข้าเฝ้าตามปกติ” เขาถามต่อว่า “ในหลวงรับสั่งอย่างไรบ้าง” จอมพล ป.ตอบว่า “ไม่รับสั่งอะไร… ไม่มีข่าว” หลังจากนั้นจอมพล ป.เร่งขับรถทันเดอร์เบิรต์ “พุ่งปราดออกจากประตูสวนจิตรลดาไป”[24]


ในคืนนั้นเอง เมื่อรถถังได้ปรากฏตามมุมสำคัญๆในกรุงเทพฯ สำหรับท่าทีของกลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยมอย่างพระยาศรีวิสารวาจา-องคมนตรี เมื่อรู้ว่าเกิดการรัฐประหาร คือ เสียงหัวเราะ[25] ไม่นานจากนั้น วิทยุได้ประกาศพระบรมราชโองการของพระมหากษัตริย์ที่ทรงแต่งตั้งให้จอมพล สฤษดิ์เป็นผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร[26] ทั้งนี้ พระบรมราชโองการฉบับนี้ ยังคงเป็นปัญหาถกเถียงถึงอำนาจของพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นการกระทำที่ปราศจากผู้รับสนองพระราชโองการอันละเมิดต่อรัฐธรรมนูญ 2495 ซึ่งขณะนั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้มิได้ถูกยกเลิก

ประกาศพระบรมราชโองการตั้งผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร

ภูมิพลอดุลยเดช ปร.

เนื่องด้วยปรากฏว่า รัฐบาลอันมี จอมพลป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้บริหารราชการแผ่นดินไม่เป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ทั้งไม่สามารถรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองได้ คณะทหารซึ่งมี จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นหัวหน้า ได้เข้ายึดอำนาจการปกครองไว้ได้ และทำหน้าที่เป็นผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร ข้าพเจ้าจึงขอตั้ง จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร ขอให้ประชาชนทั้งหลายจงอยู่ในความสงบ และให้ข้าราชการทุกฝ่ายฟังคำสั่งจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศมา ณ วันที่ 16 กันยายน พุทธศักราช 2500

[27]


จากนั้น การเมืองไทยถูกผลักเข้าไปสู่ระบอบเผด็จการทหารเต็มรูปแบบ สุดท้ายแล้ว สถานทูตสหรัฐฯวิเคราะห์ว่า สาเหตุที่กลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยมมีส่วนเกี่ยวข้องในทางการเมืองในการรัฐประหารครั้งนี้ ด้วยคาดหวังถึงการขยายบทบาททางการเมืองให้มากขึ้น[28] ทั้งนี้ ภายหลังการรัฐประหาร 2500 การเมืองไทยถูกผลักเข้าไปสู่มุมมืดอย่างยาวนาน


ต่อกรณีการที่รัฐบาลส่งตัวแทนมาพบนายปรีดีที่จีนนั้น นายปรีดี ได้บันทึกเรื่องเกี่ยวการส่งตัวแทนมาพบที่จีนและการพยามยามรื้อฟื้นคดีสวรรคตขึ้นมาพิจารณาใหม่ของจอมพล ป.ว่า

ภายหลังที่นายเฉลียว ประทุมรส นายชิต สิงหเสนี นายบุศย์ ปัทมศรินทร์ ถูกประหารชีวิต ฐานต้องหาว่าปลงพระชนม์รัชกาลที่ 8 แล้ว จอมพล ป. ได้ข้อเท็จจริงใหม่หลายประการที่แสดงความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหาเหล่านั้น จึงส่งตัวแทนไปแจ้งกับข้าพเจ้าที่อาศัยอยู่ในประเทศจีนว่าจะดำเนินการยุติธรรม โดยให้มีพิจารณาคดีสวรรคตกรณีรัชกาลที่ 8 ขึ้นใหม่ ตามวิธีพิจารณาของบางประเทศที่อารยะแล้ว ….. ฝ่ายซากทรรศนะระบบทาสได้โฆษณาใส่ร้ายจอมพล ป. ว่าไม่เคารพพระมหากษัตริย์ ทำให้คนรุ่นใหม่สมัยนั้นจำนวนหนึ่งหลงเชื่อ ครั้นแล้วพวกซากทรรศนะทาสได้สนับสนุนให้จอมพลสฤษดิ์ทำรัฐประหารโค่นล้มจอมพล ป. แล้วช่วยโฆษณาให้แก่จอมพลสฤษดิ์ว่าเป็นผู้รักษาพระราชบัลลังก์ไว้
[29]

จากรายงานของหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯรายงานในภายหลังว่า พระมหากษัตริย์ไทยได้ให้พระบรมราชูปถัมภ์การรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ในการโค่นล้มรัฐบาลของจอมพล ป.เมื่อ 2500 เนื่องจากพระองค์ไม่พอพระราชหฤทัยรัฐบาลจอมพล ป.[30] หลังรัฐบาลถูกรัฐประหาร และพล.ต.อ.เผ่าได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์และวิทยุรอยเตอร์จากกรุงการาจี ค่ำวันที่ 17 กันยายน 2500 หลังการเดินออกนอกประเทศ ว่า “รัฐประหารครั้งนี้ เป็นที่ทราบกันอยู่แล้ว เพียงแต่ว่า ไม่มีใครคิดสู้กับทหารและกษัตริย์ ”[31]

ผลกระทบจากการรัฐประหาร 2500


1.การโค่นล้มรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามที่มาจากการเลือกตั้งลงนี้ ถือเป็นการสิ้นสุด นายกรัฐมนตรีคนสุดท้ายที่มาจากคณะราษฎร-ผู้นำการปฏิวัติ 2547 เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาสู่ระบอบประชาธิปไตย และถือว่าเป็นการสิ้นสุดเจตนารมณ์ของการปฏิวัติ 2475 ลง


2.เป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูสถาบันพระมหากษัตริย์ให้มีอำนาจอย่างรอบด้านทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมอย่างไม่เคยมีมาก่อนหลังการปฏิวัติ 2475[32]


3.ก้าวเข้าสู่ระบอบเผด็จการทหารเต็มรูปแบบ หรือเรียกในเวลาต่อมาว่า “ระบอบเผด็จการ สฤษดิ์ ” หรือ “ระบบพ่อขุนอุปถัมภ์เผด็จการ”[33]

