มินามาตะ เรื่องราวที่มากกว่าโรคร้าย


มินามาตะ เรื่องราวที่มากกว่าโรคร้าย

มองจากมุมสูงทางทิศตะวันออก มินามาตะ (Minamata) คือเมืองที่มีขนาดกะทัดรัดและสมบูรณ์แบบ ขณะที่ด้านหนึ่งเปิดโล่งออกสู่ทะเล ด้านที่เหลือกลับมีแนวเทือกเขาเขียวโอบล้อมไว้ บนที่ราบผืนย่อมที่อยู่ระหว่างกลางเชื่อมต่อระหว่างภูเขากับทะเลนั้นมีแม่น้ำไหลหล่อเลี้ยง ที่นี่ยังมีน้ำตกใหญ่และบ่อน้ำร้อนธรรมชาติ สภาพทางธรรมชาติสวยงามและทรัพยากรรุ่มรวย ในขณะที่วิถีชีวิตของผู้คนก็เรียบง่าย ทั้งเมืองมีประชากรเพียง 30,000-40,000 คนเท่านั้น บ้านเมืองจึงโปร่งโล่ง ไม่แออัด และไม่อึกทึกจอแจ สภาพของเมืองโดยทั่วไปเป็นบรรยากาศแห่งความสบายๆ สงบ และสะอาด

ที่ตั้งของเมืองมินามาตะคือเกาะคิวชู ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น อ่าวมินามาตะเป็นส่วนหนึ่งของทะเลชิรานุย (Shiranui Sea) ทะเลตอนในที่โอบอยู่ด้วยเกาะขนาดใหญ่ 2 เกาะ คือ เกาะคิวชูและเกาะอะมาคูซะ ทะเลชิรานุยมีขนาดพอๆ กับอ่าวโตเกียว หรือประมาณ 1200 ตร. กม. มีความยาวจากเหนือจรดใต้ 70 กิโลเมตร และจากตะวันออกถึงตะวันตก 10 กิโลเมตร มีความลึกไม่มาก บริเวณที่ลึกสุดของทะเลประมาณ 50 เมตร

ทะเลชิรานุย หมายถึง “ทะเลแห่งลูกไฟปริศนา” เล่ากันว่า ชื่อของทะเลตั้งตามปรากฏการณ์ธรรมชาติของท้องถิ่นนี้ ที่จะมีลูกไฟจำนวนมากลอยจากท้องทะเลขึ้นสู่ฟ้าในช่วงเดือนเดียวกันของทุกปี เป็นเช่นนั้นนานมาจากอดีตจนปัจจุบัน โดยไม่มีใครรู้เลยว่าปรากฏการณ์ธรรมชาติอันลี้ลับนี้เกิดจากอะไร ทั้งทะเลชิรานุยและอ่าวมินามาตะเป็นทะเลที่เงียบสงบ สวยงาม อุดมด้วยปลาและสัตว์น้ำหลากหลายชนิด ชาวประมงใช้เครื่องมือมากมายจับปลาที่แตกต่างกัน หรือแม้แต่ไม่ต้องมีเครื่องมือก็ยังทำมาหากินได้ ดังที่ปรากฏว่ามีชาวบ้านจำนวนหนึ่งที่จับหอยบนหาดและเก็บสาหร่ายทะเลเป็นอาชีพหลัก ในอดีตก่อนที่จะเกิดปัญหาโด่งดังระดับโลก แถบนี้จึงนับเป็นเขตอุตสาหกรรมประมงที่สำคัญเขตหนึ่งของญี่ปุ่น ในยามนั้น โดยรอบทะเลชิรานุยมีประชากรอาศัยอยู่ราว 200,000 คน กระจายกันอยู่ตามหมู่บ้านต่างๆ ส่วนใหญ่มีอาชีพประมง เฉพาะในเมืองมินามาตะช่วงปี 2503 นั้นมีประชากรประมาณ 48,000 คน มากกว่าประชากรที่มีในปัจจุบันเสียอีก มองมินามาตะในวันนี้ สำหรับคนที่ไม่รับรู้ต่อเรื่องราวของโรคร้ายที่มีชื่อเดียวกับเมืองก็คงไม่ต้องรู้สึกสะท้อนใจต่อความจริงที่ว่า ในความสวยงามสมบูรณ์แบบนั้นซ่อนความทุกข์ระทมอย่างสาหัสของผู้คนทั้งอดีตและปัจจุบันนับหมื่นนับพันชีวิตเอาไว้ แต่สำหรับเราที่ใช้เวลาสองเดือนกับการรับฟังเรื่องราวเกี่ยวกับโรคมินามาตะ ไปเยี่ยมเยียนครอบครัวของผู้ป่วย พบปะและแลกเปลี่ยนกับผู้คนมากมายที่ร่วมขบวนการต่อสู้ เยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งร่วมกิจกรรมหลากหลายกับกลุ่มผู้ป่วยและผู้สนับสนุนช่วยเหลือทั้งหลาย ความสะเทือนใจจู่โจมหลายครั้ง แต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นก็ใช่มีเพียงด้านโศกเศร้าร้าวราน ยังมีด้านของความซาบซึ้ง ชื่นชม และอิ่มเอมรวมอยู่ด้วย เพราะแม้ว่าผู้ป่วยหลายคนอยู่กับความทุกข์มานานกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว โดยที่สำหรับหลายคนก็คือตลอดชีวิต แต่พวกเขาก็ยังคงต่อสู้อย่างเข้มแข็ง เช่นเดียวกับบรรดาผู้สนับสนุนช่วยเหลือที่ยังคงยืนหยัดเพื่อความเป็นธรรม ด้วยความมุ่งหวังร่วมกันที่จะให้ที่นี่เป็นแห่งสุดท้ายของโศกนาฏกรรมโลกที่เกิดจากการทำลายสิ่งแวดล้อม

การค้นพบ “โรคประหลาด”

ย้อนไปเมื่อประมาณ 50 ปีก่อน โยชิมิสึ ทานากะ ช่างทำเรือประจำหมู่บ้านสึคิวระ (Tsukiura) อาศัยอยู่กับครอบครัวอย่างปกติสุข สึคิวระเป็นหมู่บ้านประมงเล็กๆ ในเมืองมินามาตะ บ้านของเขาหันหน้าสู่ทะเลชิรานุยอันสวยงามและสงบ ทานากะมีลูกทั้งหมด 6 คน ลูกสาวคนที่ห้าคือชิซุโกะ ขณะนั้นอายุประมาณ 6 ขวบ และลูกสาวคนสุดท้องชื่อจิตสึโกะ อายุประมาณ 3 ขวบ เด็กทั้งสองชอบเล่นด้วยกันและเก็บหอยบนหาดทรายหน้าบ้านเป็นประจำ ทั้งคู่เป็นเด็กน่ารัก ฉลาด และแข็งแรงดี แต่แล้วในวันที่ 2 เมษายน 2499 ชิซุโกะเริ่มมีอาการผิดปกติ นั่นคือมองเห็นสิ่งต่างๆ พร่าเลือน จับตะเกียบไม่อยู่ เดินและพูดได้ลำบาก และร่างกายเริ่มชักกระตุก พ่อแม่พาเธอไปหาหมอหลายราย แต่ก็ไม่มีหมอคนไหนรู้ว่าหนูน้อยเป็นโรคอะไร ในที่สุดเธอถูกนำส่งแผนกกุมารเวชที่โรงพยาบาลเอกชนของบริษัทชินนิฮอนชิสโสะฮิเรียวคาบุชิคิไคชะ หรือ New Japan Nitrogenous Fertilizer Inc. ซึ่งภายหลังในปี 2507 บริษัทดังกล่าวเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทชิสโสะ

ต่อมาในวันที่ 29 เมษายน จิตสึโกะก็เกิดอาการแบบเดียวกัน จนพี่สาวต้องแบกเด็กน้อยขึ้นหลังไปโรงพยาบาลชิสโสะอีกคน เธอเป็นเด็กโตเกินวัย แต่ตอนนี้กลับนั่งไม่ได้ กินอาหารไม่ได้และพูดไม่ได้ ทุกคนในครอบครัวตกใจและไม่สามารถทำใจยอมรับ เฝ้าร้องไห้อยู่ที่โรงพยาบาล แพทย์ที่รักษาเด็กทั้งสองคนเริ่มเกิดความตระหนกยิ่งขึ้นเมื่อรับรู้จากแม่ของพวกเธอว่า เด็กผู้หญิงวัย 5 ขวบ 4 เดือนอีกคนที่เป็นเพื่อนบ้านถัดไปก็ป่วยแบบเดียวกัน คือ พูดไม่ได้ เดินไม่ได้ และใช้มือไม่ได้เหมือนเดิม แพทย์ที่โรงพยาบาลจึงออกสำรวจผู้ป่วยแบบบ้านต่อบ้านจนกระทั่งพบเด็กที่มีอาการป่วยในลักษณะเดียวกันถึง 8 คน อาการหลักที่สำคัญก็คือ มีการอักเสบหรือบวมบริเวณสมอง หรือสมองถูกทำลายเนื่องจากความผิดปกติอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นในระบบประสาทส่วนกลาง

นพ. ฮาจิเมะ โฮโซคาวา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชิสโสะในขณะนั้นได้จัดทำรายงานถึงสำนักงานสาธารณสุขของเมืองมินามาตะเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ว่า “เกิดโรคระบาดที่ไม่ทราบชื่อขึ้นชนิดหนึ่ง ซึ่งมีอาการต่อระบบประสาทส่วนกลาง” ในเวลาต่อมาจึงถือว่า วันที่ 1 พฤษภาคม 2499 เป็นวันที่ค้นพบโรคมินามาตะอย่างเป็นทางการ

