รัฐประหาร พ.ศ. 2494


ผู้เรียบเรียง ณัฐพล ใจจริง


ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ รองศาสตราจารย์นรนิติ เศรษฐบุตร และ รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต


การรัฐประหาร 29 พฤศจิกายน 2494 ของคณะทหารที่เรียกตนเองว่า “คณะบริหารประเทศชั่วคราว” เป็นผลต่อเนื่องมาจากความร่วมมือระหว่างกลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยมและพรรคประชาธิปัตย์ได้ร่างรัฐธรรมนูญ 2492 หรือ “รัฐธรรมนูญกษัตริย์นิยม” ที่กำหนดโครงสร้างทางการเมืองที่ให้พระมหากษัตริย์มีอำนาจมากในการควบคุมทางการเมืองผ่านวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง อีกทั้ง การที่ผู้สำเร็จราชการฯเข้าแทรกแซงกิจการทางการเมือง และการกีดกัน “คณะรัฐประหาร” ออกไปจากการเมืองนั้น ทำให้รัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงครามบริหารราชการแผ่นดินด้วยความยากลำบาก การรัฐประหาร 2494 จึงเป็นการยุติอำนาจกลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยมออกไปจากการเมืองไทย ซึ่งเป็นสะท้อนให้เห็นถึงการต่อสู้ระหว่างคณะทหารที่มีจอมพล ป.-ผู้นำที่มาจากคณะราษฎรกับกลุ่มอำนาจเก่าที่ยังคงดำรงอยู่ภายหลังการปฏิวัติ 2475

สภาพปัญหาที่ก่อให้เกิดการรัฐประหาร

ภายหลังการขับไล่รัฐบาลนายควงลงจากตำแหน่ง ในเดือนเมษายน 2491 จอมพล ป.ได้กลับขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่สอง ทำให้เกิดการเผชิญหน้ากันของสองขั้วอำนาจระหว่างกลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยมกับจอมพลป. นายกรัฐมนตรีผู้มาจากคณะราษฎร และผู้นำ “คณะรัฐประหาร”ภายใต้มรดกของระบอบการเมืองที่กลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยมและพรรคประชาธิปัตย์ได้วางไว้ นั่นก็คือ ความสัมพันธ์ทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ 2492 ที่ไม่สมดุลระหว่างอำนาจของพระมหากษัตริย์กับรัฐบาลและรัฐสภา เนื่องจากเป็นระบอบการเมืองที่พระมหากษัตริย์มีอำนาจมากโดยปลอดจากการถ่วงดุลจากรัฐบาลและรัฐสภา

1.ปัญหาจากรัฐธรรมนูญ 2492 หรือ “รัฐธรรมนูญกษัตริย์นิยม”

การพยายามสถาปนาโครงสร้างและกำหนดกติกาการเมืองให้ที่เป็นที่พอใจของกลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยมนับเป็นเป้าหมายที่สำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญ 2492[1] โดยกลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยมและพรรคประชาธิปัตย์ได้ริเริ่มให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ผู้ร่างส่วนใหญ่เป็นขุนนางในระบอบเก่าและนักกฎหมายอนุรักษ์-กษัตริย์นิยม คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนี้ มีจำนวน 9 คน คือ เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ พระยาศรีวิสารวาจา พระยาเทพวิทุรพหุลศรุตาบดี พระยาอรรถการียนิพนธ์ หลวงประกอบนิติสาร หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช นายสุวิชช์ พันธเศรษฐ และนายเพียร ราชธรรมนิเทศ

