มินามาตะ มองจากมุมของเหยื่อและผู้ช่วยเหลือ


มินามาตะ มองจากมุมของเหยื่อและผู้ช่วยเหลือ

ผู้ที่เกี่ยวข้องกับโรคและกรณีมินามาตะอย่างต่อเนื่องยาวนาน นอกเหนือจากตัวผู้ป่วยและครอบครัวแล้ว ยังมีคนอีกกลุ่มที่สำคัญ นั่นคือบรรดาผู้คนธรรมดาต่างสาขาอาชีพที่เข้ามาช่วยเหลือผู้ป่วยในด้านต่างๆ กลุ่มคนที่เกาะติดและอุทิศตัวยาวนานนี้มีจำนวนไม่น้อยและมีบทบาทแตกต่างกันไป ซึ่ง ศ. นพ. มาซาซูมิ ฮาราดะ และโยจิ ทานิ คือส่วนหนึ่งของคนเหล่านั้น มุมมองของพวกเขาในฐานะคนนอกปัญหาที่ฝังตัวอยู่ในกระบวนการแก้ปัญหาอย่างแนบแน่นจึงนับว่าน่าสนใจ

ในขณะที่ทางด้านของผู้ป่วยที่มีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นที่ยอมรับของทางการหรือไม่ เรื่องราวพร้อมทัศนะของผู้ป่วยแต่กำเนิดอย่าง ชิโนบุ ซาคาโมโต และแม่อย่างฟูจี ผู้อยู่เคียงข้างและผลักดันให้ลูกตัวเองต่อสู้โดยไม่ย่อท้อ แม้เป็นเพียงตัวแทนส่วนเล็กๆ ของเรื่องราวที่แสนซับซ้อนและมีขนาดมหึมา แต่ก็ถ่ายทอดความลึกซึ้งทั้งของปัญหาและปฏิกิริยาตอบสนองของมนุษย์เราออกมาได้อย่างชัดเจน

ศ. นพ. มาซาซูมิ ฮาราดะ

ศ. นพ. มาซาซูมิ ฮาราดะ สำเร็จการศึกษาเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2502 จากคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยคุมาโมโต ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐในจังหวัดคุมาโมโต บนเกาะคิวชู และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาการแพทย์ จากมหาวิทยาลัยแห่งเดิมเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2507 หลังจากนั้นจึงเข้ารับราชการเป็นแพทย์ผู้ช่วยที่ภาควิชาประสาท-จิตเวชศาสตร์ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยคุมาโมโต ปัจจุบันประจำอยู่ที่ภาควิชาสวัสดิการสังคม มหาวิทยาลัยคุมาโมโตกาคุเอ็ง

นพ. ฮาราดะเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีผลงานสำคัญเกี่ยวกับการศึกษาโรคมินามาตะและโรคจากมลพิษหลายชิ้นด้วยกัน โดยเฉพาะการศึกษาการเป็นโรคมินามาตะแต่กำเนิด (Congenital Minamata Disease) ความเป็นพิษร้ายแรงหรือพิษวิทยาของ methymercury, PCB, Dioxin, และสารเคมีเกษตรอื่นๆ พิษวิทยาและระบาดวิทยาของโรคทางอาชีวเวชศาสตร์และสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้นยังมีบทบาทเป็นพยานทางการแพทย์หลายครั้งในการพิสูจน์ในชั้นศาลกรณีการฟ้องร้องคดีมินามาตะและโรคจากการทำงานอื่นๆ

นพ. ฮาราดะเป็นที่รู้จักในระดับโลกและได้รับรางวัลจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น “the Prize of the Japanese Society of Psychiary and Neurology” เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2506; รางวัล “the Prize of Osaragi Jiro” เมื่อตุลาคม พ.ศ. 2532; รางวัล “Global 500” (UNEP) เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2537; รางวัล “Honours of the Earth Council” เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2540; และรางวัล “the Prize of Yoshikawa Eiji” เมื่อเมษายน พ.ศ. 2544 เป็นต้น

• อาจารย์เริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องกับโรคมินามาตะเมื่อไรและอย่างไร

