มินามาตะ มองจากมุมของเหยื่อและผู้ช่วยเหลือ (ต่อ)


มินามาตะ มองจากมุมของเหยื่อและผู้ช่วยเหลือ

ฟูจี ซาคาโมโต

ฟูจีเป็นผู้ป่วยรุ่นแรกๆ ที่ออกมาต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรม สมาชิกทุกคนในครอบครัวของเธอล้วนป่วยด้วยโรคมินามาตะ ลูกสาวคนโตนั้นจากไปเมื่ออายุเพียง 5 ขวบ ส่วน “ชิโนบุ” ลูกสาวคนที่สองก็ต้องพิการแต่กำเนิด แม้แต่ลูกชายคนสุดท้องก็ป่วยด้วยโรคนี้เช่นกัน แต่ไม่ผ่านผลการรับรองจากทางการว่าเป็นผู้ป่วยเช่นเดียวกับพ่อของเขา ส่วนตัวเธอได้รับการรับรองว่าเป็นผู้ป่วยโรคมินามาตะเมื่อปี พ.ศ. 2516

• ช่วยเล่าถึงครอบครัวและสภาพชีวิตในตอนที่เริ่มมีปัญหาการเจ็บป่วย

ฉันโตขึ้นมาในหมู่บ้านแถบภูเขา ไม่ชอบอยู่ริมทะเล แต่เมื่อแต่งงานกับสามีที่เป็นชาวประมงเมื่อปี 1946 (พ.ศ. 2489) เราจึงย้ายมาอยู่ที่มินามาตะด้วยกัน แต่งงานกันหลายปีก็ยังไม่มีลูก จนกระทั่งได้ “มายุมิ” ในปี 1953 (พ.ศ. 2496) เรามีความสุขมาก ผ่านไปสักสองปีมายุมิก็ป่วยหนักจนต้องพาไปรักษาที่โรงพยาบาลชิสโสะ ตอนแรกเราคิดว่าเป็นโรคขาดสารอาหาร แต่หมอก็ไม่สามารถรักษาได้ พ่อของมายุมิต้องอุ้มไปรักษาที่โรงพยาบาลคุมาโมโตแทน แต่ก็ไม่ดีขึ้น ตอนนั้นครอบครัวของเราจนมาก ไม่ค่อยมีเงินรักษา ในที่สุดเราต้องอุ้มมายุมิกลับมาอยู่บ้าน ตอนนี้มายุมิแทบจะกินอะไรไม่ได้เลย กลืนได้แค่ไอศกรีมนิดหน่อย อาการแย่ลงเรื่อยๆ แล้วลูกก็จากเราไปเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 1958 (พ.ศ. 2501) ตอนอายุได้ 5 ขวบ

• ทราบว่าทุกคนในบ้านเป็นโรคนี้กันทั้งหมด

ฉันมีลูก 3 คน คนโตคือมายุมิ คนที่สองคือชิโนบุ และลูกชายคนสุดท้องชื่อทาโมสึ ตอนแรกที่ชิโนบุเกิดมาก็ปกติดี แต่พออายุสัก 5-6 เดือนก็เห็นว่าเขาทรงตัวไม่ได้เลย ไม่เหมือนลูกของพี่ชายที่แวะมาเยี่ยมเราที่บ้าน พออายุเข้า 3 ขวบ เราเริ่มเห็นความผิดปกติจากกระดูกที่คอ คือเขาตั้งคอไม่ได้ ตอนแรกฉันคิดว่าเป็นโรคโปลิโอ มือและเท้าของชิโนบุก็ดูไม่สามารถเคลื่อนไหวเหมือนกัน ฉันคิดว่าจะต้องไม่ให้ชิโนบุตายไปอีกคน จึงรีบพาลูกไปหาหมอ หมอบอกว่าลูกมีอาการแบบอัมพาต เพราะสมองมีความผิดปกติตั้งแต่ก่อนคลอด (cerebral palsy) ตอนนั้นฉันไม่รู้เลยว่าเป็นเพราะอะไร ไม่รู้ว่าทำไมลูกของฉันและเด็กในหมู่บ้านอีกหลายคนก็ป่วย มีหลายคนตายไป จนผ่านไปแล้ว 7 ปี ถึงรู้ว่าเป็นเพราะตัวเองกินปลาที่มีสารพิษสะสมอยู่โดยไม่รู้ตัว สารปรอทในเนื้อปลาซึมผ่านสายรกเข้าไปทำลายสมองของชิโนบุตั้งแต่อยู่ในท้อง

