พระยานิติศาสตร์ไพศาล


ผู้เรียบเรียง : ศาสตราจารย์พิเศษ นรนิติ เศรษฐบุตร

ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต


พระยานิติศาสตร์ไพศาล : อนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญผู้เป็นอดีตอธิบดีกรมอาลักษณ์

          ในคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรฉบับแรกนั้น เมื่อดูรายชื่ออนุกรรมการทั้งคณะจะเห็นว่ามีนักกฎหมายกับนักการทหารอยู่กันเพียงสองประเภทเท่านั้น แต่ที่จริงในกลุ่มนักกฎหมายที่มีจำนวนข้างมาก ยังมีอดีตอธิบดีกรมอาลักษณ์ ผู้เคยทำงานใกล้ชิดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในกรมราชเลขาธิการอยู่ด้วยท่านหนึ่ง เพียงแต่ว่าผู้คนมักนึกว่าท่านเป็นตุลาการแต่เพียงอย่างเดียว เพราะตำแหน่งล่าสุดในขณะที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดินฯ ท่านได้ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอยู่ที่กระทรวงยุติธรรม ตอนที่ท่านร่วมพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวนี้ในสภาผู้แทนราษฎร ท่านเป็นสมาชิกคนหนึ่งที่ได้อธิบายและแสดงความคิดเห็นที่แหลมคม ให้แง่มุมเกี่ยวกับการปกครองแบบใหม่ของไทยในวันนั้นอย่างน่าสนใจทีเดียว อนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญท่านนี้คือ พระยานิติศาสตร์ไพศาล ผู้เคยเป็นอธิบดีกรมอาลักษณ์อยู่ 4 ปี และทำงานที่กรมราชเลขาธิการหลายตำแหน่งรวมเวลาทั้งหมดได้ถึง 10 ปี ชีวิตและงานสำคัญของพระยานิติศาสตร์ไพศาลจึงน่าสนใจทีเดียว

          พระยานิติศาสตร์ไพศาล เป็นคนกรุงเทพฯ มาตั้งแต่เกิด เพราะท่านเกิดที่บ้านซึ่งอยู่ที่เชิงสะพานยศเส ในเขตอำเภอปทุมวัน จังหวัดพระนคร โดยมีชื่อเดิมว่า วัน นามสกุลของท่านนั้นได้แก่ จามรมาน ท่านมีบิดาชื่อ จมื่นเสนาสงคราม (ช้าง จามรมาน)  มีมารดาชื่อพลอย การศึกษาชั้นประถม ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนวัดเทพธิดาราม แล้วจึงไปต่อชั้นมัธยมที่โรงเรียนวัดราชบุรณะ และไปจบชั้นมัธยมศึกษาพิเศษจากโรงเรียนสวนกุหลาบภาษาอังกฤษ (ที่ย้ายมาจัดการเรียนการสอนที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ในช่วงเวลานั้น ดังนั้น ท่านจึงมีชื่อเป็นนักเรียนมีชื่อเสียง อยู่ในประวัติของโรงเรียนเทพศิรินทร์) ท่านได้เข้าไปเป็นนักเรียนล่ามของกระทรวงยุติธรรม เมื่อปี 2451 จึงทำให้มีโอกาสเข้าเรียนโรงเรียนกฎหมายกระทรวงยุติธรรม ซึ่งท่านเรียนเร็วมาก ในปี 2453 ท่านสอบได้เป็นเนติบัณฑิตชั้น 2 เข้ารับราชการเป็นผู้พิพากษาศาลคดีต่างประเทศ และในปี 2454 ทางกระทรวงยุติธรรมก็ได้คัดเลือกท่านส่งไปเรียนวิชากฎหมายต่อที่ประเทศอังกฤษ ได้เข้าเรียนกฎหมายเหมือนเช่นนักเรียนทุนกระทรวงยุติธรรมรุ่นที่ไปก่อนหน้านั้น ที่สำนักกฎหมายเกรย์อินน์ ท่านเรียบจบกฎหมายจากอังกฤษในปี 2459 แล้วจึงกลับไทยมารับราชการเป็นผู้พิพากษาต่อมา

          การรับราชการของท่านก็เจริญก้าวหน้าเป็นอย่างดี เพียงปีเดียวคือในปี 2460 ขณะมีตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาศาลพระราชอาญา ท่านก็ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นหลวงอรรถกัลยาณวาทย์ เป็นคุณหลวงได้เพียงปีเดียวท่านก็ได้รับการเลื่อนบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็นคุณพระ “นิติศาสตร์ไพศาล” ได้เป็นกรรมการในศาลฎีกา ครั้นถึงปี 2463 ท่านจึงย้ายงานจากทางด้านตุลาการมาอยู่ที่กรมราชเลขาธิการ มาเป็นเจ้ากรมกองการต่างประเทศ และที่สถานที่ทำงานใหม่นี่เอง