ผมเป็นนักวิจัยทำงานอยู่ที่คณะแพทย์ศาสตร์ของมหาวิทยาลัยคุมาโมโต จึงกลายเป็นคนแรกๆ ที่ได้เข้ามารับรู้โรคอันน่ากลัวอย่างยิ่ง เป็นสิ่งที่แปลกมากเลย ผู้ป่วยรายแรกล้วนเป็นชาวประมงในหมู่บ้านประมงเล็กๆ หลายหมู่บ้านด้วยกัน

ผมเริ่มเก็บข้อมูลและศึกษาโรคนี้เมื่อปี 1961 (พ.ศ. 2504) การเดินทางสมัยนั้นจากมหาวิทยาลัยคุมาโมโต้มาที่หมู่บ้านในมินามาตะและที่อยู่รอบๆ ทะเลชิรานุย (Shiranui Sea) ไม่ได้สะดวกและง่ายอย่างทุกวันนี้ ตอนนั้นยังไม่มีรถไฟ ไม่มีถนนเข้าถึงตัวเมืองมินามาตะเลย จะมาหมู่บ้าน เราจะต้องเดินไกลมาก บางพื้นที่ต้องเดินข้ามเขาเป็นวันๆ หรือไม่ก็ต้องนั่งรถแล้วมาต่อเรือที่ปากแม่น้ำมินามาตะ มาขึ้นที่อ่าวมินามาตะ คือ มินามาตะนั้นเป็นเมืองเมืองหนึ่งที่ตั้งอยู่ในบริเวณทะเลชิรานุย ซึ่งมีหมู่บ้านหลายแห่งตั้งอยู่รอบๆ ทั้งหมดมีชาวบ้านอาศัยอยู่ราว 200,000 คน

• สมัยนั้นสภาพพื้นที่และชุมชนที่นี่เป็นอย่างไร

ชุมชนที่นี่รายล้อมด้วยธรรมชาติที่สวยงามอย่างยิ่ง ในสมัยนั้นชาวบ้านที่มินามาตะยากจนมาก พวกเขาจนแต่ซื่อสัตย์ พื้นที่นี้ไม่มีนาข้าวที่สามารถผลิตอาหารให้พวกเขาได้ ชาวบ้านที่นี่มีปลาและมันฝรั่งเป็นอาหารหลักประจำวัน ชาวบ้านเหล่านี้ไม่ได้ร่ำรวยหรือมีอำนาจอะไร เขาอยู่กันอย่างสงบ ไม่รบกวนทำร้ายใคร หรือพูดอีกอย่างก็คือ พวกเขาเป็นกลุ่มคนที่อ่อนแอของสังคม... แต่พวกเขาก็ต้องตกเป็นเหยื่อกลุ่มแรกของโรคที่เกิดขึ้นจากการกระทำของอุตสาหกรรมและระบบทุนนิยม

• แรกสุดค้นพบโรคนี้ได้อย่างไร

ช่วงปี 1952 (พ.ศ. 2495) ก่อนที่จะพบว่าเกิดโรคนี้ มีปลาในทะเลลอยตายบนผิวน้ำเป็นจำนวนมาก นกนางนวลและนกกินปลาอื่นๆ อีกหลายชนิดตกจากฟ้าลงมาตายจำนวนมาก ตามหมู่บ้านก็มีแมวดิ้นทุรนทุรายแล้วกระโจนลงทะเลตายเยอะมาก จนกระทั่งมีรายงานว่าตามหมู่บ้านแถบนี้ไม่เหลือแมวอีกเลย

• แล้วทำอย่างไรจึงทราบว่ามลพิษจากโรงงานเป็นสาเหตุของโรคและความผิดปกติต่างๆ

ตอนแรกบริษัทไม่ยอมรับว่าเกี่ยวข้องอะไรกับโรคเลย ตอนนั้นคณะแพทย์ของมหาวิทยาลัยคุมาโมโตพยายามจะค้นหาสาเหตุของปัญหา แต่ก็ยากที่จะหาคำตอบได้ ตอนแรกที่คณะแพทย์ของมหาวิทยาลัยไม่รู้ด้วยซ้ำว่า มีโรงงานชิสโสะอยู่ที่นั่น เนื่องจากไม่ได้คิดถึงเลย ฝ่ายโรงงานเองก็ไม่ให้ข้อมูลอะไรเลย ตรงกันข้ามกลับขัดขวางไม่ให้ค้นหาสาเหตุของปัญหาอีกด้วย ขณะที่จำนวนชาวบ้านที่ล้มป่วยมากขึ้นเรื่อยๆ