สำหรับอาการของชิซุโกะ ตามที่แพทย์ผู้รักษาลงบันทึกความเห็นไว้ในรายงานการรักษาตอนหนึ่งระบุว่า มีลักษณะของเด็กขาดสารอาหารและมีอาการแบบวิกลจริตอย่างอ่อนๆ มีการกรีดร้อง นัยน์ตาดำขยายกว้างเล็กน้อย ลิ้นแห้ง แต่ไม่พบความผิดปกติภายในอย่างอื่น แขนขาเคลื่อนไหวลำบาก มีอาการกระตุกตัวแข็งทั้งตัวเป็นบางครั้ง สายตามองได้ในมุมแคบลง ยิ่งผ่านไปหลายวันอาการเหล่านี้ยิ่งหนักมากขึ้น จนกระทั่งแขนและขาบิดงออย่างรุนแรง ในที่สุดชิซุโกะเสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2502 ขณะอายุได้ 8 ขวบกับ 1 เดือน ส่วนจิตสึโกะสามารถต่อสู้กับโรคร้ายจนมีชีวิตรอดถึงปัจจุบัน แต่ก็อยู่ในสภาพพิการจากโรคแปลกประหลาดดังกล่าว

การค้นหาสาเหตุในท่ามกลางการปกปิด

ภายหลังจากข่าวการระบาดของโรคประหลาดแพร่สะพัดออกไป สมาคมแพทย์แห่งมินามาตะจึงตั้งคณะกรรมการแพทย์เฉพาะกิจขึ้นมาหนึ่งชุดเรียกว่า “คณะกรรมการการรับมือโรคประหลาดของมินามาตะ” โดยระดมแพทย์และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ เช่น สำนักงานสาธารณสุขมินามาตะ โรงพยาบาลประจำโรงงานของบริษัทชิสโสะ และโรงพยาบาลประจำเมือง แล้วในวันที่ 28 พฤษภาคม ปี 2499 นั้นเองแพทย์ชุดนี้ก็ออกตรวจสอบพื้นที่ที่มีข่าวว่าโรคระบาด ผู้ป่วยที่ค้นพบในระยะแรกล้วนเป็นเด็กเล็กทั้งสิ้น ทำให้เข้าใจว่าเกิดโรคโปลิโอระบาด แต่ในเวลาไม่นานก็ค้นพบผู้ป่วยที่เป็นผู้ใหญ่ด้วย นพ. โฮโซคาวา ซึ่งร่วมอยู่ในคณะแพทย์ชุดนี้จึงเริ่มย้อนนึกได้ถึงผู้ป่วยบางรายที่เขาเคยรักษาเมื่อ 2-3 ปีก่อนหน้า ซึ่งได้เสียชีวิตไปแล้วโดยไม่สามารถหาสาเหตุของโรคได้ ผู้ป่วยเหล่านั้นมีอาการแบบเดียวกัน นั่นคือ อาการผิดปกติที่ระบบประสาทส่วนกลาง แขนและขาสูญเสียความรู้สึก ปวดศีรษะ พูดและเดินได้ยากลำบาก

ในเดือนต่อมา คณะกรรมการแพทย์ค้นพบผู้ป่วยอีกหลายรายในพื้นที่เล็กๆ จึงสันนิษฐานว่า อาจเป็นโรคติดต่อร้ายแรง จากคำเรียกว่า “โรคประหลาด” จึงแปรเปลี่ยนเป็น “โรคติดต่อ” ซึ่งส่งผลในทางทำร้ายจิตใจผู้ป่วยมากยิ่งขึ้นไปอีก เนื่องจากคนจำนวนมากพากันรังเกียจและกลัว เด็กทั้งหมดที่ป่วยด้วยโรคประหลาดถูกแยกไปอยู่ยังหอผู้ป่วยที่ห่างออกไปจากกลุ่มผู้ป่วยทั่วไป พร้อมทั้งมีการพ่นยาฆ่าเชื้อที่บ้านด้วย ด้วยความคลุมเครือและความรุนแรงของปัญหา กลุ่มแพทย์ในมินามาตะชุดนี้จึงติดต่อคณะแพทยศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยคุมาโมโต เพื่อขอความช่วยเหลือในการศึกษาวิจัยค้นหาสาเหตุของโรค ในวันที่ 24 สิงหาคม มหาวิทยาลัยคุมาโมโตจึงแต่งตั้ง “กลุ่มแพทย์เพื่อศึกษาวิจัยโรคมินามาตะ” ขึ้น ประกอบด้วยแพทย์จากสาขาต่างๆ แพทย์กลุ่มนี้พยายามค้นคว้าหาสาเหตุของโรคด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งเก็บตัวอย่างปลาและหอยจากทะเลมาวิเคราะห์ เก็บเครื่องปรุงและเครื่องประกอบอาหาร เช่น ซอสถั่วเหลือง ทำการชันสูตรศพ ฯลฯ โดยในระหว่างนั้นก็มีผู้ป่วยรายใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ขณะที่บางรายก็เสียชีวิตไป แม้กลุ่มแพทย์มีข้อสันนิษฐานในเบื้องต้นแล้วว่า โรคที่เกิดขึ้นมีความเกี่ยวข้องกับน้ำเสียจากโรงงานของบริษัทชิสโสะอย่างแน่นอน เนื่องจากผลการตรวจวิเคราะห์น้ำเสียและกากตะกอนที่เก็บจากจุดระบายและในอ่าวมินามาตะ พบโลหะหนักหลายชนิด เช่น แมงกานีส ตะกั่ว ธัลเลียม เซเลเนียม แต่คณะแพทย์ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า สารพิษตัวไหนคือสาระสำคัญที่เป็นต้นเหตุของโรค เนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลหรือล่วงรู้ได้ว่า โรงงานผลิตอะไรและมีกระบวนการผลิตอย่างไร ในขณะที่ทางโรงงานชิสโสะก็ปิดข้อมูลทุกอย่างเป็นความลับสุดยอด ต้องใช้เวลามากกว่า 3 ปี กลุ่มแพทย์จากมหาวิทยาลัยคุมาโมโตจึงได้ข้อสรุปและเรียกโรคนี้ว่า “โรคมินามาตะ” โดยอธิบายว่าเป็นโรคที่เกิดจาก methyl mercury อันเป็นสารประกอบอินทรีย์ของปรอท ซึ่งปนเปื้อนอยู่ในน้ำเสียที่โรงงานของบริษัทชิสโสะระบายทิ้งลงสู่อ่าว ปริมาณปรอทที่สูงนั้นพบได้ตลอดชายทะเลชิรานุย โดยเฉพาะในเขตมินามาตะ สารพิษเหล่านั้นได้เข้าไปสะสมอยู่ในตัวปลาและหอยที่ชาวประมงจับขึ้นมาขายและรับประทาน

ในวันที่ 21 กรกฎาคม ปีเดียวกันนั้นเอง นพ. โฮโซคาวา ก็เริ่มต้นทำการทดลองเพื่อหาสาเหตุของโรค ด้วยการให้อาหารที่เจือปนน้ำเสียของโรงงานแก่แมวหลายร้อยตัวทุกๆ วัน มีแมวตัวหนึ่งที่มีการทดลองด้วยการให้อาหารปนน้ำเสียจากส่วนที่ผลิตกรดอะเซติกในปริมาณ 20 กรัมต่อวันเมื่อปี 2502 ผ่านไปประมาณ 2 เดือนครึ่ง เจ้าแมวหมายเลข 400 ก็แสดงกลุ่มอาการแบบเดียวกับโรคมินามาตะออกมา จากการศึกษาทางพยาธิวิทยาพบว่า เซลล์สมองส่วนกลางบางส่วนของแมวถูกทำลายไปและบางส่วนมีความผิดปกติเกิดขึ้น ทั้งยังไม่มีการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทน แมวตัวนี้เรียกกันในเวลาต่อมาตามรหัสที่ใช้ในการทดลองว่า “แมวหมายเลข 400” นพ. โฮโซคาวาได้ส่งข้อมูลดังกล่าวไปยังมหาวิทยาลัยโตเกียวเพื่อวิเคราะห์ต่อ แต่เขามารู้ภายหลังว่าข้อมูลที่ส่งไปนั้นสูญหาย ขณะที่รายงานที่ส่งให้ฝ่ายบริหารของบริษัทชิสโสะก็ถูกเก็บเป็นความลับ อีกทั้งในเวลาต่อมาทางบริษัทยังสั่งให้ยกเลิกการทดลองนี้ พร้อมกับมีคำสั่งไม่ให้นักวิจัยที่ล่วงรู้ผลการศึกษาเปิดเผยเรื่องนี้ออกไป แม้ไม่นานต่อมา นพ. โฮโซคาวาจะเกษียณอายุและออกจากโรงพยาบาลชิสโสะไปแล้วก็ยังคงเก็บงำเรื่องนี้พร้อมหลักฐานต่าง ๆ ไว้ อย่างไรก็ดี ในที่สุดผลการทดลองดังกล่าวก็ได้รับการเปิดเผยออกมาโดยตัว นพ. โฮโซคาวาเองในฉากเหตุการณ์อันไม่คาดคิดและสร้างความอัปยศต่อบริษัทชิสโสะอย่างยิ่ง เมื่อ นพ. โฮโซคาวา ตัดสินใจเดินทางมาให้การต่อหน้าศาลในคดีที่ผู้ป่วยฟ้องบริษัทพร้อมร่างที่นอนป่วยหนักด้วยโรคมะเร็งบนเตียงผู้ป่วยของโรงพยาบาล วันนั้นคือวันที่ 14 กรกฎาคม 2513 หรือประมาณ 11 ปีหลังจากทำการทดลอง คำให้การของเขา ทำให้บริษัทชิสโสะต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจนยอมเปิดเผยผลการทดลองแมว 1,000 ตัวที่ลอบทำในช่วงระหว่างปี 2500-2505 ในเดือนสิงหาคม จากนั้นอีกเพียง 3 เดือนต่อมา นพ. โฮโซคาวาก็ลาจากโลกนี้ไป ศักดิ์ศรีของวิชาการ