สาระสำคัญในรัฐธรรมนูญ 2492 จึงกำหนดกติกาและระบอบการเมืองที่เพิ่มอำนาจให้พระมหากษัตริย์ในทางการเมือง และกีดกัน “คณะรัฐประหาร” ออกไปจาการเมือง และได้มีการประดิษฐ์ระบอบการเมืองที่ต้องการขึ้น ด้วยการใช้คำว่า “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”(มาตรา 2) ขึ้น นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของไทย อีกทั้ง คณะผู้ร่างฯมีวัตถุประสงค์ถวายอำนาจให้เป็น“ส่วนพระองค์โดยแท้”จึงการบัญญัติข้อความในหลายมมาตราที่เพิ่มอำนาจพระมหากษัตริย์ เช่น กำหนดให้การกระทำของกษัตริย์มีอิสระตามพระราชอัธยาศัย เช่น การทรงเลือกและแต่งตั้งประธานองคมนตรีและองคมนตรีตามพระราชอัธยาศัยและให้พ้นตำแหน่งไปตามพระราชอัธยาศัย (มาตรา13,14)[2] ให้ทรงมีอำนาจในการทรงเลือกและแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 100 คน โดยมีเพียงประธานองคมนตรีเป็นผู้สนองพระบรมราชโองการ (มาตรา 82 )[3] เนื่องจากคณะผู้ร่างฯ ต้องการให้วุฒิสภาเป็นตัวแทนพระมหากษัตริย์มิใช่ตัวแทนประชาชนจึงบัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งอำนาจในทางการเมืองเช่นนี้ ทำให้เกิดข้อถกเถียงถึงอำนาจของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย ภายใต้หลักการ The King Can Do No Wrong หรือ การกระทำของพระมหากษัตริย์ต้องมีผู้ลงนามสนองพระบรมราชโองการ เนื่องจาก ที่มาของประธานองคมนตรีมิได้รับผิดชอบต่อรัฐสภาแต่กลับมามีอำนาจลงนามสนองพระราชโองการในการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งขัดแย้งต่อหลักในการปกครองระบอบประชาธิปไตย เป็นต้น[4]

นอกจากนี้ ในบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญ 2492 นี้อนุญาตให้ วุฒิสภาชุดที่พระมหากษัตริย์แต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้า(2490) ให้สามารถดำรงตำแหน่งต่อมาได้ตามรัฐธรรมนูญใหม่(2492) ทำให้วุฒิสภาสามารถครอบงำการใช้อำนาจของรัฐสภาได้ กล่าวโดยสรุป นับแต่รัฐธรรมนูญ ฉบับ 2490 และ 2492 นั้น ได้มีการบัญญัติมาตราที่ให้อำนาจพระมหากษัตริย์เข้ามาแทรกแซงการเมืองได้และมีการจัดตั้งองค์กรอภิรัฐมนตรี ซึ่งต่อมากลายเป็นองคมนตรี อันมาจากการเลือกและแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์อย่างอิสระปราศจากการตรวจสอบและถ่วงดุลจากสถาบันการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย เช่น รัฐบาล และรัฐสภา ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับเป็น “รัฐธรรมนูญกษัตริย์นิยม” เหมือนกัน ต่างแต่เพียงรัฐธรรมนูญฉบับหลัง(2492)จัดรูปแบบของการใช้อำนาจของพระมหากษัตริย์ให้ลงตัวมากขึ้นเท่านั้น

ด้วยสาระที่เพิ่มอำนาจให้กับพระมหากษัตริย์ในทางการเมืองนี้ ไม่แต่เพียงถูกท้วงติงจากนักวิชาการทางรัฐศาสตร์และนักนิติศาสตร์เท่านั้น แต่ในการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณารับรัฐธรรมนูญนั้น สมาชิกสภาผู้แทนฯบางท่านได้อภิปรายวิจารณ์“ระบอบซ่อนเร้น”ที่ให้อำนาจกษัตริย์มีอำนาจในทางการเมืองว่า “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ใช่ประชาธิปไตยอันแท้จริง แต่มีลัทธิการปกครองแปลกประหลาดแทรกซ่อนอยู่ ลัทธินี้ คือ ลัทธินิยมกษัตริย์” และ “ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนไว้โดยปรารถนาจะเหนี่ยวรั้งพระมหากษัตริย์ เข้ามาพัวพันกับการเมืองมากเกินไป โดยการถวายอำนาจมากกว่าเดิม … ยังงี้ไม่ใช่รัฐธรรมนูญประชาธิปไตย มันเป็นรัฐธรรมนูญพระมหากษัตริย์อย่างชัดๆทีเดียว ”[5]

นอกจากนี้ คณะผู้ร่างฯรัฐธรรมนูญซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยมและพรรคประชาธิปัตย์ได้พยายามจำกัดอำนาจของ “คณะรัฐประหาร” ที่ได้เคยร่วมมือในการรัฐประหาร 2490 ออกไปจากการเมือง ด้วยการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญว่า ห้ามข้าราชการประจำเป็นสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(มาตรา79 ) และ ข้าราชการประจำเป็นรัฐมนตรีมิได้จะเป็น(มาตรา 142) ส่งผลให้นายทหารใน “คณะรัฐประหาร” ถูกกลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยมกีดกันออกไปจากการเมือง

2.ปัญหาจากที่มาและบทบาทของวุฒิสภา

ภาพรวมของรัฐธรรมนูญฉบับ 2492 หรือ “รัฐธรรมนูญกษัตริย์นิยม” ฉบับนี้มีแนวโน้มอนุรักษ์นิยมทางการเมือง เช่น ให้ความสำคัญกับการแต่งตั้งด้วยอำนาจของพระมหากษัตริย์มากกว่าการเลือกตั้งของประชาชน เช่น กำหนดให้ ประธานวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งเป็นประธานรัฐสภา ซึ่งมีอำนาจเหนือกว่าประธานสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ด้วยการกำหนดให้ประธานสภาผู้แทนฯเป็นเพียงเป็นรองประธานรัฐสภาเท่านั้น(มาตรา 74) โดยที่มาวุฒิสภากำหนดให้ พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและแต่งตั้ง จำนวน 100 คน ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา(มาตรา 82) กำหนดให้วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งมีอำนาจในการตรวจสอบรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้เหมือนกับสมาชิกสภาผู้แทนที่มาจาการเลือกตั้งของประชาชน (มาตรา 128) กำหนดให้วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งสามารถเปิดอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติได้(มาตรา 130) ดังนั้น ปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้น ตามหลักการการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ คือ เมื่อวุฒิสภาที่มาจาการแต่งตั้งมีอำนาจตรวจสอบรัฐบาลได้แล้ว ใครหรือองค์กรใดจะตรวจสอบวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง


ในขณะที่ในรัฐธรรมนูญฉบับ 2492 มีการเพิ่มอำนาจทางการเมืองให้กับพระมหากษัตริย์ แต่กลับจำกัดอำนาจของประชาชน ซึ่งมีแนวโน้มความเป็นอนุรักษ์นิยมมากขึ้น เช่น รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มิได้กำหนดที่มาของสมาชิกวุฒิสภาให้มาจกการเลือกตั้งตามแบบรัฐธรรมนูญ 2489 แต่กลับกำหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจาการแต่งตั้ง หรือแม้แต่อายุผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้กำหนดให้มีอายุไม่ต่ำกว่า 30 ปี (มาตรา 92) ซึ่งมีแนวโน้มกีดกันคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งอาจเป็นความพยายามการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ปัญหาจากบทบาทของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง ตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ 2492 ได้เปิดโอกาสให้สมาชิกวุฒิสภาที่ถูกแต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์จากรัฐธรรมนูญ 2490 ให้สามารถดำรงตำแหน่งต่อเนื่องได้ สมาชิกวุฒิสภาชุดแต่งตั้งนี้ได้สร้างอุปสรรคในการบริหารของรัฐบาลจอมพล ป. มาก[6] เช่น การตั้งกระทู้ถามรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง และการอภิปรายคัดค้าน ยับยั้งการออกกฎหมายถึง 31 ฉบับจาก 57 ฉบับ[7] นอกจากนี้ วุฒิสภาชุดนี้ขอเปิดอภิปรายทั่วไปภายหลังการปราบปราม ”กบฎแมนฮัตตัน”โดยรัฐบาลจอมพล ป. อย่างหนัก ซึ่งถือได้ว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์[8]

ต่อมา จอมพล ป.ได้กล่าวตอบโต้วุฒิสภาว่าการเปิดอภิปรายของวุฒิสภาที่โจมตีรัฐบาลอย่างหนักนี้เป็นการเล่นบทเป็นฝ่ายค้านต่อรัฐบาล[9]