แต่ชิโนบุก็ยังดีกว่าเด็กที่ป่วยแบบเดียวกันอีกหลายคน อาการของชิโนบุถือว่าอยู่ในระดับกลาง มีเด็กอีกจำนวนมากที่มีอาการหนักและแย่กว่าชิโนบุมาก

สามีของฉัน ทาเคโยชิ ซาคาโมโต เขาก็เป็นคนแข็งแรงเดินเหินปกติ อาการของเขาค่อยๆ เป็นจนเราไม่ทันรู้ตัว แล้ววันหนึ่งเขาก็ป่วยจนไม่สามารถออกไปจับปลาได้อีก ต้องเปลี่ยนไปสมัครหางานทำกับโรงงานชิสโสะ เขาเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อ 7 ปีที่แล้ว (พ.ศ. 2542)

ในปี 1972 (พ.ศ. 2515) ฉันกับสามีได้ยื่นขอคำรับรองจากรัฐบาลว่าเป็นผู้ป่วยโรคมินามาตะ แล้วยังมีพี่น้องคนอื่นๆ อีกที่ป่วยเหมือนกัน แต่ยังไม่ได้รับการตรวจจากหมอ ในที่สุดฉันได้รับการรับรอง แต่สามีไม่ได้ ลูกชายคนเล็กก็ไม่ได้รับการรับรองจากทางการเหมือนกัน

• ทราบว่าได้เดินทางไปรณรงค์เรื่องนี้ในที่ประชุมของสหประชาชาติที่กรุงสต็อกโฮล์มเมื่อปี 1972 พร้อมกับชิโนบุและคนอื่นๆ ด้วย ตอนนั้นต้องการบอกอะไรแก่ชาวโลกบ้าง

ผู้ป่วยโรคมินามาตะที่ไปพร้อมกันยังมีฮามาโมโต สึกิโนริอีกคนหนึ่ง และมีคุณหมอฮาราดะและอาจารย์อุย เราไปช่วยกันรณรงค์ ฉันบอกแก่ทุกคนว่าพวกเราทุกข์และทรมานมากเพียงพอแล้ว สำหรับคนทั้งโลก ฉันอยากวิงวอนกับโลกนี้ว่า เราไม่อยากให้มีความทุกข์ทรมานแบบนี้เกิดขึ้นกับใครอีกเลย

• คิดยังไงจึงได้ต่อสู้กับบริษัทชิสโสะ

ตอนแรกๆ เราไม่รู้หรอกว่าบริษัทชิสโสะเป็นต้นเหตุ จนในที่สุดรัฐบาลกลางก็สรุปออกมาอย่างเป็นทางการในปี 1968 (พ.ศ. 2511) ว่า บริษัทชิสโสะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคนี้ แต่บริษัทปฏิเสธไม่ยอมรับผิดชอบ ไม่ยอมจ่ายเงินชดเชยให้กับผู้ที่ป่วย เขาให้เงินชาวบ้านเล็กน้อย บอกว่าเป็นการช่วยเหลือทางมนุษยธรรม ฉันเอาเงินไปโยนใส่หน้าเจ้าของบริษัทเพราะโกรธแทนผู้ป่วยคนอื่นๆ ที่บริษัทไม่ยอมรับผิดชอบอะไรพวกเขาเลย ฉันบอกว่าเราไม่ต้องการเศษเงินของเขา

ในปีถัดมาพวกเราจึงตัดสินใจฟ้องศาลกัน เริ่มจาก 28 ครอบครัวก่อน มีผู้ป่วยที่ร่วมกันฟ้อง 40 คน สำหรับครอบครัวของฉัน มีการฟ้องให้กับมายูมิและชิโนบุเท่านั้น ส่วนฉันกับสามียังไม่ได้เข้าร่วมอยู่ในกลุ่มคนที่ฟ้อง

พวกเราจะไม่ยอมหยุดต่อสู้เรื่องนี้ เราจะต้องต่อสู้ต่อไป ตอนนี้ยังมีผู้ป่วยใหม่อีกสามถึงสี่พันคนที่ยังไม่ได้รับการรับรองจากทางการเลย เราต้องต่อสู้ให้มีการแก้ไขเรื่องนี้