เมื่อแรกถูกชี้ว่าเป็นต้นเหตุ บรรดาผู้บริหารของบริษัทชิสโสะทั้งประธานบริษัทและผู้จัดการโรงงานต่างก็ออกมาปฏิเสธ โดยยืนยันว่า โรงงานของชิสโสะไม่ได้ทำให้เกิดโรค และยังอ้างว่าสารพิษที่เจือปนออกมาย่อมละลายไปหมด เพื่อที่จะคัดค้านทฤษฎีว่าด้วยพิษจากสารประกอบอินทรีย์ของปรอทที่คณะแพทย์จากมหาวิทยาลัยคุมาโมโตสรุปออกมา ทางบริษัทร่วมกับสมาคมอุตสาหกรรมเคมีแห่งญี่ปุ่นได้ทุ่มเงินจ้างนักวิทยาศาสตร์หลายคนคิดค้นทฤษฎีนานาเพื่ออ้างว่าน่าจะเป็นสาเหตุของโรคนี้ หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่ออกมาคัดง้างกับข้อสรุปของคณะแพทย์จากมหาวิทยาลัยคุมาโมโตคือ ศ. คิยูระ ไรซาคุ วิศวกรเคมีดังจากสถาบันเทคโนโลยีโตเกียว เขาระบุว่า ปลาในมินามาตะนั้นปนเปื้อนปรอทน้อยกว่าปลาบริเวณอื่นๆ ทั่วประเทศ ทั้งยังเบี่ยงเบนให้คนคล้อยตามว่า สาเหตุของโรคน่าจะเกิดจากสารประกอบอินทรีย์ที่มีไนโตรเจน (amines) ที่เกิดจากปลาเน่า อีกคนคือ ศ. ทามิยะ ทาเคียว แห่งมหาวิทยาลัยโตเกียว ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานสมาคมแพทย์ญี่ปุ่นด้วย ศาสตราจารย์วัยเกษียณผู้นี้ตั้งคณะกรรมการชุดทามิยะขึ้นในสมาคมอุตสาหกรรมเคมีแห่งญี่ปุ่น เพื่อหาทางทำลายความน่าเชื่อถือของทฤษฎีเรื่องพิษจากสารประกอบอินทรีย์ของปรอทโดยตรง นอกจากนั้นยังมีโอชิมา ทาเคจิ ประธานสมาคมเคมีญี่ปุ่น ซึ่งได้พิมพ์เอกสารออกเผยแพร่เพื่ออธิบายว่า สาเหตุของโรคมินามาตะเกิดจากวัตถุระเบิดจำนวนมากที่ทางกองทัพญี่ปุ่นได้แอบขนไปทิ้งไว้ในบริเวณอ่าวมินามาตะ แม้ว่าในข้อเท็จจริงไม่เคยเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวในทะเลแถบนั้นก็ตาม อย่างไรก็ดี ในอีกทางหนึ่งก็มีนักวิทยาศาสตร์ แพทย์ และนักวิชาการจำนวนไม่น้อยที่ออกมาสนับสนุนทฤษฎีของคณะแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยคุมาโมโต รวมทั้งชี้ว่าชิสโสะเป็นสาเหตุของโรคมินามาตะ ทั้งนี้หนึ่งในแรงสนับสนุนที่มีน้ำหนักนั้นมาจาก ศ. อิรุคายามา ผู้ซึ่งเก็บตะกอนจากปลายท่อของโรงงานไปตรวจเมื่อปี 2503 จากนั้นจึงได้แถลงผลการศึกษาในเดือนกุมภาพันธ์ 2506 ว่าพบ methyl mercury ปนอยู่จริงในปริมาณสูง

นอกจากนี้ยังมีการตรวจพบการสะสมของสารปรอทในเส้มผมของผู้ป่วย ซึ่งค่าสูงสุดที่พบนั้นสูงถึง 705 ppm ส่วนค่าสูงสุดที่พบในคนที่มีสุขภาพปกติคือ 191 ppm เทียบกับคนที่อาศัยอยู่นอกพื้นที่มินามาตะมีค่าเฉลี่ย 4.42 ppm ขณะเดียวกันก็มีการตรวจพบสารปรอทสะสมในปลาและหอยจากอ่าวมินามาตะอยู่ในช่วง 20-40 ppm ในขณะที่ค่ามาตรฐานของสารปรอทที่กฎหมายญี่ปุ่นยอมให้มีในสิ่งแวดล้อมคือไม่เกิน 1 ppm ท่ามกลางหลักฐานมากมายนี้ ในที่สุดรัฐบาลจึงยอมรับออกมาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2511 ว่าโรคมินามาตะเป็นโรคที่เกิดจากมลพิษ พร้อมทั้งมีข้อสรุปเกี่ยวกับสาเหตุของโรค โดยโซโนดะ ซูนาโอะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ ประกาศในนามรัฐบาลว่า “โรคมินามาตะในจังหวัดคุมาโมโตเกิดจาก methyl mercury ซึ่งเกิดขึ้นจากโรงงานผลิต acetaldehyde acetic acid ของบริษัทชิสโสะในมินามาตะ และโรคมินามาตะในเมืองนีกะตะเกิดจากน้ำเสียที่ปนเปื้อน methyl mercury ซึ่งเกิดขึ้นจากกระบวนการผลิต acetaldehyde ในโรงงานของโชวะ เดงโกะคาโนเซะ” แต่พร้อมกันนี้ก็มีการระบุด้วยว่า มลพิษที่เกิดขึ้นนั้นจำกัดวงอยู่เฉพาะที่อ่าวมินามาตะ และเครื่องบำบัดน้ำเสียของโรงงานสามารถบำบัด methyl mercury ได้ โดยที่หลังจากปี 2503 เป็นต้นมาไม่ปรากฏว่ามีผู้ป่วยใหม่เกิดขึ้นอีก นอกจากนี้ให้ถือว่าข้อตกลงการจ่ายเงินทำขวัญเป็นการตกลงนอกศาลที่ถูกต้องตามกฎหมาย การยอมรับนี้เกิดขึ้นหลังจากที่มีการรายงานการเกิดโรคอย่างเป็นทางการแล้วถึง 12 ปี

ความฉ้อฉลและกลลวง

ภายหลังการออกมายอมรับของรัฐบาล เอกาชิระ ยูตาคะ ประธานบริษัทชิสโสะจึงได้ออกมากล่าวขอโทษต่อผู้ป่วยและครอบครัว ทั้งยังเดินทางไปเยี่ยมตามบ้าน พร้อมกับรับปากที่จะเจรจากับกลุ่มผู้ป่วย ทำให้แนวโน้มสถานการณ์ต่างๆ ดีขึ้นมาก แต่ผลที่ปรากฏในเวลาต่อมาก็พิสูจน์ให้เห็นว่า คำขอโทษนั้นเป็นเพียงลมปากและการเจรจาไม่สามารถนำพาไปสู่บทสรุปที่เป็นธรรมได้ แท้ที่จริง ชาวมินามาตะต้องต่อสู้กับบริษัทชิสโสะมาก่อนการค้นพบโรคเสียด้วยซ้ำ เพราะนับตั้งแต่ทางบริษัท Nihon Carbide Company ตั้งโรงงานเสร็จสิ้นในปี 2451 ต่อเนื่องด้วยการขยายกิจการเรื่อยมา น้ำเสียของโรงงานก็กลายเป็นมลพิษที่ทำลายสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ทำให้ชาวประมงต้องเดือดร้อนและตื่นตัวต่อปัญหาเป็นกลุ่มแรก ในช่วงปี 2468 – 2469 กิจการประมงในเมืองมินามาตะเสียหายอย่างหนัก ทางสหกรณ์ประมงจึงยื่นเรื่องร้องเรียนถึงฝ่ายโรงงาน ซึ่งทางบริษัทยอมจ่ายเงินเป็นค่าปลอบขวัญให้ แต่มีเงื่อนไขว่า ห้ามมีการร้องเรียนเข้ามาอีก แต่แล้วในปี 2486 ปัญหามลพิษที่ก่อความเสียหายแก่กิจกรรมประมงก็ลุกลามขึ้นมาอีก การเจรจาและทำสัญญาจ่ายเงินชดเชยระหว่างบริษัทและสหกรณ์ประมงจึงเกิดขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้ทางบริษัทยินยอมจ่ายเงินจำนวน 152,500 เยนเป็นค่าชดเชยความเสียหายทั้งที่เกิดขึ้นไปแล้วและที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคตจากน้ำเสียของโรงงานและสิ่งปนเปื้อนอื่นๆ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ย่ำแย่ขึ้นเรื่อยๆ ปริมาณปลาและสัตว์น้ำอื่นๆ ในทะเลลดน้อยลงอย่างผิดปกติ ในปี 2497 ทางบริษัทก็ได้ขอซื้อสิทธิการทำประมงในแถบฮาจิมังเพื่อถมทะเล สหกรณ์ชาวประมงซึ่งตั้งขึ้นใหม่ก่อนหน้านั้น 5 ปี แทนชุดเดิมที่ยุบไปหลังสงครามโลกครั้งที่สอง จึงเรียกเงินจำนวน 500,000 เยนเป็นค่าชดเชยความเสียหายสำหรับอดีตและอนาคตที่จะเกิดขึ้น