3.ปัญหาความไม่สมดุลทางการเมืองและการแทรกแซงทางการเมืองของผู้สำเร็จราชการฯ

ในเดือนมิถุนายน 2492 หรือเพียงสามเดือนหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีรายงานข่าวว่ารัฐบาลประสบความล้มเหลวในการผลักดันบุคคลที่รัฐบาลไว้วางใจให้เป็นองคมนตรี[10] ในขณะที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้พระมหากษัตริย์ทรงมีอำนาจในการเลือกและแต่งตั้งวุฒิสมาชิกซึ่งเป็นสมาชิกจำนวนกึ่งหนึ่งในรัฐสภาได้ ต่อมา ความขัดแย้งระหว่างผู้สำเร็จราชการฯกับรัฐบาลได้เริ่มปรากฎขึ้นในกรณีการแต่งตั้งวุฒิสมาชิก-สมาชิกส่วนใหญ่เป็นพระราชวงศ์และข้าราชการในระบอบเก่า-โดยผู้สำเร็จราชการฯไม่ทรงปรึกษารัฐบาลส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับวุฒิสภาไม่ราบรื่น นอกจากนี้ ผู้สำเร็จราชการฯได้เข้าแทรกแซงทางการเมืองด้วยการเข้ามานั่งประทับในการประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งผิดแบบแผนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยทั่วไป จากการที่ทรงเข้ามาประทับในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนี้ได้สร้างความไม่พอใจให้กับจอมพล ป. ในฐานะนายกรัฐมนตรีมาก[11]

4.ปัญหาจากการขาดอำนาจในการควบคุมกองทัพ

รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวได้ห้ามข้าราชการดำรงตำแหน่งทางการเมือง เช่น ห้ามข้าราชการดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (มาตรา 79) ห้ามข้าราชการเป็นรัฐมนตรี (มาตรา 142) ส่งผลให้จอมพล ป.และนายทหารใน “คณะรัฐประหาร” ต้องเผชิญกับทางเลือกในการดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือดำรงตำแหน่งในระบบราชการ เช่น เมื่อลาออกจากข้าราชการมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองทำให้ขาดอำนาจในการควบคุมกองทัพ ด้วยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทำให้จอมพล ป. ลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกเพื่อเป็นนายกรัฐมนตรี(2491) แม้พลโท ผิน ชุณหะวัณจะรับแหน่งนี้แทนก็ตาม แต่การกำหนดดังกล่าวทำให้รัฐบาลขาดความสามารถในการควบคุมและสั่งการกองทัพ และส่งผลให้ปัญหาการแข่งขันทางการเมืองในภายกองทัพมีผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลมาก เช่น การแข่งขันระหว่างพลโทผินกับพลโทกาจ กาจสงครามในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก และพลตำรวจตรีเผ่า ศรียานนท์กับพลตรีสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในระยะเวลาต่อมา

กล่าวโดยสรุปแล้วรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว มีสาระเพิ่มอำนาจให้กับพระมหากษัตริย์ในทางการเมือง แต่ลดอำนาจของประชาชนที่แสดงผ่านการเลือกตั้งลง โดยให้ความสำคัญกับการแต่งตั้งมากขึ้น ตลอดจนจำกัดอำนาจของ “คณะรัฐประหาร” ออกไปจากการเมือง

การรัฐประหาร 29 พฤศจิกายน 2494

ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2494 “คณะบริหารประเทศชั่วคราว” ได้ทำการรัฐประหารล้มรัฐธรรมนูญ 2492 หรือ “รัฐธรรมนูญกษัตริย์นิยม” ลง และได้มีแถลงการณ์ว่า

คำแถลงการณ์ฉบับที่ 1

เนื่องจากสถานการณ์ของโลกในปัจจุบันตกอยู่ในความคับขันทั่วไป ภัยแห่งคอมมิวนิสต์ได้ถูกคุกคามเข้ามาอย่างรุนแรง ในคณะรัฐมนตรีปัจจุบันนี้ก็ยังดี ในรัฐสภาก็ดี มีอิทธิพลของคอมมิวนิสต์เข้าแทรกซึมอยู่เป็นมาก แม้ว่ารัฐบาลจะทำความพยายามสักเพียงใด ก็ไม่สามารถจะแก้ปัญหา เรื่องคอมมิวนิสต์ได้ ทั้งไม่สามารถปราบการทุจริตที่เรียกว่า คอร์รับชั่น ดังที่มุ่งหมายว่าจะปราบนั้นด้วย ความเสื่อมโทรมมีมากขึ้น จนเป็นทีวิตกกันทั่วไปว่า ประเทศชาติจะไม่สามารถดำรงอยู่ได้ในสถานการณ์การเมืองอย่างนี้ จึงคณะทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ตำรวจ ผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 คณะรัฐประหาร พ.ศ. 2490 พร้อมด้วยประชาชนผู้รักชาติ มุ่งความมั่นคงดำรงอยู่แห่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์บรมราชจักรีวงศ์ และระบอบรัฐธรรมนูญ ได้พร้อมกัน เป็นเอกฉันท์ กระทำการเพื่อนำเอารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับลงวันที่ 10 ธันวาคม พุทธศักราช 2475 กลับมาใช้ให้เป็นความรุ่งเรืองสถาพรแก่ประเทศชาติสืบไป…