          ในเวลาอีก 3 ปีต่อมาพระนิติศาสตร์ไพศาล ก็ได้รับการเลื่อนบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็นพระยาในชื่อเดิม ทำงานในกรมราชเลขาธิการ ต่อมาถึงปี 2470 ท่านก็ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมอาลักษณ์ จากนั้นอีก 3 ปี ในปี 2473 ท่านจึงย้ายกลับไปยังหน่วยงานเดิมที่กระทรวงยุติธรรม โดยในปี 2474 ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองท่านได้ขึ้นเป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลพระราชอาญา และเป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลคดีต่างประเทศในปีถัดมา สำหรับชีวิตสมรสของพระยานิติศาสตร์ไพศาลนั้นปรากฏว่าท่านได้สมรสกับนางสาวฟื้น รัตนะสาขา เมื่อ พ.ศ.2452 ตั้งแต่ตอนที่ท่านเรียนกฎหมายที่โรงเรียนกฎหมาย

          เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดินในปี 2475 แล้วได้มีการแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชั่วคราวชุดแรกขึ้นมาจำนวน 70 คนตามพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินชั่วคราว พ.ศ.2475 พระยานิติศาสตร์ฯ เป็นหนึ่งในขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่แม้จะมิได้เป็นผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองฯ ก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกคนหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรด้วย ดังนั้นต้องถือว่าท่านต้องเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่มีความโดดเด่นมาก และที่น่าสังเกตต่อไปอีกก็คือในวันเดียวกันกับที่ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาฯนั้น สภาฯก็ได้เลือกท่านให้เป็นอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรฉบับแรกคนหนึ่งในจำนวนอนุกรรมการ 7 คน คณะอนุกรรมการชุดนี้มีหัวหน้ารัฐบาล คือ พระยามโนปกรณ์นิติธาดาเป็นประธาน ซึ่งต่อมาอีก 3 เดือน สภาฯก็ได้แต่งตั้งอนุกรรมการเพิ่มเข้ามาอีก 2 คน และดังที่ได้กล่าวมาในตอนต้นว่าพระยานิติศาสตร์ฯ ท่านนี้เองที่เป็นอดีตอธิบดีกรมอาลักษณ์เพียงคนเดียวที่อยู่ในคณะอนุกรรมการ

          ครั้นเมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรเสร็จและนำเสนอให้สภาผู้แทนฯ พิจารณาในเดือนพฤศจิกายน ปี 2475 นั้น ถ้าใครได้อ่านรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎรตอนที่มีการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญก็จะเห็นได้ว่าพระยานิติศาสตร์ฯ ท่านนี้เป็นหนึ่งในผู้แสดงความคิดเห็นค่อนข้างมากในที่ประชุม และเป็นความคิดเห็นหลักที่น่าสนใจทีเดียว แม้จะมีบางท่านเข้าใจว่าท่านเป็นผู้ที่มีความเห็นไปในทางที่สนับสนุนฝ่ายคณะราษฎรก็ตาม แต่ถ้าดูความเห็นในหลายเรื่องแล้วจะพบว่าท่านเป็นผู้ที่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง ซึ่งก็ไม่น่าจะแปลก ในเมื่อท่านเป็นนักกฎหมายที่มีประสบการณ์มาก การศึกษาก็กว้างไกล เคยไปเรียนที่ประเทศอังกฤษอันเป็นระบอบการปกครองที่คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ถูกพิจารณาไปเอามาเป็นต้นแบบ ตัวอย่างหนึ่งก็คือประเด็นตำแหน่งผู้บริหารในคณะรัฐบาลที่ฝ่ายผู้ก่อการฯ หลายคนยังชอบคำว่า “กรรมการราษฎร” ที่เคยใช้มาตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองฯนั้น พระยานิติศาสตร์ฯ ก็อยากให้ใช้คำว่า “เสนาบดี” และท่านก็ไม่ชอบคำว่า “รัฐมนตรี” อีกด้วย ดังที่ท่านได้อภิปรายไว้ตอนหนึ่งในสภาฯ ว่า

          “คำนี้ข้าพเจ้าเคยออกความเห็นว่าควรเรียกเสนาบดี เพราะเมืองไทยแต่ไหนแต่ไรมา ผู้เป็นหัวหน้าบริหารราชการแผ่นดินเรียกว่า ‘เสนาบดี’...ควรใช้ศัพท์เสนาบดีต่อไป ที่อังกฤษก็เรียกเสนาบดีเช่นกัน...”