จนกระทั่งในปี พ.ศ. 1959 (พ.ศ. 2502) จึงหาทางพิสูจน์ได้ว่า ต้นเหตุของโรคคือ methyl mercury compounds จากน้ำเสียของโรงงานผลิต acetaldehyde ในเมืองมินามาตะที่ปล่อยลงสู่อ่าวโดยตรง และเข้าไปสะสมอยู่ในตัวปลา

ในฐานะที่ผมเป็นนักวิจัย เรารู้ว่าต้องมีอะไรบางอย่างอยู่ในปลาที่ชาวบ้านกินเข้าไปที่เป็นต้นเหตุ บางคนก็รู้ว่าบริษัทชิสโสะเป็นโรงงานผลิตสารเคมีรายเดียวในแถบนั้นที่น่าจะทำให้ทะเลเสีย หลายคนก็สงสัยว่าชิสโสะเป็นตัวต้นเหตุ แต่ก็ไม่มีใครพิสูจน์ได้ ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เป็นเรื่องยากที่จะมีใครกล้าชี้นิ้วไปที่บริษัทและบอกว่าทำผิด เพราะบริษัทมั่งคั่งร่ำรวยมากและยังเป็นความภาคภูมิของท้องถิ่นนี้ด้วย

• หมายถึงว่าโรงงานชิสโสะตั้งมานานแล้วและปล่อยสารปรอทลงทะเลอยู่ก่อน จนปัญหาปะทุขึ้นมาภายหลัง

ในสมัยนั้นสารปรอทที่ปล่อยลงอ่าวโดยตรงมีมากถึง 600 ตัน ในตอนหลังได้ค้นพบว่า ตะกอนที่นอนก้นอยู่ในอ่าวมินามาตะมีปรอทปนเปื้อนสูงถึงประมาณ 10,000 พีพีเอ็ม สารปรอทพวกนี้เมื่อปล่อยลงทะเลก็เข้าไปสะสมอยู่ในห่วงโซ่อาหารในทะเลและกลายเป็นสาเหตุของโรคขึ้นมา ชาวบ้านในแถบนี้กินปลาเป็นอาหารหลัก ดังนั้นเมื่อสมาชิกคนหนึ่งของหมู่บ้านตกเป็นเหยื่อของโรคนี้ขึ้นมา ก็หมายความว่าเกือบทุกคนในหมู่บ้านที่จะกลายเป็นเหยื่อไปด้วย

ที่สำคัญ เมื่อสารปรอทเข้าไปสะสมอยู่ในแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ สารปรอทจะแทรกซึมไปตามสายรกและทำอันตรายกับเด็กอ่อนในครรภ์ ทารกที่คลอดออกมาจะพิการแต่กำเนิดและเกิดความบกพร่องทางจิตหรือมีภาวะปัญญาอ่อน

• เรื่องการถ่ายทอดสารปรอทจากแม่สู่ลูกผ่านสายรกนี้ ทราบว่าอาจารย์เองเป็นผู้ศึกษา โดยตามเก็บสายรกจากครอบครัวต่างๆ ที่มีลูกป่วยเป็นโรคมินามาตะมาวิเคราะห์ย้อนหลัง อาจารย์เองเห็นความสำคัญของเรื่องนี้มาก

อยากให้ดูภาพถ่ายนี้ เป็นภาพที่ยูจีน สมิธ และไอรีน เอ็ม สมิธ ถ่าย นั่นคือภาพโทโมโกะในอ้อมแขนของแม่ คำพูดของแม่นั้นมีความหมายมาก เธอบอกว่า

“เด็กคนนี้ได้ดูดซับเอาสารปรอทที่ฉันกินเข้าไปทั้งหมด นี่เองที่ทำให้น้องชายและน้องสาวที่เกิดมาอีก 6 คนรอดพ้นจากการเป็นโรคมินามาตะไปได้ ครอบครัวของเราเป็นหนี้บุญคุณเด็กคนนี้ มองเห็นเด็กคนนี้แล้ว น้องชายและน้องสาวทำอะไรเองได้หมดและช่วยเหลือคนอื่นได้ด้วย พวกเขาเติบโตขึ้นมาเป็นเด็กที่วิเศษ ต่างจึงเป็นหนี้บุญคุณเด็กคนนี้