[12]

สาเหตุสำคัญของการรัฐประหาร คือ การยุติ “รัฐธรรมนูญกษัตริย์นิยม” ผลจากการรัฐประหารครั้งนี้ ทำให้รัฐบาลชุดเดิมสิ้นสุดลง ให้รัฐสภาทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ สมาชิกวุฒิสภาจากการแต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลง ให้มี “คณะบริหารประเทศชั่วคราว” ขึ้น การประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม 2475 ทำให้มีแต่เพียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมี 2 ประเภท และให้ “คณะบริหารประเทศชั่วคราว” ดำเนินการกราบทูลพระกรุณาเพื่อตั้ง สมาชิกสภาประเภท 2 ต่อไป จากนั้นให้มีการตั้งรัฐบาลบริหารประเทศต่อไป

“คณะบริหารประเทศชั่วคราว” ประกอบด้วย

1.พลเอกผิน ชุณหะวัณ

2.พลโท เดช เดชประดิยุทธ์

3.พลโท สฤษดิ์ ธนะรัชต์

4.พลเรือตรี หลวงยุทธศาสตร์โกศล

5.พลเรือตรี หลวงชำนาญอรรถยุทธ

6.พลเรือตรี สุนทร สุนทรนาวิน

7.พลอากาศเอก ฟื้น รณนภากาศ ฤทธาคนี

8.พลอากาศโท หลวงเชิดวุฒากาศ

9.พลอากาศ หลวงปรุงปรีชากาศ[13]

ผลกระทบจากการรัฐประหาร 29 พฤศจิกายน 2494

การยกเลิก“รัฐธรรมนูญกษัตริย์นิยม” โดย “คณะบริหารประเทศชั่วคราว” มีขึ้นก่อนพระมหากษัตริย์ทรงเสด็จนิวัตรพระนครไม่กี่วัน การรัฐประหารครั้งนี้เป็นการยุติการครอบงำรัฐสภาโดยวุฒิสภากุล่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยม และลดอำนาจของพระมหากษัตริย์ออกจากการเมือง โดยจอมพล ป. ได้นำรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม 2475 กลับมาใช้อีกครั้งเป็นช่วงเวลาสั้นๆ[14]


โดยเปรียบเทียบแล้วรัฐธรรมนูญฉบับ 2475 นี้จำกัดอำนาจของพระมหากษัตริย์มากกว่า ฉบับ 2490 , 2492 เช่น การไม่มีคณะองคมนตรีที่พระองค์ทรงสามารถแต่งตั้งได้ตามพระราชอัธยาศัย การไม่มีวุฒิสภาที่ให้อำนาจพระมหากษัตริย์เลือกและแต่งตั้งด้วยพระองค์เองดังเช่น “รัฐธรรมนูญกษัตริย์นิยม” 2 ฉบับก่อน ดังนั้น อำนาจของพระมหากษัตริย์ที่ลดลงเป็นเหตุให้เกิดความยากในการลงพระนามของพระมหากษัตริย์ส่งผลให้กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร(พระองค์เจ้าธานีนิวัต)ในฐานะผู้สำเร็จราชการฯขณะนั้น ไม่ยอมลงนามประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของ”คณะบริหารประเทศชั่วคราว” จวบกระทั่ง[15] เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงนิวัตรประเทศไทยแล้ว พระองค์ได้ทรงลงพระนามประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ กระนั้นก็ดี การรัฐประหารล้ม“รัฐธรรมนูญกษัตริย์นิยม” ได้สร้างความไม่พอพระทัยให้พระมหากษัตริย์มาก กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากรได้บันทึกปฏิกิริยาของพระมหากษัตริย์ต่อเหตุการณ์นี้ ว่า “ ท่านทรงกริ้วมาก ทรงตำหนิจอมพล ป.อย่างแรงหลายคำ ท่านว่าฉันไม่พอใจที่คุณหลวงทำเช่นนี้ ”[16] ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า การรัฐประหาร 2494 ที่เกิดขึ้นสร้างความไม่พอใจให้กับพระมหากษัตริย์และกุล่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยมมาก เนื่องจากเป็นการหยุดระบอบการเมืองที่พวกเขาได้เพียรพยายามสร้างขึ้นต้องยุติลง