จากนั้นมาการจับปลาในทะเลบริเวณนี้ก็ลดฮวบลงอย่างน่าตกใจ รายได้ของชาวประมงลดลงไปอย่างมาก แต่พวกเขาก็อดทนรักษาสัญญา กระทั่งในช่วงปลายปี 2502 หลังจากที่คณะแพทย์จากคุมาโมโตชี้ชัดออกมาแล้วว่า น้ำเสียจากโรงงานที่ปล่อยลงสู่อ่าวมินามาตะเป็นต้นเหตุทำให้เกิดโรค สหกรณ์ประมงซึ่งมีสมาชิกจากชุมชนประมงริมฝั่งทะเลชิรานุยจึงร่วมกันเรียกร้องให้ทางโรงงานปิดทางระบายน้ำลงอ่าว แต่โรงงานกลับปฏิเสธที่จะเจรจา ทำให้ความอดกลั้นของชาวประมงถึงขีดสุด ในวันที่ 2 พฤศจิกายน ชาวประมงกว่า 4,000 คนจึงพังประตูโรงงานเข้าไป ฝ่ายบริษัทได้ขอระดมกำลังตำรวจปราบจลาจลเข้ามาปราบปราม จากเหตุการณ์ครั้งนั้นมีชาวประมงถูกจับไปกว่าร้อยคนและถูกตัดสินว่ากระทำผิดข้อหาบุกรุกและทำลายทรัพย์สินของโรงงาน ในที่สุดกลุ่มประมงนี้ก็ถูกบีบให้จำยอมรับเงินค่าชดเชยความเสียหายที่เกิดกับกิจการประมงในอัตราต่ำ หลายคนกลายเป็นผู้ป่วยโรคมินามาตะในเวลาต่อมา

ในเดือนถัดมา กลุ่มผู้ป่วยนำโดยสมาคมช่วยเหลือครอบครัวผู้ป่วยโรคมินามาตะ ซึ่งเพิ่งตั้งขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม 2501 พากันไปนั่งชุมนุมประท้วงหน้าประตูทางเข้าโรงงานเพื่อเรียกร้องเงินชดเชยความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้น การประท้วงของผู้ป่วยเป็นไปอย่างโดดเดี่ยว ไร้การสนับสนุนช่วยเหลือไม่ว่าจากสหกรณ์ประมง คนงาน หรือคนทั่วไป ในช่วงเดียวกันนั้นเอง กลไกการรับรองผู้ป่วยก็ถูกพัฒนาขึ้น โดยในวันที่ 25 ธันวาคม รัฐบาลได้ตั้งสภาเพื่อการรับรองผู้ป่วยโรคมินามาตะ ภายใต้การควบคุมของกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ เพื่อทำหน้าที่พิจารณาและลงมติให้การรับรองผู้ป่วยอย่างเป็นทางการ สภาชุดนี้ซึ่งมีคณะกรรมการที่ล้วนเป็นข้าราชการทั้งหมด 8 คน จึงกลายเป็นผู้ผูกขาดการชี้ขาดว่า ใครเป็นผู้ป่วยหรือไม่เป็น

นพ. มาซาซูมิ ฮาราดะ หนึ่งในคณะกรรมการวิจัยโรคประหลาดที่มินามาตะซึ่งเป็นคณะแพทย์ที่ทำการสอบสวนและสืบหาสาเหตุของโรคนี้มาตั้งแต่ต้น วิจารณ์สภาชุดนี้ว่า เสมือนเป็นผู้รับเหมาช่วงของบริษัทชิสโสะที่คอยทำหน้าที่กลั่นกรองว่าผู้ป่วยคนไหนมีสิทธิได้รับเงินค่าชดเชยจากบริษัทบ้าง หลังสภาดังกล่าวจัดตั้งขึ้นได้เพียง 5 วัน คณะกรรมการอีกชุดหนึ่ง นำโดยผู้ว่าราชการจังหวัดคุมาโมโตก็เข้ามาไกล่เกลี่ยให้กลุ่มผู้ป่วยและครอบครัวยอมรับ “เงินทำขวัญ” ที่ทางโรงงานยินดีจ่ายให้ ภายใต้เงื่อนไขที่ติดมากับสัญญาว่า “ในอนาคตหากมีการพิสูจน์ว่าน้ำเสียของโรงงานเป็นต้นเหตุของปัญหา จะต้องไม่มีการเรียกร้องค่าชดเชยใดๆ อีก ข้อตกลงนี้ทำให้ผู้ป่วยมินามาตะหยุดเคลื่อนไหวในปีถัดๆ มา ส่วนโรงงานยังคงปล่อยน้ำเสียตามเดิม และการเจรจายอมความลักษณะนี้กลายเป็นวิธีการทรงประสิทธิภาพที่โรงงานนิยมใช้ในเวลาต่อๆ มา

นอกเหนือจากจัดการกับการประท้วงได้ราบคาบ ในช่วงไล่เลี่ยกันนี้ ชิสโสะยังได้ตอบสนองต่อปัญหาโดยการติดตั้งอุปกรณ์บำบัดน้ำเสีย ซึ่งแล้วเสร็จในวันที่ 19 ธันวาคม ในการจัดงานเปิดตัวอุปกรณ์ดังกล่าว ประธานบริษัทชิสโสะได้แสดงการดื่มน้ำที่ผ่านกระบวนการบำบัดนั้นต่อหน้าแขกทั้งหมด อันมีผู้ว่าราชการจังหวัดรวมอยู่ด้วย ในเวลานั้นไม่มีใครรู้ความจริงว่า เครื่องดังกล่าวยังมิได้เปิดใช้การ น้ำที่ประธานบริษัทดื่มเป็นน้ำสะอาดที่ไม่ได้ผ่านขั้นตอนการผลิตใดๆ ของโรงงาน แต่กว่าที่ความจริงข้อนี้จะปรากฏก็ใช้เวลาถึง 10 ปี เมื่อมีการพิจารณาคดีเกี่ยวกับโรงมินามาตะที่เมืองนีกะตะ และผู้บริหารของบริษัทที่ก่อมลพิษให้การต่อศาลว่า ฝ่ายบริหารของบริษัทชิสโสะเคยบอกกับเขาว่า ระบบบำบัดน้ำเสียที่ติดตั้งขึ้นนั้นไม่สามารถจำกัด methyl mercury ได้

การถูกผลักให้สู้

การตกลงรับข้อเสนอของโรงงานเมื่อช่วงสิ้นปี 2502 ทำให้ครอบครัวของผู้ป่วยต่างอยู่ในความเงียบ พวกเขาไม่ประท้วงหรือออกมาเรียกร้องอะไรอีกเลย แม้จะไม่พอใจที่บริษัทไม่ได้จริงใจในการให้ความช่วยเหลือตามข้อตกลง ในขณะที่โรงงานยังคงปล่อยน้ำเสียตามเดิม ยิ่งคณะแพทยศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยคุมาโมโตประกาศในปีถัดมาว่า โรคมินามาตะหยุดระบาดแล้ว โดยที่แพทย์ต่างๆ ก็ยอมรับข้อสรุปนี้ ขณะที่จำนวนผู้ป่วยก็ลดลงไปเรื่อยๆ เนื่องจากมีผู้ป่วยจำนวนมากไม่กล้าเปิดเผยตัวเพราะกลัวจะตกเป็นเหยื่อของการรังเกียจและการกีดกันทางสังคม ช่วงเวลาต่อมาจึงกลายเป็นยุคแห่งความเงียบของโรคมินามาตะ ซึ่งยาวนานต่อเนื่องถึง 9 ปี จวบจนกระทั่งรัฐบาลประกาศยอมรับว่าโรคมินามาตะเป็นโรคมลพิษที่เกิดจากน้ำเสียของโรงงาน กลุ่มผู้ป่วยจึงถือโอกาสนี้เปิดศักราชการต่อสู้เรียกร้องครั้งใหม่ มีการเจรจากันระหว่างบริษัทชิสโสะกับสมาคมช่วยเหลือครอบครัวและผู้ป่วยโรคมินามาตะในประเด็นค่าเสียหาย โดยข้อเรียกร้องคือ ให้ชิสโสะจ่ายค่าชดเชยสำหรับผู้ป่วยที่เสียชีวิตเป็นจำนวนเงิน 13 ล้านเยน และ 6 แสนเยนต่อปีสำหรับผู้ป่วย แต่ทางชิสโสะปฏิเสธ กลุ่มผู้ป่วยจึงเรียกร้องไปยังกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการให้ดำเนินการกำหนดมาตรฐานการชดเชยความเสียหาย แต่ทางกระทรวงกลับตอบสนองด้วยการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเป็นตัวกลางในการเจรจาไกล่เกลี่ยปัญหาเรื่องเงินชดเชยระหว่างบริษัทชิสโสะกับกลุ่มผู้ป่วยในเดือนกุมภาพันธ์ 2512 เรียกว่า “คณะกรรมการไกล่เกลี่ยค่าชดเชยโรคมินามาตะ” ทางกระทรวงขอให้ตัวแทนฝ่ายผู้ป่วยทำจดหมายเพื่อให้คำมั่นต่อรัฐบาลว่า พวกเขาจะยอมรับการตัดสินใจทั้งหมดที่คณะกรรมการชุดนี้กำหนดอย่างไม่มีเงื่อนไข ปรากฏว่าเงื่อนไขนี้เองทำให้กลุ่มผู้ป่วยแตกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งยินดีให้รัฐบาลเข้ามาเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย แต่อีกกลุ่มหนึ่งยืนยันขอเจรจาตรงกับบริษัท เนื่องจากไม่เชื่อใจรัฐบาลและบริษัทอีกแล้ว ภายหลังจากที่ได้รับบทเรียนเมื่อครั้งทำสัญญาเรื่องการจ่ายเงินทำขวัญ แล้วในวันที่ 10 เมษายน ผู้ป่วยกลุ่มแรกจำนวน 54 ครอบครัวก็ทำจดหมายตอบรับข้อเสนอและข้อผูกพันตามคณะกรรมการไกล่เกลี่ย ในขณะที่ผู้ป่วยกลุ่มหลังพยายามเรียกร้องให้ชิสโสะเปิดการเจรจา แต่ไม่ได้รับคำตอบใดๆ ในที่สุดผู้ป่วยกลุ่มนี้ซึ่งมีจำนวน 112 คน จาก 29 ครอบครัว นำโดยวาตานาเบ เอโซะ ก็ตัดสินใจร่วมกันฟ้องศาลชั้นต้นคุมาโมโต เพื่อเรียกค่าชดเชยจากบริษัทชิสโสะ เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ปีเดียวกันนั้นเอง