“ยิ่งกว่านี้ ภาพนี้เองที่ทำให้คนทั่วโลกมองเห็นภัยอันน่ากลัวจากปัญหาสิ่งแวดล้อม เด็กคนนี้ชื่อ โทโมโกะ เป็นสมบัติอันล้ำค่าที่เราได้รับจากพระเจ้า”

นี่คือมุมมองที่พิเศษ โทโมโกะนั้นเสียชีวิตเมื่ออายุได้ 22 ปี เมื่อตอนที่มีชีวิตอยู่ เธอพูดไม่ได้แม้แต่คำเดียว อย่างนี้แล้วเราจะคำนวณค่าของชีวิตอันแสนสั้นของเธอได้อย่างไร

เด็กคนนี้ทำให้เราเรียนรู้ถึงความจำเป็นที่จะให้คุณค่าแก่พรสวรรค์อันยิ่งใหญ่ของชีวิตที่เราต่างได้รับมา...เหนืออะไรทั้งหมด

• ทำไมจนถึงทุกวันนี้การต่อสู้ของผู้ป่วยจึงยังไม่สิ้นสุด

ผู้ป่วยต้องการสถานที่ “ที่คำนึงถึงชีวิตทางสังคม” สำหรับพวกเขา ที่ไม่ใช่โรงพยาบาล สถานที่ที่ว่านี้ควรเป็นสถานที่พวกเขาสามารถมีชีวิตอยู่ร่วมกันได้ มีการปะทะสังสรรค์กันทางสังคมได้เช่นคนทั่วไป มีอิสระ ขณะเดียวกันก็มีระบบการดูแลและให้บริการทางสุขภาพแก่พวกเขาด้วย

ปัจจุบันผู้ป่วยหลายคนที่พิการมีพ่อแม่เท่านั้นที่คอยดูแล พ่อแม่ต่างก็มีอายุ 70 หรือแก่กว่านี้ ซึ่งจะต้องจากไปสักวัน ผู้ป่วยที่พิการเหล่านี้ก็จะไม่มีคนดูแลอีกต่อไป ดังนั้นพวกเขาจึงเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาช่วยด้วยการจัดการหาสถานที่ลักษณะที่ว่าไปขึ้นมา ในด้านหนึ่งคือ หากพวกเขาได้ดูแลกันเองจะมีความเข้าใจซึ่งกันและกันดีกว่าคนอื่น เพราะว่าเขาอยู่สภาพเดียวกัน มีความทุกข์เหมือนกัน โรงพยาบาลไม่ใช่สถานที่ที่พวกเขาอยากอยู่ เพราะว่าระบบต่างๆ ในโรงพยาบาลที่รัฐจัดให้เต็มไปด้วยกฎระเบียบของแพทย์ กิน-นอน-พักผ่อนเป็นเวลา พวกเขาขาดอิสระ ขาดชีวิตทางสังคม อย่าลืมว่าเขาพิการแต่ร่างกาย จิตใจเขาคงปกติเหมือนคนทั่วไป เขาต้องการอิสระ ต้องการเพื่อนและคนที่เข้าใจเขาดี เรื่องนี้มีความละเอียดอ่อนและซับซ้อน ดังนั้น การที่รัฐมีแค่ระบบเดียวคือโรงพยาบาล ไม่สามารถแก้ปัญหาได้

• ระบบการดูแลและรักษาโรคจากมลพิษที่ดีควรเป็นอย่างไร

ที่ควรจะมีคือระบบการช่วยเหลือทางสุขภาพ (health support system) ซึ่งควรประกอบด้วย 1) การตรวจและวินิจฉัยทางคลินิก 2) การรักษาทางการแพทย์ 3) การดูแลช่วยเหลือทางสุขภาพและการให้บริการตามความต้องการของผู้ป่วย 4) กระบวนการฟื้นฟูและกิจกรรมที่สอดคล้องสำหรับรองรับการฟื้นฟู-บำบัด 5) การให้คำปรึกษา

• ในฐานะที่เป็นแพทย์ อาจารย์คิดว่า วงการแพทย์ได้เรียนรู้อะไรที่สำคัญที่สุดจากโรคนี้

การศึกษาปัญหาสิ่งแวดล้อมจำเป็นต้องข้ามให้พ้นไปจากกำแพงระหว่างความอ่อนด้อยและความเชี่ยวชาญ รวมทั้งแนวทางทั้งหมดที่มุ่งไปสู่ความเป็นวิชาการ