จากนั้น “คณะบริหารประเทศชั่วคราว” ได้ประกาศนำรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม 2475 กลับใช้ใหม่ในทางปฏิบัติ ในวันที่ 29 พฤศจิกายน นั้นเอง จอมพล ป.ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีชั่วคราวพร้อมคณะรัฐมนตรีชั่วครามจำนวน 17 คน ต่อมา วันที่ 30 พฤศจิกายน “คณะบริหารประเทศชั่วคราว” ได้แต่งตั้งสมาชิกสภาประเภทที่สองจำนวน 123 คน จากนั้น วันที่ 1 ธันวาคมมีการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร และได้มีการลงมติเลือกจอมพล ป. เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง[17]

ต่อมา จอมพล ป.และคณะรัฐประหารได้เข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์ และทรงเริ่มต่อรองให้มีร่างรัฐธรรมนูญใหม่แทนการยอมใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่จอมพล ป.เสนอมาแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยทรงมีพระราชประสงค์ให้นำแนวคิดในรัฐธรรมนูญ 2492 ที่ถูกล้มเลิกไปมาประกอบการร่างด้วย[18] และทรงแจ้งพระราชประสงค์ให้ตั้งวุฒิสภาอีกครั้ง โดยทรงให้เหตุผลว่า “การมีแต่สภาเดียวโดยมีสมาชิกประเภทที่ 1 อย่างเดียว [มาจากการเลือกตั้งของประชาชน] ย่อมไม่มีหลักประกันอันเพียงพอ จึ่งควรให้มีสภาที่ 2 [วุฒิสภาที่มาจากการเลือกและแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์]ขึ้น”[19] อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญฉบับ 2495 ที่ปรากฏต่อมานั้น ซึ่งมีคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วยสมาชิก 8 คน คือ เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ พระยาศรีวิสารวาจา พระยาเทพวิทุร หลวงประกอบนิติสาร นายเพียร ราชธรรมนิเทศ พระยาอรรถการีย์นิพนธ์ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช นายสุวิชช์ พันธ์เศรษฐและนายหยุด แสงอุทัย[20] โดยรัฐบาลยอมได้เพียงสาระบางประการใน “รัฐธรรมนูญกษัตริย์นิยม”เท่านั้นที่ยังคงอยู่ เช่น การให้คงมีคณะองคมนตรีที่ทรงตั้งตามพระราชอัธยาศัยต่อไป แต่ไม่ปรากฏข้อความให้ทรงสามารถเลือกและแต่งตั้งวุฒิสภาด้วยพระองค์เองดังเดิมอีก ดังนั้น รัฐธรรมนูญฉบับ 2495 นี้เป็นการจำกัดอำนาจพระมหากษัตริย์ไว้แต่เพียงกิจการส่วนพระองค์เท่านั้น แต่ไม่อนุญาตให้ทรงใช้อำนาจที่สามารถครอบงำรัฐสภาได้อีก ด้วยเหตุนี้ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ทรงบันทึกความรู้สึกที่สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจของกลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยมต่อการจำกัดอำนาจกษัตริย์อีก[21]