การต่อสู้คดีครั้งประวัติศาสตร์

ก่อนที่กลุ่มผู้ป่วยที่มินามาตะจะตัดสินใจฟ้องคดี กลุ่มผู้ป่วยโรคมินามาตะแห่งเมืองนีกะตะได้นำคดีขึ้นสู่ศาลไปแล้วเมื่อเดือนมิถุนายน 2510 โรคมินามาตะที่นีกะตะเกิดขึ้นจากน้ำเสียปนเปื้อนสารปรอทที่โรงงานของบริษัทโชวะ เดงโกะ คาโนเซะ ปล่อยลงสู่แม่น้ำอกาโนกาวา ทำให้แม่น้ำทั้งสายปนเปื้อนมลพิษสร้างความเสียหายแก่ไร่นาและสะสมอยู่ในปลา การต่อสู้ด้วยกระบวนการทางกฎหมายของกลุ่มผู้ป่วยแห่งเมืองนีกะตะนับเป็นแรงกระตุ้นสำคัญที่ทำให้กลุ่มประชาชนจากหลายสาขาอาชีพรวมตัวกันเป็น “สมัชชาประชาชนโรคมินามาตะ” เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคนี้ในทั้งสองพื้นที่ เมื่อกลุ่มผู้ป่วยที่มินามาตะฟ้องร้องคดีก็ยิ่งทำให้กลุ่มคนต่างๆ มารวมตัวกันกว้างขวางขึ้น สหภาพแรงงานชิสโสะเองก็ประกาศสนับสนุนด้วย หลังจากที่นิ่งเฉยกับความทุกข์ของผู้ป่วยมานานหลายปี การช่วยเหลือจากสหภาพแรงงานชิสโสะมีผลสำคัญไม่น้อยในการทำให้ฝ่ายผู้ป่วยได้รับข้อมูลหลักฐานสำคัญที่เป็นประโยชน์ในชั้นศาล

นอกจากนี้ แพทย์ นักวิจัย นักศึกษา รวมถึงนักกฎหมาย ทั้งจากจังหวัดคุมาโมโตและจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศอีกหลายร้อยคน ก็ได้รวมตัวกันเป็นพันธมิตรเข้ามาช่วยเหลือการฟ้องคดี ทำให้สื่อมวลชนหันมาจับตาและติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด กลุ่มผู้สนับสนุนการต่อสู้จึงยิ่งขยายวงกว้างขวางออกไป กลายเป็นการเคลื่อนไหวภาคประชาชนที่ทรงพลังมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่น ในวันที่ศาลนัดไต่สวนคดี ผู้คนที่มาสนับสนุนผู้ฟ้องคดีหลั่งไหลมาจากทั่วทุกมุมของประเทศจนเนืองแน่นล้นศาล

อย่างไรก็ตาม กลุ่มทนายและผู้สนับสนุนผู้ป่วยมีความวิตกพอควร เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่เคยมีคำวินิจฉัยของศาลที่สามารถใช้เป็นบรรทัดฐานในการพิจารณาคดีนี้ได้ ขณะเดียวกันในขณะนั้นยังไม่มีกฎหมายที่ใช้บังคับการประกอบกิจกรรมด้านอุตสาหกรรมที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับกฎหมายควบคุมคุณภาพน้ำและกฎหมายควบคุมสิ่งปนเปื้อนจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ตราขึ้นในปี 2501 ก็ไม่ได้ควบคุมไปถึงโรงงานผลิตสารเคมีและสารประกอบอะเซทัลดีไฮด์เช่นที่มินามาตะ ในขณะที่ประเด็นการต่อสู้คดีในศาลของบริษัทไม่ได้ปฏิเสธการเป็นต้นเหตุของโรค เนื่องจากที่ผ่านมามีการพิสูจน์และประกาศของทางการไปแล้ว แต่ชิสโสะต่อสู้ด้วยข้ออ้างว่า การเกิดและแพร่กระจายของโรคมินามาตะนั้นเป็นเรื่องที่ยากจะคาดการณ์ถึง และเป็นเรื่องของอุบัติเหตุที่ไม่สามารถป้องกันหรือหลีกเลี่ยงได้

ในการต่อสู้คดี ทางฝ่ายโจทก์จึงมีการตั้งกลุ่มศึกษาวิจัยอย่างจริงจังจากองค์ประกอบหลายฝ่าย เพื่อพลิกหาแง่มุมของข้อเท็จจริงและเหตุผลที่มีน้ำหนักมาต่อสู้กับฝ่ายบริษัทภายใต้การตีความทางกฎหมายที่คับแคบและตายตัวในยุคนั้น คดีศาลชั้นต้นคุมาโมโตใช้เวลาในการไต่สวนและพิจารณาเกือบ 4 ปี แล้วในที่สุดศาลก็มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2516 ให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะ โดยบริษัทต้องจ่ายเงินชดเชยความเสียหาย 18 ล้านเยนให้แก่ครอบครัวผู้ป่วยที่เสียชีวิต และ 16 – 18 ล้านเยนสำหรับผู้ป่วยที่ยังมีชีวิตอยู่ ทั้งนี้ผู้พิพากษาชี้ว่า บริษัทชิสโสะมีความผิดที่ละเลยหน้าที่ เป็นหน้าที่ของบริษัทที่จะต้องระมัดระวังและคาดการณ์ไปถึงอันตรายจากน้ำเสียของโรงงานที่อาจเกิดขึ้นต่อมนุษย์ ยิ่งกว่านั้นแม้ว่าที่ผ่านมายังไม่เคยมีโรคมินามาตะเกิดขึ้นมาก่อน แต่เมื่อรู้ว่าเกิดโรคขึ้นแล้วก็ควรรีบดำเนินมาตรการเพื่อควบคุมโดยทันที แต่ทางบริษัทกลับเพิกเฉยปล่อยให้ปัญหาลุกลามออกไป

หลังจากนั้น ยังมีการฟ้องคดีกับเอาผิดกับชิสโสะติดตามมาอีกหลายคดี เช่น คดีที่คันไซ (ศาลชั้นต้นโอซากา) ซึ่งเริ่มเมื่อ 28 ตุลาคม 2525 คดีที่โตเกียว เริ่ม 2 พฤษภาคม 2527 คดีที่เกียวโต เริ่มเมื่อ 28 พฤศจิกายน 2528 และคดีที่ฟูกูโอกะ ซึ่งเริ่มเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2531 รวมแล้วจำนวนโจทย์ที่ยื่นฟ้องในคดีเหล่านี้มีเกินกว่า 2,000 คน อย่างไรก็ดี ในบรรดาคดีทั้งหมดที่กล่าวมา ยกเว้นคดีคันไซ ล้วนสิ้นสุดลงแล้วด้วยการไกล่เกลี่ยโดยคณะอนุญาโตตุลาการเมื่อเดือนกันยายน 2538 โดยฝ่ายโจทก์หรือผู้ป่วยตกลงใจยอมรับข้อเสนอของรัฐที่จะรับค่าชดเชยรายละ 2.6 ล้านเยน โดยรัฐบาลไม่ต้องแถลงยอมรับผิดอย่างเป็นทางการ ภายใต้บทลงเอยลักษณะนี้ทำให้ดูเหมือนว่าเหตุการณ์เกี่ยวกับโรคมินามาตะสิ้นสุดลงแล้ว ในขณะที่ประเด็นสำคัญบางประเด็นยังคงคลุมเครือ นั่นคือ ประเด็นที่ว่าผู้ป่วยเหล่านั้นเป็นโรคมินามาตะหรือไม่ และปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นรัฐบาลต้องรับผิดชอบด้วยหรือไม่