อ้างอิง

  1. กระทรวงมหาดไทย , รายงานการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เล่ม 1 , พระนคร : โรงพิมพ์กระดาษไทย , 2500, หน้า 147-154.
  2. เฉลิม มลิลา “รัฐประหาร พ.ศ.2500” , วิทยานิพนธ์อักษรศาสตร์มหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2518) ,หน้า 111-122.
  3. RG 59 : 972.00 / 9-253 , Memo of Conversation : Phraya Siwisan , George M. Widney , Second Secretary of American Embassy , 1 September 1953 อ้างใน Kobkua , Ibid., p.152. พระยาศรีวิศาลวาจา องคมนตรี คัดค้านเรื่องดังกล่าวอย่างหัวชนฝา(absolutely against) ด้วยการให้เห็นผลว่า ประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนที่ดินจนต้องปฏิรูปที่ดิน , ภายหลังพระราชบัญญัติฉบับนี้ถูกยกเลิกหลังการรัฐประหาร 2500 และต่อมาพระยาศรีวิศาลวาจา ได้ลาออกจากองคมนตรีเข้าทำงานร่วมกับรัฐบาลในตำแหน่งประธานที่ปรึกษาราชการของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์(2505-06)ตามคำขอพระบรมราชานุญาตจากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ “ชีวประวัติ พันเอกพระยาศรีวิสารวาจา” ,อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พันเอก พระยาศรีวิศาลวาจา (พิมพ์เป็นบรรณาการเนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพพันเอกพระยาศรีวิสารวาจา ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์วัดเทพศิรินทร์ 8 มิถุนายน , 2511, พระนคร : สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี)
  4. Kobkua , Ibid., p. 150- 155.
  5. Kobkua Suwannathat-Pian , Thailand’s Durable Premier : Phibun through Three Decades 1932 – 1957 , (Kuala Lumpur : Oxford University Press,1995) , p.100 .
  6. สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล , ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง ,(กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ 6 ตุลารำลึก , 2544 ),หน้า 35.
  7. สัมภาษณ์ปาล พนมยงค์ โดยประจวบ อัมพะเศวต , ประจวบ , พลิกแผ่นดิน : ประวัติศาสตร์การเมืองไทย 24 มิถุนายน 2475 – 14 ตุลาคม 2516 , กรุงเทพฯ : สุภาพใจ , หน้า 410.
  8. ณัฐพล ใจจริง(2008) “ความสัมพันธ์ไทย-จีน กับความขัดแย้งทางการเมือง : “การทูตใต้ดิน”(2498-2500)ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม” , รัฐศาสตร์สาร ,29 ,(ฉบับพิเศษ),หน้า 29-80.
  9. NARA , RG 59 ,General Records of the Department of State 1956-1959 Central Decimal File form 611.92 / 5-1855-611.93 / 7-3155 ,box 2565, Memorandum of Conversation , between General Phao Sriyanond , Former Director General of Police and Minister of Interior ,Thailand and John R. Burke , Third Secretary ,Embassy Bangkok, August 24 ,1958. อ้างใน กุลลดา เกษบุญชู มี้ด , การเมืองไทยในยุคสฤษดิ์-ถนอม ภายใต้โครงสร้างอำนาจโลก . กองทุนปรีดี พนมยงค์ มูลนิธิ 50 ปี ธนาคารแห่งประเทศไทย ,2550 ),หน้า 35
  10. PRO,DS 1015/ 23 , B.Gage to Foreign Department , “ Confidential From Bangkok to Foreign Office”, April 17,1957 อ้างใน กุลลดา , อ้างแล้ว , หน้า 35
  11. รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยสามัญ(ครั้งแรก) และสมัยสามัญ ชุดที่ 2 พ.ศ.2500 , (พระนคร : รวมมิตรไทย, 2506) , หน้า 1031-1032. อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงนี้ยังต้องมีการค้นคว้าถกเถียงกันต่อไป
  12. NARA , RG 59 ,General Records of the Department of State 1956-1959 Central Decimal File form 611.92 / 5-1855-611.93 / 7-3155 ,box 2565, Memorandum of Conversation , between General Phao Sriyanond , Former Director General of Police and Minister of Interior ,Thailand and John R. Burke , Third Secretary ,Embassy Bangkok, August 24 ,1958. อ้างในกุลลดา ,อ้างแล้ว , หน้า 35 ความว่า “ that Seni Pramote is the key to the Royalist movement. I had spies in his house and often I had reports of the King coming in the night to visit him secretly ”
  13. รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยสามัญ(ครั้งแรก) และสมัยสามัญ ชุดที่ 2 พ.ศ.2500 , (พระนคร : โรงพิมพ์รวมมิตรไทย, 2506) , หน้า 1016. และไทยน้อยและกมล จันทรสร , วอเตอร์ลูของจอมพลแปลก , (พระนคร : บริษัท แพร่ พิทยา และบริษัทโ อเดียนสโตร์, 2503 ), หน้า 67-68.
  14. รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร , หน้า 1023.
  15. รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร , หน้า 1028.
  16. รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร , หน้า 1031-1032.
  17. รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร , หน้า 1032.
  18. รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร , หน้า 1033.
  19. รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร , หน้า 1034.
  20. รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร , หน้า 1035. ภายหลังนายพีร์ ถอนคำพูด แต่อย่างไรก็ตามเกี่ยวกับข้อเท็จจริงนั้นจะเป็นจริงเพียงใดยังคงต้องถกเถียงต่อไป แต่การกล่าวเช่นนี้ในสภาฯของพรรคสหภูมิ (พรรคฝ่ายค้านที่มีจอมพลสฤษดิ์ สนับสนุนเบื้องหลัง)สร้างความเสียหายให้กับจอมพล ป.และพล.ต.อ. เผ่า มาก
  21. เฉลิม มลิลา, “รัฐประหาร พ.ศ. 2500 ในประเทศไทย” , วิทยานิพนธ์อักษรศาสตร์มหาบัณฑิต แผนกวิชาประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , 2518, หน้า 179 และ สุวัฒน์ วรดิลก , จดหมายจากลาดยาว ( กรุงเทพฯ : ประกาย, 2521), หน้า 55-56
  22. หจช., การรัฐประหาร 16 กันยายน 2500 , แฟ้มที่ 21 อ้างใน เฉลิม มลิลา, รัฐประหาร พ.ศ. 2500 ในประเทศไทย , วิทยานิพนธ์อักษรศาสตร์มหาบัณฑิต แผนกวิชาประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , 2518, หน้า 179
  23. ประวัติและผลงานจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เรียบเรียงและจัดพิมพ์โดยคณะรัฐมนตรี อ้างใน เสถียร จันทิมาธร , ชาติชาย ชุณหะวัณ ทหาร “นัก” ประชาธิปไตย , (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน , 2541) , หน้า 152
  24. คำบอกเล่าของทองใบ ทองเปาด์ ใน สุวัฒน์ วรดิลก , จดหมายจากลาดยาว ( กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ประกาย, 2521), หน้า 55-56
  25. จงกล ไกรฤกษ์,ร.ท.,อยู่อย่างเสือ : บันทึกชีวิตนักต่อสู้ทางการเมืองยุคบุกเบิก (2475-2500) , (เชียงใหม่ : The Knowledge Center , 2546) ,หน้า 454.
  26. โปรดดู ประกาศพระบรมราชโองการตั้งผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารที่ปราศจากผู้รับสนองพระราชโองการนี้ยังคงเป็นปัญหาถกเถียงถึงพระราชอำนาจของกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ( ราชกิจจานุเบกษา , ตอนที่ 76 เล่ม 74 วันที่ 16 กันยายน 2500 )
  27. ราชกิจจานุเบกษา , ตอนที่ 76 เล่ม 74 วันที่ 16 กันยายน 2500
  28. NARA , RG 59,Entry Thailand 1955-1959 ,Box 3909,792.00/ 9-1757, Bishop to Secretary of State , September 17, 1957.อ้างใน กุลลดา ,อ้างแล้ว ,หน้า 36
  29. ปรีดี พนมยงค์ , จงพิทักษ์เจตนารมณ์ประชาธิปไตยของวีรชน 14 ตุลาคม , (กรุงเทพฯ : หอจดหมายเหตุธรรมศาสตร์ สำนักพิมพ์สายธาร, 2543 ) , หน้า 52
  30. Surachart Bamrungsuk , United States Foreign Policy and Thailand Military Rule 1947 – 1977,( Bangkok : Duang Kamol, 1988), pp. 78. และโปรดดู ประกาศพระบรมราชโองการตั้งผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารที่ปราศจากผู้รับสนองพระราชโองการนี้ยังคงเป็นปัญหาถกเถียงถึงพระราชอำนาจของกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ
  31. รายงานข่าวนี้ อ้างใน ไทยน้อยและกมล , วอเตอร์ลูของจอมพลแปลก , (พระนคร : บริษัท แพร่ พิทยา และบริษัทโ อเดียนสโตร์, 2503 ) , หน้า 337
  32. ทักษ์ เฉลิมเตียรณ , การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์เผด็จการ , กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์,2548.,
  33. ทักษ์ เฉลิมเตียรณ , การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์เผด็จการ , กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์,2548.

