พันเอก พระยาศรีวิสารวาจา


ผู้เรียบเรียง : สุภัทร คำมุงคุณ

ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : นายจเร พันธุ์เปรื่อง


พันเอก พระยาศรีวิสารวาจา เป็นบุคคลสำคัญที่มีความรู้ ความสามารถ และมีคุณความดีต่อประเทศชาติ เข้ารับราชการและดำรงตำแหน่งที่สำคัญ ได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศในคณะรัฐบาลชุดแรกของการปกครองระบอบประชาธิปไตย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง องคมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ปลัดบัญชาการ สำนักนายกรัฐมนตรี และมีคุณูปการทางด้านการศึกษา โดยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในสภามหาวิทยาลัยต่างๆ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตลอดช่วงระยะเวลาที่รับราชการ ท่านได้อุทิศเวลาในการปฏิบัติราชการให้ลุล่วงเป็นไปด้วยความเรียบร้อยเป็นผลดีต่อทางราชการ

ประวัติ

ครอบครัว[1]

พันเอก พระยาศรีวิสารวาจา (เทียนเลี้ยง ฮุนตระกูล) เป็นบุตรคนที่ 7 ของนายอุ่นตุ้ย และ นางทองคำ ฮุนตระกูล เกิดเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2439 เจริญวัยขึ้นในบ้านของคุณตาคุณยาย คือ นายปิน และนางหุ่น จันตระกูล ผู้เป็นเจ้าของตลาดน้อย ต่อมาได้กลับไปอยู่กับบิดามารดา ณ ตึกซุยโห เชิงสะพาน พิทยเสถียร เมื่ออายุได้ 7 ปี บิดาก็ถึงแก่กรรมลง มารดาและพี่ชายใหญ่ 2 คนจึงได้รับหน้าที่ปกครองและดูแลเป็นอย่างดี   การศึกษา1 [2]


เข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนอัสสัมชัญ ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2447-2454 จนกระทั่งเรียนจบชั้น 6 เมื่ออายุได้ 15 ปี จึงได้ไปศึกษาต่อในประเทศอังกฤษโดยทุนส่วนตัวที่โรงเรียนอินเตอร์เนชัลแนล คอลเลช (The International College) เป็นเวลา 1 ปี หลังจากนั้นได้เข้าศึกษาที่โรงเรียนดัลลิช (Dulwich College) ในปีสุดท้ายของการศึกษาที่โรงเรียนแห่งนี้ โรงเรียนได้จารึกชื่อ T.L. Hoon ไว้ในหอประชุม ทั้งนี้ เพื่อเป็นเกียรติในฐานะที่เป็นนักเรียนสอบได้ที่ 1 ตลอดระยะเวลาที่ทำการศึกษาที่โรงเรียนแห่งนี้ ต่อมาในปี พ.ศ. 2459 ได้รับทุนของวิทยาลัยลินคอล์น (Lincoln College, Oxford University) เป็นเวลา 4 ปี และสอบได้ปริญญา B.A. ของมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด โดยได้เกียรตินิยมอันดับ 1 (School of Jurisprudence) เมื่อปี พ.ศ. 2462 ต่อมาในปี พ.ศ. 2463 ได้รับเกียรตินิยมอันดับ 2 ในการสอบเพื่อรับปริญญา B.C.L. ของมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด และในปลายปีนั้นเอง ท่านได้สอบผ่านภาคสุดท้ายของการสอบเนติบัณฑิต โดยได้รับเกียรตินิยมอันดับ 2 (English Barrister at Law, Middle Temple) ทั้งนี้ โดยมีเวลาเตรียมสอบเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น ในปี พ.ศ. 2463-2464 ท่านได้ฝึกงานด้านกฎหมายกับ เซอร์ ฮิว เฟรเซอร์ (Sir Hugh Fraser) ในกรุงลอนดอน และปี พ.ศ 2466 ได้กลับไปรับปริญญา B.C.L. และรับปริญญา M.A. จากมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด เนื่องจากตามกฎของมหาวิทยาลัย ผู้ที่สอบได้ปริญญานี้จะได้รับปริญญาก็ต่อเมื่อได้มีชื่ออยู่ในมหาวิทยาลัยแล้วเป็นเวลา 7 ปี

ชีวิตสมรส[3]