ชิโนบุ ซาคาโมโต

ผู้ป่วยโรคมินามาตะแต่กำเนิดผู้นี้เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2499 ที่หมู่บ้านยูโด (Yudou) ในเมืองมินามาตะ บนชายฝั่งตะวันตกของเกาะคิวชู เธอมีอายุ 50 ปีเท่าๆ กับอายุของโรคมินามาตะตามที่ทางการยอมรับ ดังที่เพิ่งมีการจัดงานรำลึก 50 ปีกรณีมินามาตะไปเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา

พ่อและแม่ของชิโนบุเป็นชาวประมง ทั้งพ่อ แม่ พี่ และน้องของเธอต่างก็ป่วยด้วยโรคมินามาตะทุกคน โดยพี่สาวเสียชีวิตด้วยโรคนี้ตั้งแต่อายุ 5 ขวบ

แม้ว่าจะมีสภาพร่างกายพิการมาแต่เด็ก ไม่สามารถพูด เดิน เคลื่อนไหว และช่วยตัวเองได้เช่นคนปกติทั่วไป แต่ชิโนบุก็มีจิตใจที่เข้มแข้งและมีจิตใจสาธารณะ เธอเป็นหนึ่งในผู้นำกลุ่มผู้ป่วยโรคมินามาตะที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องความเป็นธรรมและความรับผิดชอบจากรัฐบาลและบริษัทชิสโสะ เธอร่วมฟ้องเรียกค่าเสียหายกับบริษัท และร่วมเดินทางไปรณรงค์ให้ชาวโลกรับรู้โรคนี้นับตั้งแต่ครั้งที่มีการประชุมของสหประชาชาติที่กรุงสต็อกโฮล์ม เมื่อปี พ.ศ. 2515 ตลอดจนไปยังประเทศต่างๆ อีกหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย

• ทำไมจึงออกมาต่อสู้

รู้สึกว่าไม่ยุติธรรม มันโกรธ บริษัทชิสโสะไม่รับผิดชอบอะไรและโรงงานยังเปิดอยู่เหมือนเดิม ทำไมเขาถึงไม่ถูกลงโทษ มีหลายที่เมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือเหตุร้ายแรงขึ้นมา ผู้บริหารของบริษัทจะรับผิดชอบด้วยการลาออก แต่ผู้บริหารของบริษัทชิสโสะไม่เคยมีใครลาออกเลย ทุกวันนี้ก็ยังไม่สำนึกผิดและยังทำลายสิ่งแวดล้อมอยู่เหมือนเดิมด้วย

• เมื่อก่อนครอบครัวที่มีลูกป่วยเป็นโรคมินามาตะจะซ่อนลูกไว้แต่ในบ้านเพราะอายและกลัวสังคมรังเกียจ ทำไมแม่ของคุณถึงยอมให้ออกมารณรงค์เรื่องนี้

แม่เองเป็นสนับสนุนให้ออกมาสู้ แม่ไม่เหมือนคนอื่น แม่ทำให้เรากล้า และแม่ก็เป็นคนออกมาต่อสู้ก่อนเราด้วย แม่บอกว่าไม่ต้องการให้โรคแบบนี้เกิดขึ้นกับใครอีก

• ต้องการอะไรที่ออกมาต่อสู้

การเป็นโรคนี้มันทรมานมาก และเราไม่ใช่พิการเพราะโรคภัยไข้เจ็บหรือความผิดปกติที่เกิดขึ้นเอง แต่เราต้องพิการเพราะมลพิษเพราะน้ำเสียจากโรงงานชิสโสะ อยากบอกให้คนรู้ อยากให้สังคมรับรู้ และจะทำงานนี้ต่อไป ในชีวิตที่ผ่านมาได้ยินหลายคนพูดว่าอย่าปล่อยให้โรคแบบนี้เกิดขึ้นอีก แต่ก็ไม่เห็นมีการศึกษาวิจัยอย่างจริงจังว่า ในความจริงนั้นมีผู้ป่วยทั้งหมดเท่าไหร่ มีมากแค่ไหน แล้วก็ไม่เห็นมีใครหยุดยั้งบริษัทชิสโสะให้เลิกปล่อยน้ำเสียลงทะเลเลย