อ้างอิง

  1. ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 66 ตอนที่ 17 วันที่ 23 มีนาคม พุทธศักราช 2492 หรือ เวปไซด์ของ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา www.krisdika.go.th
  2. มุกดา เอนกลาภากิจ “รัฐธรรมนูญและสถาบันทางการเมือง : ศึกษารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492” วิทยานิพนธ์นิติศาสตร์มหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,2542 , หน้า 78-79
  3. มุกดา เอนกลาภากิจ “ รัฐธรรมนูญและสถาบันทางการเมือง : ศึกษารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492” วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , 2542) , หน้า 219, 221.
  4. ดิเรก ชัยนาม ,กฎหมายรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งพิสดาร : คำสอนชั้นปริญญาโท พุทธศักราช 2491-2492. (พระนคร: มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง,2493),หน้า 31-32. และ ไพโรจน์ ชัยนาม , คำอธิบายกฎหมายรัฐธรรมนูญเปรียบเทียบ (โดยสังเขป) เล่ม 2 กฎหมายรัฐธรรมนูญของประเทศไทย ตอนที่ 1 ,(พระนคร : โรงพิมพ์อักษรนิติ ,2495), หน้า 131.
  5. คำอภิปรายเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2492 ของ นายชื่น ระวีวรรณ และนายเลียง ไชยกาล ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนฯในขณะนั้น ( ธงชัย วินิจจะกูล , ข้ามให้พ้นประชาธิปไตยแบบหลัง 14 ตุลาคม , ( กรุงเทพฯ : มูลนิธิ 14 ตุลา อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา , 2548 ), หน้า 21.
  6. พลเรือตรีหลวงสังวรยุทธกิจ ได้บันทึกถึงเสียงตำหนิจากประชาชนต่อวุฒิสภาชุดนี้ว่า เป็น “สภากรุ๋งกริ๋ง” “สภาคนแก่” “สภาคณะเจ้า” โปรดดู พลเรือตรีสังวรยุทธกิจ , “เกิดมาแล้วต้องเป็นไปตามกรรม คือ กฎแห่งธรรมชาติ” อนุสรณ์ งานพระราชทานเพลิงศพ พลเรือตรี หลวง สังวรณ์ยุทธกิจ (ณ เมรุ วัด ธาตุทอง วันที่ 29 ธันวาคม 2516), กรุงเทพฯ:ชวนพิมพ์, หน้า 161
  7. กริช สืบสนธิ์ , “บทบาทและพฤติกรรมของวุฒิสภาไทยสมัยต่างๆ”, วิทยานิพนธ์รัฐศาสตร์มหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,2515, หน้า 140-151.
  8. สุชิน ตันติกุล , “ผลสะท้อนทางการเมืองของรัฐประหาร พ.ศ.2490”, วิทยานิพนธ์รัฐศาสตร์มหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,2517,หน้า 157.
  9. สุชิน ตันติกุล , “ผลสะท้อนทางการเมืองของรัฐประหาร พ.ศ.2490”, วิทยานิพนธ์รัฐศาสตร์มหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,2517,หน้า 157.
  10. Handley , Paul “Princes , Politicians , Bureaucrats , Generals : The Evolution of the Privy Council under the Constitutional Monarchy” , A paper for 10th International Conference on Thai Studies , Thammasat University ,Bangkok ,January 9-11,2008 ,p.10.
  11. Bangkok Post , December 18,1950
  12. ราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ เล่มที่ 68 ตอนที่ 71 วันที่ 30 พฤศจิกายน 2494 , หน้า 1
  13. ราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ เล่มที่ 68 ตอนที่ 71 วันที่ 30 พฤศจิกายน 2494 , หน้า 1
  14. จอมพล ป. ได้นำรัฐธรรมนูญฉบับ 2475 ประกาศใช้ช่วงวันที่ 6 ธันวาคม 2494 -7 มีนาคม 2495 ในระหว่างดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2495
  15. สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ,เรื่อง กรมพิทยาลาภพฤฒิยากร ตามทัศนะของ ส.ศิวรักษ์ . กรุงเทพฯ : มูลนิธิเสถียรโกเศศ- นาคะประทีป , 2528,หน้า16.
  16. สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ,เรื่อง กรมพิทยาลาภพฤฒิยากร ตามทัศนะของ ส.ศิวรักษ์ . กรุงเทพฯ : มูลนิธิเสถียรโกเศศ- นาคะประทีป , 2528 ,หน้า16.
  17. สำนักงานเลขาธิการสภาผูแทนราษฎร , สมุดภาพสมาชิกรัฐสภา พ.ศ.2475-2501 , พระนคร : บริษัท ชุมนุมช่าง จำกัด , 2503,หน้า 37-39
  18. “บันทึกพระราชวิจารณ์ เรื่อง ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2495 , 17 มกราคม 2495” , หยุด แสงอุทัย , คำอธิบายรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2475-2495 , (พระนคร : ชูสิน , 2495), หน้า 259.
  19. “บันทึกพระราชวิจารณ์ เรื่อง ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2495 ,17 มกราคม 2495 ”, หยุด , อ้างแล้ว , หน้า 258.
  20. รัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้วันที่ 8 มีนาคม 2495
  21. สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ,เรื่อง กรมพิทยาลาภพฤฒิยากร ตามทัศนะของ ส.ศิวรักษ์ . กรุงเทพฯ : มูลนิธิเสถียรโกเศศ- นาคะประทีป , 2528,หน้า 37.