พันเอก พระยาศรีวิสารวาจา ได้สมรสกับคุณหญิงลิน ศรีวิสารวาจา (นามเดิม นางสาวมากาเรต ลิน ซาเวียร์ ) เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ.2465 ณ ตำหนักเชิงสะพานเทเวศร์ จังหวัดพระนคร โดยคุณหญิงลิน ศรีวิสารวาจา เป็นธิดาของพระยาพิพัฒนโกษา และเป็นแพทย์หญิงคนแรกที่ได้ปริญญาแพทยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยลอนดอนที่ได้มาประกอบกิจการแพทย์ในประเทศไทย ภายหลังคุณหญิงลิน ศรีวิสารวาจา ได้ป่วยหนักด้วยโรคสมองอักเสบ และมีไข้หวัดใหญ่เข้าแทรก และถึงแก่อนิจกรรมในวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2475 มีบุตรธิดา 3 คน คือ 1) นายกิตติรัต ศรีวิสารวาจา 2) ท่านคุณหญิงมนัสนิตย์ วณิกกุล 3) ท่านคุณหญิงสาวิตรี ศรีวิสารวาจา

การรับราชการ

พันเอก พระยาศรีวิสารวาจา เริ่มเข้ารับราชการ เมื่อปี พ.ศ. 2464 ดำรงตำแหน่งเลขานุการตรี สถานอัครราชทูตไทย กรุงปารีส และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นหลวงศรีวิสารวาจาในปี พ.ศ. 2467 เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ดำรงตำแหน่งปลัดทูลฉลองกระทรวงการต่างประเทศในปี พ.ศ. 2471 ได้รับพระราชทานเลื่อนยศและบรรดาศักดิ์จากหลวงศรีวิสารวาจาเป็นมหาอำมาตย์ตรีพระยาศรีวิสารวาจา

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในคณะรัฐบาลชุดแรกของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระยามโนปกรณ์นิติธาดาเป็นนายกรัฐมนตรี ต่อมาได้ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีในปี พ.ศ. 2476 และได้มาประกอบอาชีพทนายความ[4]

ในปี พ.ศ. 2489 ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในปี พ.ศ. 2490 ในสมัยนายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี และนอกจากนั้นท่านได้รับตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญอื่น ๆ ได้แก่ ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปลัดบัญชาการสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี (สมัยฯพณฯ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และ สมัยฯพณฯ จอมพล ถนอม กิตติขจร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี) และในปี พ.ศ. 2489 ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรี ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ท่านภาคภูมิใจเป็นอันมาก ส่วนในด้านการศึกษาท่านดำรงตำแหน่งที่สำคัญ ได้แก่ กรรมการบริหารสภาการศึกษาแห่งชาติ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสภามหาวิทยาลัยต่าง ๆ เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์(มหาวิทยาลัยมหิดลในปัจจุบัน) และดำรงตำแหน่งเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่[5]


บทบาทสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2474

[[ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว]]ทรงมีปณิธานอย่างแรงกล้าที่จะให้ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในรัชกาลพระองค์ ทรงพระราชอุตสาหะให้มีการพัฒนาการเมืองอย่างมีขั้นตอน และสร้างสถาบันการเมืองขึ้น และให้เตรียมการร่างรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดในระบอบการปกครองประชาธิปไตยไปพร้อมกัน โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรีวิสารวาจา ปลัดทูลฉลองกระทรวงต่างประเทศ ผู้สำเร็จเนติบัณฑิตจากประเทศอังกฤษ และ นายเรมอนด์ บี. สตีเวนส์ (Raymond B.Stevens) ที่ปรึกษากระทรวงต่างประเทศ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท และมีพระบรมราชโองการให้เป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ โดยได้ดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จในวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2474 โดยเป็นร่างรัฐธรรมนูญภาษาอังกฤษใช้ชื่อว่า “An Outline of Changes in the Form of Government[6] ประกอบด้วย รูปแบบของการบริหารราชการแผ่นดิน อภิรัฐมนตรี อัครเสนาบดีและคณะเสนาบดี สภานิติบัญญัติ อำนาจหน้าที่ของสภานิติบัญญัติ ความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจบริหารและนิติบัญญัติ พร้อมกันนี้พระยาศรีวิสารวาจา และนายเรมอนด์ บี. สตีเวนส์ ได้ทำบันทึกความเห็นไว้ โดยบันทึกความเห็นของพระยาศรีวิสารวาจา แสดงเหตุผลว่ายังไม่ถึงเวลาสมควรที่จะมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ เนื่องจากมีเวลาจำกัด และประชาชนต้องมีการศึกษาและมีประสบการณ์ในการปกครองตนเองอย่างเพียงพอก่อน ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ส่งผลกระทบต่อการเงินการคลังของรัฐบาล รวมทั้งมีข่าวลือเกี่ยวกับการโค่นล้มรัฐบาล สมาชิกของของรัฐบาลควรมีความสามัคคีและไว้วางใจกัน จึงเห็นว่าหากภาวะประเทศเป็นเช่นนี้ จึงยังไม่ควรมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง อาจเป็นสาเหตุให้รัฐบาลยิ่งอ่อนแอลงได้ แต่หากเพื่อเป็นการรองรับ สมาชิกของสภาควรมีการเตรียมพร้อมในการทำงานเพื่อให้เกิดความไว้วางใจ และศึกษาประสบการณ์จากประเทศเพื่อนบ้านที่ยังไม่มีการจัดตั้งสภา นิติบัญญัติจนกว่าประชาชนจะมีความรู้และประสบการณ์ในด้านการปกครอง[7]