          พระยานิติศาสตร์ไพศาลผู้ซึ่งมิได้เป็นผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองฯ แต่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชั่วคราวชุดแรก และยังได้รับการเลือกให้เป็นอนุกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญถาวร ฉบับแรกด้วยนั้น ย่อมแสดงว่าท่านต้องเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญมากในระบอบการปกครองใหม่ที่กำลังสถาปนากันในเวลานั้น และต่อมาหลังเข้าเป็นสมาชิกองค์กรนิติบัญญัติได้ยังไม่ทันครบ 50 วัน ในวันที่ 15 สิงหาคม ปี 2475 นั่นเอง พระยานิติศาสตร์ไพศาลก็ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งสำคัญนอกสภาผู้แทนราษฎรที่แม้จะไม่ใช่ตำแหน่งทางราชการ แต่ก็เป็น “งานเมือง” ที่สำคัญและน่าสนใจมาก เพราะท่านได้รับเลือกให้เป็น  “นายกสภาสมาคมคณะราษฎร” และสมาคมคณะราษฎรนี้ก็คือพรรคการเมือง พรรคแรกในเมืองไทยที่มีขึ้นภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองฯ สมัยนั้นยังไม่มีคำว่า “พรรค” จึงตั้งเป็นสมาคม ดูจากชื่อแล้วนี่ก็คือพรรคราษฎรนั่นเอง นับว่าคณะราษฎรเข้าใจเลือก คือ เลือกคนที่ไม่ใช่เป็นผู้ก่อการฯ จึงดูว่าเลือก “คนกลาง” อีกคนหนึ่งให้มาช่วยทำงานการเมืองของการปกครองใหม่ แต่ทำงานด้วยกันก็คงทราบดีว่าแม้ไม่ใช่ผู้ก่อการฯ พระยานิติศาสตร์ฯก็เป็นคนที่มีความเห็นสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงการปกครองฯ คณะราษฎรต้องการคนนอกที่เห็นด้วยกับแนวคิดให้มานำองค์การการเมืองที่จะช่วยแปลงร่างคณะผู้ยึดอำนาจให้มาช่วยขับเคลื่อนงานการเมืองต่อไป

          งานการเมืองที่สำคัญของพรรคการเมือง หรือในกรณีนี้ก็คือสมาคมคณะราษฎรนั้น ได้แก่ การระดมราษฎรเข้ามาสนับสนุนทั้งแนวทางการปกครองของคณะราษฎรและรัฐบาลของคณะราษฎรด้วย ดูโดยทั่วไปแล้วก็น่าจะราบรื่น เพราะคนคิดกันว่าคณะราษฎรผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองฯ กำลังมีอำนาจจะทำอะไรก็น่าจะได้ แต่การทำงานการเมืองที่สมาคมคณะราษฎรของพระยานิติศาสตร์ฯ กลับเป็นงานยากอย่างคาดไม่ถึง ที่คาดไม่ถึงเลยก็คือการคัดค้านหรือต่อต้านที่มาจากคนในคณะรัฐบาลที่คณะราษฎรตั้งมานั่นเอง เพราะสมาคมคณะราษฎรเริ่มงานมาได้ไม่นาน ทางรัฐบาลก็ได้มีมติคณะรัฐมนตรีห้ามข้าราชการทั้งทหารและพลเรือน รวมถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการแต่งตั้งที่ในเวลานั้นทั้งสภาผู้แทนราษฎรมีแต่สมาชิกประเภทที่มาจากการแต่งตั้งเท่านั้นเป็นสมาชิกสมาคมการเมือง ตอนนั้นก็คือสมาคมคณะราษฎร ดังนั้นคนที่เป็นทั้งหัวหน้าพรรคและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วยจึงไม่อาจทนเงียบอยู่ได้ พระยานิติศาสตร์ฯ จึงตั้งกระทู้ถามหัวหน้ารัฐบาลในวันพฤหัสบดี ที่ 17 มีนาคม ปี 2475 (สมัยโน้นเดือนมีนาคมเป็นเดือนสุดท้ายของปี) กระทู้ของพระยานิติศาสตร์ฯ โด่งดังมาก ทำให้การประชุมสภาฯในวันนั้นมีการอภิปรายสอนการเมืองกันกลางสภาฯ โดยพระยาศรีวิสารวาจารัฐมนตรีได้ตอบยอมรับว่ารัฐบาลสั่งห้ามจริง ทั้งเจ้าของกระทู้และสมาชิกสภาฯที่เป็นคนในคณะราษฎรจึงได้ลุกขึ้นอภิปรายเล่นงานรัฐบาลอย่างรุนแรง เสมือนเป็นฝ่ายค้านรัฐบาลเลยทีเดียว แต่ที่จริงไม่ใช่ต้องการล้มรัฐบาล หากแต่เห็นต่างกันในเรื่องการตั้ง “สมาคมการเมือง” เพราะตอนนั้นมีคณะบุคคลที่อยู่คนละพวกกับคณะราษฎรได้ขอตั้งสมาคมการเมืองของฝ่ายตนชื่อ  “คณะชาติ” ขึ้นมาบ้างแต่รัฐบาลไม่ยอม จึงต้องหันมาห้ามสมาคมคณะราษฎรที่ตั้งมาก่อนหน้านั้นเสียด้วย มีผู้อภิปรายเล่นงานว่ารัฐบาลทำ “ผิดรัฐธรรมนูญ” จึงทำไม่ได้ ถ้าจะทำก็ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญเสียก่อน แต่ที่ทำให้นายกรัฐมนตรีถึงกับเถียงไม่ออก จนยอมถอยในเรื่องนี้ คือ คำอภิปรายของสมาชิกสภาคนสำคัญที่ว่านายกรัฐมนตรีเป็น “ดิ๊กเตเตอร์” คือผู้เผด็จการนั่นเอง