• เมื่อออกมาต่อสู้แล้วต้องเจอกับอะไรบ้าง

ตอนแรกมีคนดูถูกมาก แม้แต่เพื่อนบ้านและเพื่อนของเราเองก็ยังดูถูก กล่าวหาว่าเราเห็นแก่เงิน อยากได้เงิน บางคนว่าได้เงินแล้วมีความสุข คำพูดพวกนี้ทำให้เรารู้สึกแย่และเจ็บปวดมาก เมื่อตอนที่เราชนะคดีก็มีการอิจฉากันที่เราได้เงินค่าชดเชย เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเราต้องต่อสู้ เราต้องการความเป็นธรรม ต้องการให้บริษัทรับผิดชอบ

• การต่อสู้ของผู้ป่วยทำให้รัฐและสังคมเรียนรู้อะไรบ้าง

คนในรัฐบาลไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย คนมักพูดกันมากว่า โรคมินามาตะทำให้คนได้บทเรียนและเรียนรู้จากโรคมินามาตะมาก แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย ข้างในใจคนเหล่านี้ว่างเปล่า ไม่ได้เรียนรู้อะไร เหมือนเป็นบทเรียนอันว่างเปล่า พูดกันว่าเรียนรู้ๆ แต่ไม่มีคนช่วยเหลืออะไร รัฐบาลทั้งส่วนกลางและท้องถิ่นบอกว่า พวกเขาเรียนรู้และเสียใจ แต่ไม่เห็นมีใครทำอะไรจริงจังเพื่อช่วยผู้ป่วย

• มีข้อเรียกร้องอะไรถึงรัฐบาลบ้าง

การได้รับเงินชดเชยไม่ได้ทำให้มีความสุข เราต้องการให้รัฐบาลเข้ามาดูแลพวกเรา อยากให้รัฐบาลจัดหาสถานที่ที่ปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยโรคมินามาตะ เป็นสถานที่เฉพาะ เพราะผู้ป่วยหลายคนกำลังแก่ตัวลงและอาการป่วยก็หนักขึ้น โดยเฉพาะคนที่พิการด้วยโรคนี้มาแต่กำเนิด พวกเรากลัววันข้างหน้าที่กำลังจะมาถึง พ่อแม่ของเราก็แก่มากแล้วและสักวันหนึ่งก็จะจากไป ถึงตอนนั้น เราจะไม่มีใครคอยช่วยเหลือ พวกเราเรียกร้องอันนี้กับรัฐบาลมาหลายปีแล้ว แต่เรายังไม่เคยได้รับการตอบรับเลย

• ทุกวันนี้อยู่กับใครและมีคนช่วยดูแลหรือไม่

มีแม่ น้อง และหลานคอยช่วย แม่และน้องก็ป่วย แต่ไม่ได้พิการอย่างเรา อย่างเวลาสระผม แม่ก็จะคอยช่วยสระผมให้ ช่วยเรื่องเสื้อผ้า อาหาร และอื่นๆ

• อาการป่วยเป็นยังไงบ้างและต้องตรวจร่างกายหรือไม่

อาการที่เป็นบ่อยๆ และเรื้อรังก็มีปวดหัว บางทีจะปวดหัวมากจนทำอะไรไม่ได้เลย ต้องนอนอย่างเดียว แล้วก็อ่อนเพลียง่าย ทุกวันนี้ยังต้องไปพบหมอสัปดาห์ละสองครั้ง ไปตรวจร่างกายและฟื้นฟูร่างกายเป็นประจำ



โยจิ ทานิ

ทานิและภรรยาเข้ามาช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมินามาตะตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 ปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่งเลขาธิการของเครือข่ายความสมานฉันท์แห่งเอเชียและมินามาตะ ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2527 ด้วยจุดประสงค์เพื่อรณรงค์และสนับสนุนช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมินามาตะในประเทศญี่ปุ่น และเพื่อแลกเปลี่ยนปัญหากับผู้ป่วยโรคมินามาตะและจากมลพิษอื่นๆ ทั้งในเอเชียและทั่วโลก เช่น โรคมินามาตะในประเทศจีน โบห์พาลในอินเดีย และฝนเหลืองในเวียดนาม เป็นต้น