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ส่งสำเนาร่างรัฐธรรมนูญ ตลอดจนความเห็นของพระยาศรีวิสารวาจา และนายเรมอนด์ บี. สตีเวนส์ ให้แก่อภิรัฐมนตรี ในวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2474 แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้มีการประชุมพิจารณากันอย่างไรหรือไม่ เข้าใจว่าหากมีการประชุมก็คงได้รับการคัดค้าน ฉะนั้นจึงไม่มีการพระราชทานรัฐธรรมนูญในพระราชพิธีฉลองพระนครครบ 150 ปีในเดือน เมษายน พ.ศ. 2475

บทบาทการดำเนินงานด้านต่าง ๆ[8]

ด้านกฎหมาย

เป็นผู้บรรยายวิชากฎหมายให้กับหน่วยงานและสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ได้แก่ บรรยายวิชากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลในโรงเรียนกฎหมายกระทรวงยุติธรรม กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยเรื่องสัญญาและตั๋วเงินในคณะพาณิชย์และการบัญชี จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีอาญาในคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย และรับว่าความ โดยจัดตั้งสำนักงานทนายความเทพศรีหริศ ร่วมกับพระยาเทพวิทุร และพระยาหริศจันทร์สุวิท

ด้านธนาคาร

ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้จัดการธนาคารเกษตร จำกัด และประธานกรรมการบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

ด้านการพาณิชย์

เป็นประธานกรรมการบริษัทกรุงสยามประกันชีวิต จำกัด ประธานกรรมการบริษัท Anglo-French Drugs (Thailand) Co.,Ltd. กรรมการบริษัท The International Engineering Co.,Ltd.

ด้านสภากาชาดและสถาบันการกุศล

เป็นผู้แทนสภากาชาด ในการประชุมกาชาด ครั้งที่ 11 และครั้งที่ 12 ณ กรุงเจนีวา เป็นกรรมการสภากาชาดไทย เลขาธิการสภากาชาดไทย เป็นสมาชิกคณะกรรมการมูลนิธิ โรงเรียนราชินี และเลขาธิการมูลนิธิอานันทมหิดล

ด้านงานทางโรตารี่

เป็นประธานสโมสรโรตารี่กรุงเทพฯ ประธานโรตารี่สากลเขต 46 และ เขต 330 สมาชิกคณะกรรมการวางแผนแห่งโรตารี่สากล เป็นที่ปรึกษาสโมสรโรตารี่แห่งเวียดนาม และพม่า ผู้แทนประธาน โรตารี่สากล ในการประชุมโรตารี่สากล 7 เขตที่ออสเตรเลีย เป็นผู้อำนวยการโรตารี่สากล สมาชิกของคณะกรรมการเลือกตั้งประธานโรตารี่สากล ประจำปี 2504 - 2505 และเป็นรองประธานโรตารี่สากลคนที่ 2 และสมาชิกคณะกรรมการเลือกตั้งประธานโรตารี่สากล ประจำปี 2505 – 2506

ด้านศาสนาและการอนุเคราะห์

พันเอก พระยาศรีวิสารวาจา เป็นผู้ปฏิบัติตนเคร่งครัดในพระพุทธศาสนา และส่งเสริมพระพุทธศาสนาด้วยการทำบุญกุศลและอื่นๆ โดยได้ร่วมจัดการสร้างวัดศรีวิสารวาจา ที่ตำบลโพรงมะเดื่อ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม รวมทั้งได้สนับสนุนทุนการศึกษา โดยบริจาคเงินค่าเล่าเรียนให้แก่ลูกหลานที่ยากจนให้ได้เข้าเรียนในโรงเรียนชั้นเตรียมอุดม เพื่อให้มีโอกาสสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย

พันเอก พระยาศรีวิสารวาจา เป็นบุคคลที่มีความรอบรู้ ตลอดระยะเวลาที่ท่านเข้ารับราชการ ได้อุทิศเวลาและปฏิบัติราชการในตำแหน่งสำคัญๆ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเป็นผลดีแก่ทางราชการ ภายหลังสุขภาพของท่านเสื่อมโทรมลงมาก และได้ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2511 สิริรวมอายุ 71 ปี 1 เดือน[9]