ปัญหาของระบบการรับรองผู้ป่วย

ประเด็นเรื่องการยอมรับผู้ป่วยอย่างจำกัดคือสิ่งที่ค้างคาและทำร้ายจิตใจผู้ป่วยมาตลอดระยะเวลาหลายสิบปี พิจารณาตามเหตุและผลที่ควรเป็น ระบบการรับรองผู้ป่วยโรคมินามาตะที่ได้รับการวางรากฐานมาตั้งแต่ปลายปี 2502 หรือประมาณ 3 ปีหลังค้นพบผู้ป่วย น่าจะเป็นกลไกที่สำคัญอย่างยิ่งในการช่วยชีวิตผู้ป่วยได้อย่างมหาศาลตั้งแต่ช่วงแรกๆ หากว่าตัวระบบสามารถทำงานและดำเนินไปอย่างถูกต้องเหมาะสม แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม ระบบการรับรองกลายเป็นเครื่องกีดขวางไม่ให้ผู้มีอาการเจ็บป่วยจำนวนมากมีสถานะในเชิงทางการว่าเป็นผู้ป่วย และเมื่อไม่ได้รับการรับรองก็หมายถึงไม่ได้รับการชดเชยหรือแม้แต่การช่วยเหลือ ระบบการรับรองนี้จัดตั้งและดำเนินการโดยรัฐบาล ตลอดเวลาที่ผ่านมามีการปรับเปลี่ยนคณะกรรมการมาหลายชุด โดยชุดล่าสุดคือ “คณะกรรมการสอบสวนการรับรองผู้ตกเป็นเหยื่อมลพิษแห่งจังหวัดคุมาโมโต” เกิดขึ้นภายหลังจากที่กฎหมายเพื่อการออกมาตรการพิเศษในการช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากมลพิษ (Law for Special Measures for Relief of Pollution-Related Health Damage) มีผลบังคับใช้บางส่วนเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2512 คณะกรรมการดังกล่าวประกอบด้วยแพทย์จำนวน 10 คนจากมหาวิทยาลัยคุมาโมโต โรงพยาบาลเมืองมินามาตะ และสถาบันอื่นๆ แม้คณะกรรมการจะเปลี่ยนชื่อและตัวบุคคลไปหลายครั้ง แต่ทั้งหมดก็ใช้วิธีการเดียวกันในการพิจารณารับรองผู้ป่วย นั่นคือการตั้งหลักเกณฑ์ว่าอาการป่วยแบบใดจึงเรียกว่าเป็นโรคมินามาตะ ทัศนะและเกณฑ์การพิจารณาโรคของคณะแพทย์ในสภามีลักษณะคับแคบและตายตัว ผู้ป่วยที่ได้รับการรับรองมักอยู่ในกลุ่มอาการรุนแรงและกลุ่มที่มีอาการเข้าลักษณะแบบฉบับของโรคมินามาตะเท่านั้น สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการเรื้อรังหรือยังไม่มีอาการรุนแรงมาก เช่น การปวดหัว การควบคุมมือและแขนไม่ได้ในบางครั้ง การสูญเสียความรู้สึกตามปลายประสาทของมือและเท้า การทำงานของกล้ามเนื้อที่ไม่ประสานกัน และการมองเห็นได้แคบกว่าสายตาของคนปกติ กลุ่มผู้ป่วยเหล่านี้จะถูกปฏิเสธ ดังนั้นกลุ่มที่ได้รับการรับรองจึงมีจำนวนจำกัดอย่างมาก กว่า 40 ปีนับตั้งแต่ที่มีการสร้างกลไกนี้ขึ้นมาจนถึงเดือนมกราคม 2546 จึงปรากฏว่ามีผู้ป่วยเพียง 2,265 คนเท่านั้นที่ผ่านเกณฑ์การรับรอง จากจำนวนที่ยื่นขอมากกว่า 40,000 คน ส่วนใหญ่ผู้ป่วยเหล่านี้เสียชีวิตไปก่อนที่จะได้รับการรับรอง สำหรับกลุ่มผู้ป่วยที่ยอมรับข้อเสนอจากรัฐบาลด้วยการรับเงินชดเชยแบบครั้งเดียวจบเมื่อเดือนกันยายน 2538 จำนวน 10,353 คน คนกลุ่มนี้ก็ไม่จัดเป็นผู้ป่วยโรคมินามาตะอย่างเป็นทางการเช่นกัน เนื่องจากไม่ผ่านการรับรอง ในจำนวนนี้เหลือเพียง 9,656 คนเท่านั้นที่มีชีวิตอยู่ทันได้รับความช่วยเหลือ จากการที่รัฐบาลออกหนังสือให้ไปใช้บริการทางการแพทย์ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

นพ. ฮาราดะ หนึ่งในผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางการทำงานและวิธีคิดเรื่องการรับรองของรัฐบาลแสดงความเห็นว่า ระบบดังกล่าวเป็นระบบการปฏิเสธคนไข้มากกว่า “ระบบที่รัฐบาลตั้งขึ้นมาแทนที่จะเชื่อมความช่วยเหลือให้ไปถึงผู้ป่วย กลับกลายเป็นตัวบั่นทอนและเหนี่ยวรั้งความช่วยเหลือที่จะมีให้กับผู้ป่วย ตัวคณะกรรมการที่ทำหน้าที่อยู่ในนั้นมักเข้าข้างรัฐบาลและบริษัท คนไข้แต่ละรายที่รอการตัดสินใจจากคณะกรรมการว่าเป็นผู้ป่วยโรคนี้จะต้องรอนานหลายวันจึงจะได้รับการวินิจฉัย” สิ่งที่เกิดขึ้นนี้กลายเป็นการกระทำที่ซ้ำเติมความทุกข์และความเจ็บปวดแก่ผู้ป่วยและครอบครัวอย่างรุนแรง คนเหล่านี้ไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือและการดูแลรับผิดชอบได้เลยเมื่อไม่ผ่านการรับรอง ส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่ถูกปฏิเสธจากระบบนี้ได้แต่ก้มหน้ารับความชอกช้ำเพิ่มเติม แต่มีบางกลุ่มที่เลือกใช้วิธีการฟ้องร้องต่อศาล ซึ่งเกิดคดีความขึ้นไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นการฟ้องเนื่องจากการทำงานล่าช้า การปฏิเสธการเป็นผู้ป่วยของพวกเขาโดยไม่มีการตรวจสอบข้อมูลอย่างถี่ถ้วน ขณะเดียวกันก็มีบางกลุ่มที่เลือกแนวทางการประท้วงเพื่อกดดันให้ได้เจรจาโดยตรงกับบริษัทชิสโสะ แต่แน่นอนว่า ทั้งบริษัทและรัฐต่างก็มีจุดยืนแน่ชัดเดียวกัน นั่นคือ ผู้ป่วยโรคมินามาตะในความหมายทางการได้แก่กลุ่มผู้ป่วยที่ผ่านการรับรองแล้วเท่านั้น คำถามสำคัญจาก นพ. ฮาราดะก็คือ หากพวกเขาไม่เชื่อว่าผู้ที่อาศัยอยู่รอบทะเลชิรานุยและมีอาการผิดปกติของระบบประสาทป่วยด้วยโรคมินามาตะแล้ว ถ้าเช่นนั้นพวกเขาบอกได้หรือไม่ว่า ผู้ป่วยเหล่านี้ป่วยเป็นโรคอะไร ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่คลุกคลีอยู่กับเรื่องนี้ นพ. ฮาราดะบอกว่า นี่เป็นข้อสงสัยที่เขาเฝ้าถามขึ้นมาหลายครั้ง แต่ยังไม่เคยได้รับคำตอบเลย

การต่อสู้ยังไม่จบ

“เราได้แสดงความรับผิดชอบไปแล้ว เรื่องมันจบไปแล้ว...” อิชิโร โอฮิระ ผู้บริหารฝ่ายกิจการทั่วไปและทรัพยากรบุคคลของชิสโสะคอร์ปอเรชั่นตอบอย่างไม่เต็มเสียงนัก ในตอนหนึ่งของการเจรจากับกลุ่มตัวแทนผู้ป่วยโรคมินามาตะ เมื่อช่วงเช้าวันที่ 19 มิถุนายน 2549 บนอาคารสูงของบริษัทชิสโสะในกรุงโตเกียว น้ำเสียงและสีหน้าของเขาถูกควบคุมไว้ในความสงบเย็น ทว่ามือทั้งสองข้างกลับสั่นระริกเกือบตลอดสามชั่งโมงของการโต้ตอบกัน

“คุณหมายความว่ายังไง ‘จบไปแล้ว’” เสียงพูดที่ดังออกมาเกือบพร้อมกันของตัวแทนผู้ป่วยกว่า 20 คนที่นั่งเผชิญหน้ากับฝ่ายชิสโสะ พัดโหมให้บรรยากาศแห่งความโกรธและไม่พอใจกระจายไปทั่วห้องประชุม ข้างๆ โอฮิระมีเจ้าหน้าที่ระดับผู้บริหารขนาบอยู่ คือ อะคิฮิโกะ ซันเป ผู้จัดการฝ่ายกิจการทั่วไปและทรัพยากรบุคคล กับทัตสึยา อะโอคิ หัวหน้าฝ่ายกิจการสิ่งแวดล้อม

กลุ่มผู้ป่วยโรคมินามาตะและผู้สนับสนุนได้นัดพบเพื่อเจรจากับบริษัทชิสโสะอีกครั้งในวาระที่การค้นพบโรคมินามาตะมีอายุครบ 50 ปี พวกเขามาเพื่อทวงถามความรับผิดชอบต่อผู้ป่วยที่ค้นพบเพิ่มอีกกว่า 3,000 ราย และเรียกร้องให้ทางบริษัทหยุดพฤติกรรมการทำลายสิ่งแวดล้อมในเมืองมินามาตะ

“ผมไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจบ แต่เราได้ทำตามข้อตกลงปี 1995 ซึ่งก็ครอบคลุมไปถึงผู้ป่วยที่ยังไม่ได้รับการรับรองแล้ว... ทางบริษัทจะคิดเองว่าเราควรจะทำอะไรเมื่อเวลานั้นมาถึง ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลา” โอฮิระยังคงควบคุมน้ำเสียงให้อยู่ในความเยือกเย็นต่อไป

“คุณรู้หรือเปล่าว่าผลกระทบจริงๆ คืออะไรบ้าง ไม่มีใครรับรู้เลยใช่ไหม พวกคุณไม่คิดว่ามันจะต้องพยายามมองปัญหาที่เกิดขึ้นในมุมมองที่ยาวขึ้นบ้างเลยหรือ” ตัวแทนผู้ป่วยคนหนึ่งกล่าวสวนออกมาอย่างเร็ว

“เราไม่ใช่หมอและเราไม่สามารถตัดสินใจได้ มันเกินหน้าที่ของเรา ...เราทำอะไรไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมื่อตอนนี้ช่องทางสาธารณะก็เปิดให้อยู่แล้ว หากเราจ้างหมอมาตรวจผู้ป่วย เราคงต้องล้มละลาย” โอฮิระพยายามตัดบท เป็นที่ชัดเจนว่า การเจรจาโต้ตอบครึ่งค่อนวันจบลงไม่ต่างจากที่ผ่านๆ มา