หนังสือแนะนำให้อ่านต่อ

ณัฐพล ใจจริง (2551) “ คว่ำปฏิวัติ-โค่นคณะราษฎร : การก่อตัวของ ‘ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข’ ” , ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 6 ฉบับที่ 1 มกราคม-มีนาคม หน้า104-146.

มุกดา เอนกลาภากิจ , (2542) “ รัฐธรรมนูญและสถาบันทางการเมือง : ศึกษารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492” วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

เสน่ห์ จามริก (2549) การเมืองไทยกับพัฒนาการรัฐธรรมนูญ , กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์.

นรนิติ เศรษฐบุตร (2550) รัฐธรรมนูญกับการเมืองไทย , กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

บรรณานุกรม

กริช สืบสนธิ์ (2515) “บทบาทและพฤติกรรมของวุฒิสภาไทยสมัยต่างๆ”, วิทยานิพนธ์รัฐศาสตร์มหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,

ธงชัย วินิจจะกูล (2548 ) ข้ามให้พ้นประชาธิปไตยแบบหลัง 14 ตุลาคม , กรุงเทพฯ : มูลนิธิ 14 ตุลา อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา

ภูมิพลอดุลยเดช , พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ,(2495) “บันทึกพระราชวิจารณ์ เรื่อง ร่างฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไข เพิ่มเติม พ.ศ. 2495 ,17 มกราคม 2495” , หยุด แสงอุทัย , คำอธิบายรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2475-2495.พระนคร : โรงพิมพ์ชูสิน.

ณัฐพล ใจจริง (2551) “ คว่ำปฏิวัติ-โค่นคณะราษฎร : การก่อตัวของ ‘ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข’ ” , ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 6 ฉบับที่ 1 มกราคม-มีนาคม หน้า104-146.

มุกดา เอนกลาภากิจ , (2542) “ รัฐธรรมนูญและสถาบันทางการเมือง : ศึกษารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492” วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สุชิน ตันติกุล (2517) “ผลสะท้อนทางการเมืองของรัฐประหาร พ.ศ.2490 ”, วิทยานิพนธ์รัฐศาสตร์มหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สุลักษณ์ ศิวรักษ์ (2528) เรื่อง กรมพิทยาลาภพฤฒิยากร ตามทัศนะของส.ศิวรักษ์ . กรุงเทพฯ : มูลนิธิเสถียรโกเศศ- นาคะประทีป.

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร (2503) สมุดภาพสมาชิกรัฐสภา พ.ศ.2475-2501 , พระนคร : บริษัท ชุมนุมช่าง จำกัด .

หยุด แสงอุทัย (2495) คำอธิบายรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2475-95 พระนคร : โรงพิมพ์ชูสิน.

อนันต์ พิบูลสงคราม , พลตรี (2540) จอมพล ป. พิบูลสงคราม 2 เล่ม . กรุงเทพฯ : ตระกูลพิบูลสงคราม.

อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พลเรือตรี หลวง สังวรณ์ยุทธกิจ (ณ เมรุ วัด ธาตุทอง วันที่ 29 ธันวาคม 2516),กรุงเทพฯ:ชวนพิมพ์.

Handley , Paul (2008 ) “Princes , Politicians , Bureaucrats , Generals : The Evolution of the Privy Council under the Constitutional Monarchy” , A paper for 10th International Conference on Thai Studies , Thammasat University ,Bangkok , January 9-11

Kobkua Suwannathat-Pian,(1995) Thailand’s Durable Premier : Phibun through Three Decades 1932 – 1957. Kuala Lumpur : Oxford University Press .

ดูเพิ่มเติม