แน่นอน ตอนแรกเริ่มอาจก้าวพ้นไปได้ยากหรือเลี่ยงไม่ได้ เป็นเรื่องไม่ดีนักที่ปัญหาสังคมและการเมืองของเรื่องแบบนี้มักถูกกักหรือติดข้องอยู่ในขอบเขตหรือปริมณฑลแห่งวิทยาการทางการแพทย์ที่คับแคบ ผมรู้สึกท้อแท้เมื่อนึกถึงการขาดความห่วงใยทางสังคม...ในช่วงแรกๆ ไม่มีเลย เรื่องที่สำคัญมากคือจะต้องเข้าใจตำแหน่งแห่งที่ของคนอ่อนแอและการมีเป้าหมายอันมุ่งมั่นเพื่อรักษาไว้ซึ่งบูรณาการของชีวิต

การที่จะทำให้สังคมวิชาการมีความก้าวหน้าในเรื่องเหล่านี้ เหมือนเช่นที่เกิดขึ้นบ้างแล้วในกรณีโรคมินามาตะ การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนรากหญ้าจำเป็นต้องทำให้บรรดาผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายฟังเสียงของประชาชนให้ได้

• สำหรับคนทั่วๆ ไป โรคมินามาตะบอกอะไรกับเรา

ผู้ป่วยโรคมินามาตะต้องการให้คนรุ่นหลังจดจำบทเรียนการต่อสู้ของพวกเขา บทเรียนแรกจากกรณีโรคมินามาตะก็คือ ผู้อ่อนแอคือเหยื่ออันดับแรกของมลพิษในสิ่งแวดล้อม ประการที่สองคือมลพิษในสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีการเหยียดหยามหรือการกีดกั้นทางสังคม ประการที่สามคือ เราต่างเรียนรู้ว่า ในภาวะที่เลวร้ายที่สุดนั้น จำเป็นจะต้องมีคนที่จิตใจเข้มแข็งสักไม่กี่คนลุกขึ้นมายืนหยัดต่อสู้ เมื่อประชาชนต่อสู้ ย่อมเกิดความเปลี่ยนแปลง และสุดท้ายเราเรียนรู้ถึงความจำเป็นที่จะต้องสนับสนุนบ่มเพาะคนที่เข้มแข็ง...ที่ไม่ยอมจำนนต่ออำนาจรัฐ

การต่อสู้คดีเป็นประสบการณ์ที่เหน็ดเหนื่อยชวนท้อแท้ อย่างไรก็ดี ด้วยช่องทางนี้ทำให้คนจำนวนมากได้รู้ปัญหาที่แท้จริงที่เกี่ยวข้องกับโรคนี้ แม้แต่ในปัจจุบันนี้ เราต่างยังคงต้องแสวงหาข้อมูลใหม่ๆ อย่างไม่หยุดหย่อน ตัวอย่างเช่น คำถามอันดุดันของผู้ป่วยในช่วงที่มีการพิจารณาคดีทำให้มองเห็นแง่มุมเล็กๆ บางอย่างที่ช่วยให้วงการแพทย์เข้าใจโรคนี้มากขึ้น

• โดยส่วนตัว อะไรทำให้อาจารย์ทำเรื่องมินามาตะมานานกว่า 30 ปี

คงเป็นเพราะผมโกรธมั๊ง โกรธไปหมด โกรธรัฐบาล โกรธบริษัท...

• ทราบว่า ทางอาจารย์และมหาวิทยาลัย Kumamoto Gakuen University เพิ่งตั้งศูนย์วิจัยเปิดมินามาตะศึกษา (The Open Research Center for Minamata Studies) ขึ้นเมื่อไม่นานมานี้

ไม่ใช่ผมคนเดียว เราทำกันหลายคน คนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้คิดมานานแล้วว่า เราควรจะตั้งศูนย์ลักษณะนี้ขั้นมา เพื่อศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง และพอดีว่า โครงการจัดตั้งศูนย์ที่ว่านี้ ที่เราเสนอผ่านมหาวิทยาลัยไปถึงกระทรวงศึกษาธิการได้รับความเห็นชอบ ศูนย์วิจัยนี้ตั้งขึ้นเมื่อเดือนเมษายน 2005 (พ.ศ. 2548) อยู่ในมหาวิทยาลัยคุมาโมโตกาคูเอ็ง ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยของเอกชนในจังหวัดคุมาโมโต แล้วก็เดือนสิงหาคม 2005 เราได้เพิ่มสาขาที่เมืองมินามาตะขึ้นมาอีกแห่งหนึ่ง เพื่อจะได้ให้งานของเราอยู่ใกล้ชิดกับกลุ่มผู้ป่วยมากขึ้น