บ่ายวันเดียวกันนั้น ตัวแทนผู้ป่วยชุดเดียวกันได้เข้าพบยาซูคิ เอดะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อม ที่มาแทนยูริโคะ โคอิเคะ รัฐมนตรีว่าการ ประมาณ 2 ปีก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2547 ศาลฎีกาได้มีคำตัดสินต่อคดีคันไซ ระบุให้รัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นมีส่วนรับผิดชอบต่อกรณีโรคมินามาตะ พร้อมทั้งมีคำตัดสินที่ชัดเจนเกี่ยวกับอาการของโรคมินามาตะ ว่าเป็นอย่างไรและมีอะไรบ้าง ข้อวินิจฉัยของศาลที่สำคัญและนับว่าเป็นนิมิตหมายใหม่คือ การระบุว่าทั้งรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นละเลยในการควบคุมปัญหามลพิษกรณีนี้จนเป็นเหตุให้ปัญหาลุกลาม อีกทั้งทางการยังไม่ยอมรับผู้ป่วย ปล่อยปละให้ได้รับความทุกข์โดยปราศจากความช่วยเหลือใดๆ ทั้งๆ ที่โดยบทบาทหน้าที่แล้วรัฐบาลต้องให้ความช่วยเหลือ แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม ดังนั้นรัฐบาลจึงเป็นผู้ละเมิดผู้ป่วยเหล่านี้เสียเอง

ทางกระทรวงสิ่งแวดล้อมและรัฐบาลญี่ปุ่นได้แถลงคำขอโทษเพื่อแสดงความรับผิดชอบตามการตัดสินของศาลฎีกา และในเดือนมิถุนายน ปีต่อมา รัฐบาลก็จ่ายเงินค่าชดเชยตามคำตัดสิน แต่ก็ยังคงยืนกรานปฏิเสธไม่ยอมเปลี่ยนหลักเกณฑ์การรับรองผู้ป่วยตามที่กลุ่มผู้ป่วยได้เรียกร้องมาตลอด ทั้งยังนิ่งเฉยต่อข้อเรียกร้องที่ขอให้มีการศึกษาทางระบาดวิทยาอย่างจริงจังเพื่อจะได้รู้ถึงขอบเขตและระดับผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นวิชาการ ในอีกทางหนึ่ง คำตัดสินของศาลก็ส่งผลกระตุ้นให้ผู้ป่วยมายื่นขอรับการรับรองมากขึ้น ด้วยสาเหตุหลากหลายประการ นับตั้งแต่ผู้ป่วยคิดตกแล้วที่จะเปิดเผยตัวเอง หลังจากที่ก่อนหน้านั้นกังวลว่าลูกหลานหรือสมาชิกในครอบครัวจะได้รับผลกระทบทางสังคม หรือบางรายก็เนื่องมาจากมีอาการป่วยมากขึ้นตามอายุที่มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยที่เกิดจากมารดาที่บริโภคปลาปนเปื้อนสารประกอบอินทรีย์ของปรอทในระหว่างตั้งครรภ์ กลุ่มนี้มีสุขภาพแย่ลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันก็มีอีกหลายคนที่เพิ่งรู้ว่า อาการเจ็บป่วยต่างๆ ที่เป็นมานานคือกลุ่มอาการของโรคมินามาตะ หรือเพิ่งรู้ว่าตัวเองมีสิทธิที่จะยื่นขอรับการวินิจฉัยเพื่อรับรองว่าเป็นโรคมินามาตะและผู้ป่วยต้องมาใช้สิทธินี้ด้วยตัวเอง ทั้งนี้นับตั้งแต่ศาลฎีกามีคำตัดสินจนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2548 ปรากฏว่ามีผู้มายื่นขอการรับรองการเป็นผู้ป่วยเป็นจำนวนถึง 3348 ราย แต่รัฐก็ยังคงไม่แสดงความใส่ใจในการรับผิดชอบต่อผู้ป่วยเหล่านี้เช่นเดิม

ในการเข้าพบรัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อม ชิเกรุ อิซายามา ประธานสมาคมสนับสนุนช่วยเหลือโรคมินามาตะ และฮิเดคิ ซาโตะ ประธานสมาคมช่วยเหลือเหยื่อโรคมินามาตะ พร้อมกลุ่มผู้ป่วยและผู้สนับสนุนกว่า 30 คน จึงยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลรวม 4 ข้อ ได้แก่ 1) ขอให้ตั้งองค์กรขึ้นมาตรวจสอบความผิดชอบของรัฐบาลต่อกรณีโรคมินามาตะ 2) ให้ตรวจสอบระดับความรุนแรงของปัญหาและสอบหาผู้ป่วยกลุ่มเพิ่มเติมโดยด่วน เพื่อให้ความช่วยเหลือ เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ป่วยจำนวนมากอยู่ในวัย 30 – 50 ปีที่เป็นโรคมินามาตะมาแต่กำเนิดและอาการป่วยรุนแรงมากขึ้น 3) ปรับปรุงระบบการรับรองผู้ป่วยโรคมินามาตะ และให้มีการตรวจสอบมาตรการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคนี้ตามคำตัดสินของศาลฎีกา รวมทั้งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบความเสียหายที่แท้จริงจากพิษของสารปรอทและปัญหาที่เกิดขึ้นจากระบบการรับรองผู้ป่วยที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และ 4) ขอให้รัฐบาลจัดหามาตรการช่วยเหลือด้านสวัสดิการ การดำเนินชีวิต การรักษาทางการแพทย์ และอื่นๆ โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มผู้ป่วยที่ต้องพิการด้วยโรคนี้มาแต่กำเนิด ในฐานะที่รัฐบาลเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ความสูญเสียจากโรคนี้ลุกลามออกไปอย่างรุนแรง

บาดแผลทางสังคม

ผู้ป่วยโรคมินามาตะไม่เพียงทุกข์ทรมานทางร่างกายเท่านั้น แต่พวกเขายังถูกกระทำซ้ำในทางจิตใจและทางสังคมอย่างรุนแรง ด้วยสภาพของร่างกายและอาการของโรคที่แสดงออกมาอย่าน่ากลัว ในระยะแรกผู้ที่ป่วยด้วยโรคนี้จึงถูกตั้งข้อรังเกียจว่าป่วยเป็นโรคประหลาด ยิ่งมีการสันนิษฐานทางการแพทย์ในเบื้องต้นว่านี่เป็นโรคติดต่อร้ายแรง การกีดกันจากสังคมก็ยิ่งรุนแรง ดังกรณีของครอบครัวทานากะ เมื่อชิซุโกะและจิตสึโกะถูกแยกไปอยู่อาคารผู้ป่วยติดเชื้อร้ายแรง ครอบครัวนี้ก็กลายเป็นที่รังเกียจของเพื่อนบ้าน ไม่มีใครอยากสมาคมด้วย สิ่งเดียวนี้เกิดขึ้นกับครอบครัวของผู้ป่วยรายอื่นๆ ด้วย ปรากฏการณ์เช่น เจ้าของร้านชำไม่ยอมขายของและรับเงินจากเด็กป่วยที่มาซื้อของที่ร้าน เพื่อนบ้านเลิกคบ ญาติไม่มาเยี่ยมเยียน เหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยทั่วไป กระทั่งผู้ป่วยและสมาชิกในครอบครัวเองก็ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น เมื่อพบปะคนรู้จักระหว่างทาง พวกเขาต้องรีบเดินหลีกหนีไปไกล หลายคนต้องหลบไปเดินตามทางรถไฟระหว่างบ้านกับโรงพยาบาลเพื่อหนีสายตาผู้คน

นอกจากนี้ ชาวเมืองมินามาตะทั่วไปยังตั้งข้อรังเกียจบรรดาผู้ป่วย ด้วยเหตุว่าพวกเขาทำให้เมืองมินามาตะเสื่อมเสียชื่อเสียง เพราะในขอบเขตที่กว้างขึ้น ชาวมินามาตะทั้งหมดก็กลายเป็นคนที่สังคมข้างนอกกลัวและรังเกียจเช่นเดียวกัน ดังปรากฏว่า บุตรหลานจากเมืองนี้มักถูกปฏิเสธการจ้างงานจากเมืองอื่นๆ ถูกปฏิเสธโอกาสในการศึกษาและการแต่งงาน ผลผลิตจากการทำประมงของเมืองนี้ก็ไม่สามารถขายให้ใครได้ ครั้งหนึ่งจึงเคยมีความพยายามที่จะเปลี่ยนชื่อเมืองมินามาตะไปเป็นชื่ออื่น สภาพเลวร้ายนี้รุนแรงอย่างยิ่งในช่วงแรกที่ไม่สามารถบอกได้ว่าโรคนี้เกิดขึ้นจากอะไร แต่แม้ต่อมาจะมีการยืนยันแล้วว่าโรคนี้เกิดจากสารพิษในน้ำเสียของโรงงานชิสโสะ การเหยียดหยามกลุ่มผู้ป่วยก็ยังมิได้ลดน้อยลง โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ต่อสู้เพื่อเรียกค่าชดเชยจากบริษัทต่างถูกประณามทั้งจากเพื่อนบ้านและสังคมภายนอกต่างๆ นานา ด้วยข้อหาหลักๆ คือ เป็นพวกเห็นแก่เงิน เห็นแก่ตัว ไม่รู้จักพอ และไม่รักบ้านเกิด