          นอกจากเรื่องสมาคมการเมืองที่ทำให้รัฐบาลขัดแย้งอย่างมากกับสมาชิกสภาฯ ที่เป็นบุคคลในคณะราษฎรแล้ว ยังมีเรื่องแนวคิดในการบริหารจัดการด้านเศรษฐกิจอีกด้วย และรัฐบาลได้มอบให้หลวงประดิษฐ์มนูธรรมไปยกร่างเค้าโครงเศรษฐกิจมาเสนอรัฐบาล แต่เมื่อหลวงประดิษฐ์มนูธรรมนำมาเสนอ รัฐบาลก็ไม่รับจนเกิดเป็นความขัดแย้งซ้อนขึ้นมาอีกระหว่างรัฐบาลกับสมาชิกสภาฯจำนวนมาก ทำให้มีการอภิปรายเล่นงานรัฐบาลอย่างรุนแรง ถึงขนาดรัฐบาลหมดความอดทนใช้อำนาจออกพระราชกฤษฎีกาปิดสภาผู้แทนราษฎรและงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ในวันที่ 1 เมษายน ปี 2476 นั่นก็คือวันขึ้นปีใหม่วันแรกของปี 2476 (สมัยโน้น)

          การเมืองที่เริ่มคับขันได้นำไปสู่การยึดอำนาจอีกครั้งของพระยาพหลพลพยุหเสนาและคณะ ในวันที่ 20 มิถุนายน ปี 2476 คราวนี้พระยาพหลฯ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีเอง และในรัฐบาลชุดแรกของนายกฯ พระยาพหลฯ ปรากฏว่าพระยานิติศาสตร์ไพศาลได้เข้าร่วมรัฐบาลด้วยโดยเป็นรัฐมนตรีที่ดูแลกระทรวงยุติธรรม แต่ตำแหน่งของท่านจะระบุแปลกไปกว่าท่านอื่นว่าเป็น “รัฐมนตรีทำการแทนรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม” ในขณะนั้นพระยานิติศาสตร์ฯ ยังคงดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาฯที่มาจากการแต่งตั้งอยู่ด้วย ท่านได้รับแต่งตั้งซ้ำ หลังมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกครึ่งสภาฯ ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2476 พระยานิติศาสตร์ฯ ได้ร่วมรัฐบาลพระยาพหลฯ มาในช่วงเวลาที่ยากลำบากของรัฐบาล เพราะมีการใช้กำลังเข้าล้มรัฐบาลที่เรียกว่ากบฎบวรเดช ในเดือนตุลาคม ปี 2476 และการสละราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ในวันที่ 2 มีนาคม ปี 2477  พระยานิติศาสตร์ฯ ได้ร่วมรัฐบาลพระยาพหลฯ จนถึงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ปี 2478 ท่านจึงได้ลาออกจากรัฐมนตรี หลังจากนั้นท่านก็ดูจะห่างจากวงการเมือง แม้จะมีรัฐบาลของนายกฯ ที่ตามมาอีกหลายคน แต่ที่น่าสังเกตคือ หลังการรัฐประหารปี 2490 และมีการแก้กฎหมายมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการจัดตั้งเป็นคณะ 4 คณะขึ้นมา พระยานินิศาสตร์ฯ เป็นคนสำคัญคนหนึ่งที่ไปเป็นคณบดีคณะนิติศาสตร์ในปี 2492 พระยานิติศาสตร์ฯ ได้มีชีวิตดูการเมืองต่อมาจนถึงแก่อนิจกรรมในวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ.2510