อ้างอิง

  1. เทพศรีหริศทนายความ, อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพพันเอก พระยาศรีวิสารวาจา ป.จ., ม.ป.ช., ม.ว.ม. ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 8 มิถุนายน 2511, (พระนคร: โรงพิมพ์พระจันทร์, 2511), (1).
  2. เทพศรีหริศทนายความ, อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพพันเอก พระยาศรีวิสารวาจา ป.จ., ม.ป.ช., ม.ว.ม. ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 8 มิถุนายน 2511, (พระนคร: โรงพิมพ์พระจันทร์, 2511), (2)-(3).
  3. เทพศรีหริศทนายความ, อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพพันเอก พระยาศรีวิสารวาจา ป.จ., ม.ป.ช., ม.ว.ม. ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 8 มิถุนายน 2511, (พระนคร: โรงพิมพ์พระจันทร์, 2511), (17)-(19).
  4. พันเอก พระยาศรีวิสารวาจา, กฎหมายว่าด้วยสัญญา (จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยจัดพิมพ์โดยเสด็จพระราชกุศล ในงานพระราชทานเพลิงศพพันเอก พระยาศรีวิสารวาจา), 2511. (พระนคร: โรงพิมพ์ของสมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย), (1)-(2).
  5. เทพศรีหริศทนายความ, อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพพันเอก พระยาศรีวิสารวาจา ป.จ., ม.ป.ช., ม.ว.ม. ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 8 มิถุนายน 2511, (พระนคร: โรงพิมพ์พระจันทร์, 2511), (4)-(11).
  6. กรมศิลปากร, พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว, พิมพ์ครั้งที่ 1, (กรุงเทพฯ: รุ่งศิลป์การพิมพ์, 2524),162.
  7. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, ธ ทรงเป็นร่มฉัตรรัฐสภา, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2550), 85.
  8. เทพศรีหริศทนายความ, อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพพันเอก พระยาศรีวิสารวาจา ป.จ., ม.ป.ช., ม.ว.ม. ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 8 มิถุนายน 2511, (พระนคร: โรงพิมพ์พระจันทร์, 2511), (12)-(15).
  9. เทพศรีหริศทนายความ, อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพพันเอก พระยาศรีวิสารวาจา ป.จ., ม.ป.ช., ม.ว.ม. ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 8 มิถุนายน 2511, (พระนคร: โรงพิมพ์พระจันทร์, 2511), (19).

บรรณานุกรม

กรมศิลปากร. พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: รุ่งศิลป์การพิมพ์, 2524.

เทพศรีหริศทนายความ.อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพพันเอก พระยาศรีวิสารวาจา ป.จ., ม.ป.ช., ม.ว.ม. ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 8 มิถุนายน 2511. พระนคร: โรงพิมพ์พระจันทร์, 2511.

พันเอก พระยาศรีวิสารวาจา. กฎหมายว่าด้วยสัญญา. พระนคร: โรงพิมพ์ของสมาคมสังคมศาสตร์ แห่งประเทศไทย. (จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยจัดพิมพ์โดยเสด็จพระราชกุศล ในงานพระราชทานเพลิงศพพันเอก พระยาศรีวิสารวาจา), 2511.

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. ธ ทรงเป็นร่มฉัตรรัฐสภา. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2550.

หนังสือแนะนำให้อ่านต่อ

พันเอก พระยาศรีวิสารวาจา. ประชุมจดหมายเหตุสมัยอยุธยา. (คณะรัฐมนตรี พิมพ์เป็นบรรณาการในงานพระราชทานเพลิงศพพันเอก พระยาศรีวิสารวาจา ป.จ., ม.ป.ช., ม.ว.ม.ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 8 มิถุนายน 2511). ม.ป.ท., ม.ป.พ.

ดูเพิ่มเติม

สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี. “ประวัติคณะรัฐมนตรี”. http://www.cabinet.thaigov.go.th/bb_main11.htm (สืบค้นเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2557).

สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี. พัฒนาการรัฐธรรมนูญไทย. กรุงเทพฯ: คณะอนุกรรมการผลิตสื่อและเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาประชาธิปไตย, 2533.

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. “เอกสารเผยแพร่ประกอบการจัดนิทรรศการ เรื่อง พระปกเกล้าฯกับรัฐธรรมนูญไทย”. http://dl.parliament.go.th/bitstream/handle/lirt/361379/MP0549.pdf?sequence=1 (สืบค้นเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2557).