หนังสือแนะนำให้อ่านต่อ

กุลลดา เกษบุญชู มี้ด , (2550 ) “การเมืองไทยในยุคสฤษดิ์-ถนอม ภายใต้โครงสร้างอำนาจโลก” .กองทุนปรีดี พนมยงค์ มูลนิธิ 50 ปี ธนาคารแห่งประเทศไทย .

เฉลิม มลิลา,(2518) “รัฐประหาร พ.ศ. 2500 ในประเทศไทย” , วิทยานิพนธ์อักษรศาสตร์มหาบัณฑิต แผนกวิชาประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย .

ทักษ์ เฉลิมเตียรณ(2548) การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์เผด็จการ , กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์

ณัฐพล ใจจริง(2008) ความสัมพันธ์ไทย-จีน กับความขัดแย้งทางการเมือง : “การทูตใต้ดิน”(2498-2500)ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม, รัฐศาสตร์สาร ,29 ,(ฉบับพิเศษ),หน้า 29-80.

ณัฐพล ใจจริง , “ คว่ำปฏิวัติ-โค่นคณะราษฎร : การก่อตัวของ ‘ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข’ ” , ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 6 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มีนาคม 2551), 104-146.

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ,(2544) ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง.กรุงเทพฯ : 6 ตุลารำลึก.

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ (2550) แผนชิงชาติไทย : ว่าด้วยรัฐและการต่อต้านรัฐสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ครั้งที่ 2 (พ.ศ.2491-2500). กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ 6 ตุลารำลึก.