ทานิยังได้ก่อตั้งสมาคมสบู่ธรรมชาติ (Natural Soap Association หรือ NSA) ขึ้นเป็นแห่งแรกในเมืองมินามาตะเมื่อปี พ.ศ. 2530 เพื่อเป็นกิจกรรมหนึ่งในการช่วยเหลือกลุ่มผู้ป่วยโรคมินามาตะ ขณะเดียวกันก็ต้องการพัฒนาการผลิตสบู่อินทรีย์จากน้ำมันพืชใช้แล้วสำหรับรณรงค์ให้ประชาชนรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะแหล่งน้ำ ด้วยการหันมาใช้สบู่และผงซักฟอกอินทรีย์ที่ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม เขาได้ขยายโครงการนี้ไปยังประเทศเกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และที่คลองเตยในประเทศไทยด้วย

• เข้ามาเกี่ยวข้องกับกรณีโรคมินามาตะได้อย่างไร และตั้งแต่เมื่อไหร่

ตอนสมัยเป็นนักศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยคาโกชิมา (อยู่ทางภาคใต้ของญี่ปุ่น ใกล้จังหวัดคุมาโมโต) ได้ร่วมอยู่ในการเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาญี่ปุ่นที่ต่อต้านสงครามเวียดนามเมื่อประมาณปี 1968 – 1969 (พ.ศ. 2511 – 2512) ซึ่งเป็นช่วงที่ขบวนการนักศึกษาเข้มข้นที่สุด ตอนนั้นพอเข้ามารับรู้เรื่องราวของโรคมินามาตะแล้วทนไม่ได้ ในปี 1970 (พ.ศ. 2513) จึงลาออกจากมหาวิทยาลัยและย้ายมาอยู่ที่เมืองมินามาตะ เพื่อจะได้ช่วยเหลือผู้ป่วยต่อสู้กับบริษัทชิสโสะได้เต็มที่ และได้ไปที่โตเกียวชุมนุมประท้วงหน้าบริษัทแม่ของชิสโสะที่นั่นด้วย

มีนักศึกษาและคนจากหลากหลายสาขามากที่เข้ามาช่วยประท้วง กลายเป็นการประท้วงที่ใหญ่และมีพลังมากที่สุดในยุคนั้น

• รู้สึกยังไงกับโรคมินามาตะที่เกิดขึ้น

ปีนี้ (พ.ศ. 2549) ครบ 50 ปีที่รัฐบาลยอมรับอย่างเป็นทางการว่าเกิดโรคนี้ขึ้นมา แต่สำหรับผู้ป่วยและเราอีกหลายคน โรคเริ่มต้นขึ้นนับตั้งแต่บริษัทชิสโสะเปิดโรงงานและเริ่มปล่อยน้ำเสียลงทะเลเมื่อ 74 ปีที่แล้ว มันไม่ใช่แค่ 50 ปีเท่านั้น ก่อนที่ความหายนะจะลุกลามรุนแรงอย่างที่เป็น ความจริงรัฐบาลสามารถป้องกันได้ เพราะทางจังหวัดคุมาโมโตขอให้รัฐบาลสั่งห้ามซื้อปลาจากพื้นที่มินามาตะ แต่กระทรวงสวัสดิการสังคมในตอนนั้นไม่ยอมออกคำสั่งเรื่องนี้ อ้างว่า “ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้ชัดว่าปลาจากพื้นที่นี้ปนเปื้อนมลพิษ” รัฐบาลห่วงแต่พวกผู้ผลิตและอุตสาหกรรม ไม่เคยคิดถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคเลย ซึ่งต่างกับสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของสหรัฐฯ (US EPA) เขาจะประกาศเตือนผู้บริโภค เช่น สตรีมีครรภ์ ว่าควรจะรับประทานปลาทูนาไม่เกินเท่าไหร่ แต่รัฐบาลญี่ปุ่นไม่ใส่ใจที่จะเตือนหรือให้ความรู้แก่ประชาชนจากโรคมินามาตะเลย