ขณะเดียวกัน นักการเมืองหลายคนก็ประณามกลุ่มผู้ป่วยที่ต่อสู้ให้ได้รับการรับรองการเป็นโรคนี้จากรัฐบาลและการเรียกค่าชดเชยอย่างรุนแรง เช่น สมาชิกสภาจังหวัดคุมาโมโตคนหนึ่งกล่าวเมื่อปี 2518 ว่า “คณะกรรมการรับรองผู้ป่วยลำบากใจมากที่จะแยกความจริงออกจากความเท็จ บางคนสายตาไม่มีปัญหาอะไรเลยเวลาไปสมัครขอใบขับขี่ แต่เมื่อมาตรวจสุขภาพเพื่อขอการรับรอง กลับบอกว่า สายตามีขอบเขตที่มองเห็นได้จำกัด” หรือสมาชิกคนหนึ่งของพรรคแอลดีพี กล่าวเมื่อปี 2522 ว่า “ในจังหวัดคุมาโมโต คนพากันสมัครขอการรับรองว่าเป็นโรคเพราะอยากจะได้เงิน ผมคิดว่าอีกหน่อยประชากรของจังหวัดนี้คงมาขอรับรองจากรัฐบาลว่าเป็นโรคมินามาตะกันหมด ผมก็อยากอยู่จังหวัดนี้ด้วยและอยากให้รับรองผมว่าป่วยเป็นโรคนี้ด้วยเหมือนกัน”

ความหมายของตุ๊กตาหินสลัก

ทะเลเบื้องหน้าสงบนิ่ง ไร้คลื่นลมและความพลุกพล่านของเรือประมง ห่างฝั่งไปไม่มากนัก เกาะขนาดย่อม 2- 3 เกาะตั้งโดดเด่นเสมือนหมุดยักษ์ที่ปักกั้นระหว่างทะเลตอนในกับทะเลตอนนอกที่กว้างใหญ่สุดสายตา ชายฝั่งที่พวกเรายืนอยู่ไม่มีสภาพของหาดทรายเหลือให้เห็น แต่เป็นขั้นบันไดปูนแข็งแรงที่ทอดขึ้นไปยังลานคอนกรีตกว้างสะอาดตา ห่างออกไปทางด้านซ้ายมีสวนสาธารณะ ที่นั่นเต็มไปด้วยตุ๊กตาหินสลักขนาดย่อมหลายสิบตัว ตั้งประดับบนพื้นหญ้ากระจายห่างกันเป็นจุดๆ แต่ละตัวต่างอิริยาบถ หากทว่าสายตาทุกคู่ล้วนมองออกไปสู่ทะเลกว้าง ที่นี่มีผู้คนบางตา บ้างนั่งพักผ่อน บ้างเดินเล่น บนสันเขื่อนคอนกรีตริมทะเลมีคนนั่งนิ่งพร้อมเบ็ดคันใหญ่ในมือ การรอคอยของเขาเริ่มตั้งแต่ก่อนเรามาถึงและดูเหมือนจะยังคงเนิ่นนานต่อไป ดวงอาทิตย์ดวงโตกำลังทอแสงทองสุดท้ายของวันขณะค่อยๆ เลื่อนตัวต่ำลงข้างเกาะเบื้องหน้า ภาพที่เห็นช่างสงบงาม เราคงดื่มด่ำกับบรรยากาศยามเย็นและความงามของที่นี่อย่างรื่นรมย์หากไม่ต้องรับรู้ว่า ณ ที่แห่งนี้แฝงฝังไว้ด้วยโศกนาฏกรรมครั้งเลวร้ายที่สุดของมนุษยชาติที่เกิดขึ้นจากมลพิษอุตสาหกรรม “ที่แถบนี้เรียกว่าท่าเรือเฮียกเคง ใต้พื้นคอนกรีตที่เรากำลังยืนอยู่คือสารปรอทปริมาณมหาศาลที่ขุดขึ้นมาจากอ่าวมินามาตะ ที่เคยสะสมจนหนาเกือบสี่เมตรและกระจายเป็นบริเวณกว้างมาก” เป็นเสียงของโยจิ ทานิ เลขาธิการเครือข่ายความสมานฉันท์แห่งเอเชียและมินามาตะ ที่ดังแทรกห้วงคำนึงขึ้นมา ตลอดเวลา 2 เดือนที่มินามาตะแห่งนี้ ทานิซังให้เวลากับเราอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย ทั้งยังช่วยจัดการการเดินทางสู่ที่อื่นๆ ในญี่ปุ่นด้วย ทานิอธิบายต่อถึงเรื่องโครงการฟื้นฟูอ่าวมินามาตะว่า ทางจังหวัดคุมาโมโตทำแผนมาตั้งแต่ปี 2510 ด้วยการขุดบริเวณที่ปนเปื้อนสารปรอทขึ้นมากองรวมกัน พร้อมกับกวาดจับปลาในอ่าวขึ้นมา แล้วฝังไว้ด้วยกัน ก่อนจะถมพื้นที่แถบนี้ทั้งหมดทับสารปรอทอีกที โดยระเบิดภูเขาจากเกาะที่อยู่ไม่ห่างออกไปมาใช้ จากนั้นก็ตกแต่งขึ้นมาเป็นสวนสาธารณะเรียกว่า “สวนสาธารณะเพื่อนิเวศน์” อย่างที่พวกเราเห็นอยู่ตรงหน้า งานทั้งหมดเพิ่งเสร็จเมื่อปี 2533

“แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่หนึ่งด้วยการทำลายสิ่งแวดล้อมอีกที่หนึ่ง” นั่นคือบทสรุปทิ้งท้ายจากทานิซัง ก่อนก้าวนำเราออกจากสวนสาธารณะเพื่อนิเวศน์ ซึ่งมีสารปรอทปริมาณมหาศาลที่เป็นตัวก่อ “โรคมินามาตะ” อันแสนทุกข์ทรมานถูกฝังอยู่ข้างใต้ เราหันมองหมู่ตุ๊กตาหินสลักอีกครั้ง ครุ่นคิดไปถึงเจตนารมณ์ของบรรดาผู้ป่วยและผู้ช่วยเหลือสนับสนุนการต่อสู้ทั้งหลายที่ร่วมกันสร้างตุ๊กตาเหล่านั้นขึ้นมา เพื่อเป็นตัวแทนแสดงความรู้สึกต่างๆ ทั้งความสำนึกเสียใจต่อบาปที่มนุษย์เป็นผู้กระทำ ทั้งการรำลึกถึงผู้ที่ต้องตายและทุกข์ทนด้วยพิษปรอท ทั้งปลอบประโลมและขอบคุณสำหรับความเข้มแข็งอดทนของผู้คนทั้งหลายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงความหวังที่ว่า ดินแดนแห่งโรคร้ายและความตายนี้จะแปรเปลี่ยนเป็นแผ่นดินอันสะอาดบริสุทธิ์ได้สักวัน

เอกสารประกอบการเขียน

1. “A Chronology of Minamata Disease.” AMPO: Japan Asia Quarterly Review Vol. 27 No.3, 1997

2. Foundation Minamata Disease Centre Soshisha. Minamata Disease, Illustrated

3. George, Timothy S. Minamata : Pollution and the Struggle for Democracy in Postwar Japan. Harvard University Asia Center. 2001

4. HARADA Masazumi. “Grassroots Movements by Minamata Disease Victims.” Publication III – A, International Christian University and Institute of Asian Cultural Studies, March 2001: 255 – 263

5. HARADA Masazumi. “Minamata Disease: Methylmercury Poisoning in Japan Caused by Environmental Pollution.” Critical Reviews in Toxicology, 25(1), 1995: 1 – 24

6. HARADA Masazumi. Translated by Tsushima Sachi และ Timothy S. George, translation edited by Timothy S. George. Minamata Disease, 1972

7. Letter to Mr. Yuriko Koike, Minister of the Environment, June 19th, 2006 submitted by Shigeru Isayama, head of the Minamata-Byo Gojokai (Minamata Disease Mutual Aid Society; and Hideki Sato, head of the Minamata-Byo Higaisha Gojokai (Minamata Disease Victims Mutual Aid Society)

8. Letter to the Chisso Company, March 20th 2006, and personal observation in the meeting between representatives of Chisso and the Minatama disease patients, June 19th 2006.

9. Minamata Forum. Minamata Disease Exhibition : English Guide

10. MURAYAMA Mari. “Japanese Government Found Partly to Blame for Minamata Disease.” http://quote.bloomberg.com/apps/news?pid=10000101&sid=a8SulqjNMJE4&refer=japan

11. TANI Yoichi. “New Development Since the Supreme Court’s Verdict (the Kansai Lawsuit) : The Patients’ Movement.” 2006

12. Ui, Jun. Ed. Industrial Pollution in Japan. United Nations University Press. 1992

13. สัมภาษณ์, ศ.นพ. ฮาราดะ มาซาซูมิ, ศ. อวาจิ ทาเคฮิสะ, ศ. โตกาชิ ซาดาโอะ, อลีน เมียวโกะ สมิธ, ทานิ โยอิจิ, ซาคาโมโต ฟูจี และซาคาโมโต ชิโนบุ, มีนาคม-พฤษภาคม 2549


ขอขอบคุณ

 โยจิ ทานิ, ศ. นพ. มาซาซูมิ ฮาราดะ, ศ. นพ. ทาคาชิ มิยาคิตะ, ศ. นพ. มาซาโนริ ฮานาดะ, ศ. นพ. โนริโอะ อิชิดะ, ไอลีน เมียวโกะ สมิธ, จุนโกะ โอคุระ, โตชิยูกิ โดอิ และ ยูกะ คิกูชิ – สำหรับความรู้ ความช่วยเหลือ และไมตรีจิต

 The Open Research Center for Minamata Studies, Kumamoto Prefecture – สำหรับการเอื้ออำนวยสถานที่ค้นคว้าและทำงาน

 โครงการปัญญาชนแห่งเอเชียเพื่อประโยชน์สาธารณะ มูลนิธินิปปอน – สำหรับการสนับสนุนให้โอกาสในการเรียนรู้ครั้งนี้เป็นจริงได้