• ศูนย์วิจัยนี้มีบทบาทหน้าที่อย่างไรบ้าง

ที่เราต้องการก็คือ ให้ศูนย์วิจัยนี้เป็นแหล่งรวมข้อมูลความรู้เกี่ยวกับโรคมินามาตะและผลพวงด้านลบที่เกิดขึ้นจากเรื่องนี้ เพื่อเป็นบทเรียนให้สังคมได้เรียนรู้อย่างกว้างขวางจริงจัง ศูนย์แห่งนี้จะต้องทำหน้าที่พัฒนาศาสตร์สาขาใหม่ขึ้นมาเพื่อวางรากฐานสำคัญสำหรับวิชามินามาตะศึกษา เราต้องการให้ศาสตร์สาขานี้เป็นแหล่งกำเนิดสหวิทยาการในเรื่องนี้ สร้างโอกาสการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างนักวิชาการ นักวิจัย และประชาชน เพื่อดำรงและเผยแพร่สิ่งที่เป็นความจริงของโลกผ่านศูนย์กลางแห่งโศกนาฏกรรมอันนี้ ให้พูดคุยกับทุกคนได้ และตั้งคำถามสำคัญๆ ได้ เช่น จะมีชีวิตอย่างไร จะทำอย่างไร และจะทำให้เรื่องปัญหาระดับท้องถิ่นเป็นระดับโลกอย่างไร

• ความจริงแล้วกรณีมลพิษมีอยู่ทั่วไป อาจารย์คิดว่าอะไรคือความพิเศษของกรณีมินามาตะ

แม้ว่าโลกของเราจะมีปัญหามลพิษเกิดขึ้นมากมาย แต่สำหรับโรคมินามาตะแล้ว ถือเป็นกรณีแรกของโลกที่เกิดจากสารพิษจากมลพิษอุตสาหกรรมเข้าไปสะสมในห่วงโซ่อาหารของมนุษย์จนทำให้เกิดโรคร้ายแรงในมนุษย์ขึ้นมา โรคจากมลพิษเป็นอันตรายต่อสุขภาพของคน แต่สิ่งที่แย่กว่านั้นก็คือ คนที่จะได้รับผลกระทบอันดับแรกเลยก็คือกลุ่มคนที่อ่อนแอที่สุด ในกรณีของโรคมินามาตะ เด็กอ่อนในครรภ์ ทารก เด็กๆ คนชรา และคนที่อ่อนแออื่นๆ เช่นคนที่มีสภาพร่างกายไม่แข็งแรง เหล่านี้เป็นกลุ่มแรกที่ล้มป่วยลงด้วยโรคนี้ ผู้ป่วยรายหนึ่งเป็นโรคเมื่ออายุ 5 ขวบ 10 เดือน และเสียชีวิตเมื่ออายุ 23 ปี เท่ากับว่าคนนี้ต้องต่อสู้กับชีวิตที่ทุกข์ทรมานถึง 18 ปี

หนังสือและสิ่งพิมพ์ที่เป็นผลงานทางวิชาการบางส่วนของ นพ. ฮาราดะ

- โรคมินามาตะ (1972)

- การศึกษาทางคลินิกและทางระบาดวิทยาและความสำคัญของปัญหา (1976)

- การสะสมของสารปรอทในผมของมนุษย์ กรณีพิษของสารปรอทในประเทศแคนาดา (1977)

- บทเรียนจากโรคมินามาตะ (1985)

- โรคมินามาตะยังไม่จบ (1985)

- มองโลกผ่านมินามาตะ (1989)

- การปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน กรณีโรคมินามาตะ อุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อม และวิกฤตการณ์ (1994) - ใครคือผู้ถูกตัดสิน (1995)

- การเคลื่อนไหวของคนรากหญ้า โดยผู้ป่วยโรคมินามาตะ (2002)