• ทุกวันนี้ยังทำเรื่องมินามาตะอยู่ เพราะอะไร

ติดตามเรื่องนี้มา 30 กว่าปีแล้ว ปัญหาโรคมินามาตะซับซ้อนและรุนแรงมาก เกี่ยวข้องกับหลายมิติมากจนทำให้เราไม่สามารถนิ่งเฉยกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบของบริษัทชิสโสะและของรัฐบาลที่ละเลยการแก้ไขปัญหาจนทำให้เรื่องลุกลามขยายความรุนแรงออกไปมาก ยังมีปัญหาการวินิจฉัยทางการแพทย์ การรังเกียจและการกดขี่ทางสังคมที่รุนแรงมากที่ผู้ป่วยได้รับ การต่อสู้ทางคดีเพื่อให้บริษัทและรัฐบาลรับผิดชอบก็ยากมากและต้องการความช่วยเหลือจากคนหลายฝ่ายมาก ลำพังกลุ่มผู้ป่วยไม่สามารถต่อสู้ไหว พวกเขาก็มีปัญหาของตัวเองที่ลำบากอยู่แล้ว

• ตั้งเครือข่ายความสมานฉันท์แห่งเอเชียและมินามาตะขึ้นมาด้วย

ใช่ ตั้งขึ้นเมื่อปี 1984 (พ.ศ. 2527) นอกจากคอยช่วยเหลือกลุ่มผู้ป่วยโรคนี้ในญี่ปุ่นแล้ว ผมเห็นว่าการรณรงค์ให้ชาวโลกเข้าใจปัญหานี้อย่างแท้จริงสำคัญมาก เพราะโรคจากพิษของสารปรอทไม่ได้มีที่ญี่ปุ่นประเทศเดียว ยังเกิดขึ้นอีกหลายประเทศ แล้วยังมีโรคจากมลพิษและสารพิษอื่นๆ อีก ปัญหามลพิษกระจายไปทั่วภูมิภาคเอเชียแล้ว ในบางประเทศมีบริษัทอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นเป็นต้นเหตุด้วย ผมคิดว่าเราต้องรวมตัวกันเป็นเครือข่ายเพื่อสนับสนุนช่วยเหลือกัน ให้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ที่ผ่านมาเราจัดให้มีเวทีแลกเปลี่ยนกันทั้งในมินามาตะและประเทศอื่นๆ โดยมีผู้เข้าร่วมมาแล้วกว่าพันคน

• งานหลักๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยโรคมินามาตะมีอะไรบ้าง

งานที่สำคัญมี 4-5 อย่าง ได้แก่ การค้นหาผู้ป่วยใหม่ที่ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ เพื่อให้เขากล้าเปิดเผยตัวเองต่อสาธารณะและช่วยให้เขาเข้าสู่กระบวนการการช่วยเหลือต่อไป การให้ความช่วยเหลือในการต่อสู้คดีของผู้ป่วย ซึ่งต้องมีการประสานงานกันหลายฝ่าย มีการทำข้อมูลและการช่วยผู้ป่วยไปศาล เป็นต้น การสนับสนุนและผลักดันให้มีงานวิจัยทางการแพทย์และทางสังคมเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทุกวันนี้กลุ่มของเราก็ทำงานนี้ร่วมกับศูนย์วิจัยเปิดมินามาตะศึกษาของมหาวิทยาลัยคุมาโมโตกาคุเอ็งด้วย เราคอยให้ความช่วยเหลือดูแลกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นสมาชิกของเครือข่าย คอยเยี่ยมเยียนและจัดกิจกรรมให้พวกเขาได้มาทำร่วมกัน ที่สำคัญคือเรายังร่วมกับกลุ่มผู้ป่วยเรียกร้องให้รัฐบาลและบริษัทชิสโสะรับผิดชอบต่อผู้ป่วยจำนวนมากที่ยังไม่ได้เคยได้รับการชดเชยใดๆ เลย

ปีนี้เรากำลังจะมีโครงการใหม่เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมินามาตะที่ส่วนใหญ่กำลังเข้าสู่วัยชรากัน เราจะระดมทุนเพื่อจัดตั้ง “โครงการบริการสุขภาพถึงบ้าน” แก่ผู้ป่วยที่ช่วยตัวเองไม่ได้ ตอนนี้เรามีสมาชิกอยู่ประมาณ 10 ครอบครัวที่จะช่วยกันทำโครงการนี้ เช่น การให้บริการรับ-ส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจสุขภาพที่จะต้องไปเป็นประจำ หรือการช่วยเหลือดูแลเขาถึงบ้านกรณีที่จำเป็น เพราะส่วนมากพวกเขาพิการร่างกายเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์และไม่สามารถช่วยตัวเองได้ เป็นต้น