บรรณานุกรม

กุลลดา เกษบุญชู มี้ด , (2550 ) “การเมืองไทยในยุคสฤษดิ์-ถนอม ภายใต้โครงสร้างอำนาจโลก” .กองทุนปรีดี พนมยงค์ มูลนิธิ 50 ปี ธนาคารแห่งประเทศไทย .

จงกล ไกรฤกษ์,ร.ท ,(2546) อยู่อย่างเสือ : บันทึกชีวิตนักต่อสู้ทางการเมืองยุคบุกเบิก (2475-2500) . เชียงใหม่: The Knowledge Center.

ชุมพล โลหะชาละ, พล.ต.ท. “ หนีไปกับจอมพล ” , เบื้องแรกประชาธิปไตย : บันทึกความทรงจำของผู้อยู่ในเหตุการณ์สมัย พ.ศ. 2475-2500 . กรุงเทพฯ : สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย,2516.

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ,(2544) ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง.กรุงเทพฯ : 6 ตุลารำลึก.

ณัฐพล ใจจริง(2008) ความสัมพันธ์ไทย-จีน กับความขัดแย้งทางการเมือง : “การทูตใต้ดิน”(2498-2500)ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม, รัฐศาสตร์สาร ,29 ,(ฉบับพิเศษ),หน้า 29-80.

ณัฐพล ใจจริง , “ คว่ำปฏิวัติ-โค่นคณะราษฎร : การก่อตัวของ ‘ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข’ ” , ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 6 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มีนาคม 2551), 104-146.

เฉลิม มลิลา,(2518) “รัฐประหาร พ.ศ. 2500 ในประเทศไทย” , วิทยานิพนธ์อักษรศาสตร์มหาบัณฑิต แผนกวิชาประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย .

เทียน ประทีปเสน(2507) จอมพลป. ขุนศึกผู้ไร้แผ่นดิน . กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์พัฒนาการพิมพ์.ไทยน้อย” และกมล จันทรสร,(2503) วอเตอร์ลูของจอมพลแปลก .พระนคร : แพร่พิทยา และโอเดียนสโตร์.

รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยสามัญ(ครั้งแรก) และสมัยสามัญ ชุดที่ 2 พ.ศ.2500 . พระนคร : รวมมิตรไทย.

ปรีดี พนมยงค์ (2543 ), จงพิทักษ์เจตนารมณ์ประชาธิปไตยของวีรชน 14 ตุลาคม , กรุงเทพฯ : หอจดหมายเหตุธรรมศาสตร์ สำนักพิมพ์สายธาร.

มหาดไทย,กระทรวง (2500) รายงานการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เล่ม 1 , พระนคร : โรงพิมพ์กระดาษไทย.

สมบูรณ์ วรพงษ์ (2500) ยึดรัฐบาล รัฐประหาร 16 กันยา ล้มรัฐบาลพิบูล . พระนคร : เจริญธรรม

สุวิมล รุ่งเจริญ , “บทบาทของนักหนังสือพิมพ์ในการเมืองไทย ระหว่างพ.ศ.2490-2501”, วิทยานิพนธ์อักษรศาสตร์มหาบัณฑิต แผนกวิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2525.

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ (2550) แผนชิงชาติไทย : ว่าด้วยรัฐและการต่อต้านรัฐสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ครั้งที่ 2 (พ.ศ.2491-2500). กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ 6 ตุลารำลึก.

อนันต์ พิบูลสงคราม , พลตรี (2540) จอมพล ป. พิบูลสงคราม 2 เล่ม . กรุงเทพฯ : ตระกูลพิบูลสงคราม.

อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ จอมพลผิน ชุณหะวัณ( ณ เมรุ วัดพระศรีมหาธาตุ วันที่ 7 พฤษภาคม 2516), กรุงเทพฯ : อรุณการพิมพ์.

อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พันเอก พระยาศรีวิศาลวาจา (พิมพ์เป็นบรรณาการเนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพพันเอกพระยาศรีวิสารวาจา ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทร์ 8 มิถุนายน 2511), พระนคร : สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี.

Kobkua Suwannathat-Pian,(1995) Thailand’s Durable Premier : Phibun through Three Decades 1932 – 1957. Kuala Lumpur : Oxford University Press .

ดูเพิ่มเติม