พระยากัลยาณไมตรี (Jens Iverson Westengard)


ผู้เรียบเรียง : โชคสุข กรกิตติชัย

ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : นายจเร พันธุ์เปรื่อง


เนื้อหา

บทนำ

หากกล่าวถึงบุคคลที่เป็นชาวต่างชาติที่มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ไทย ที่เข้ามารับราชการในประเทศสยาม หรือประเทศไทยในปัจจุบัน และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “พระยากัลยาณไมตรี” มี ๒ ท่าน คือ พระยากัลยาณไมตรี เจนส์ ไอ. เวสสเตนการด์ (Jens Iverson Westengard) เพราะท่านเป็น บุคคลที่มีผลงานด้านนโยบายภายในและภายนอกประเทศโดยเฉพาะกับการแก้ไขปัญหาพรมแดน และการผ่อนคลายปัญหาเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขต และท่านที่ ๒ คือ พระยากัลยาณไมตรี ดร. ฟรานซิส บี. แซร์ (Dr. Francis Bowes Sayre) เพราะท่านเป็นบุคคลที่ช่วยให้ประเทศไทยรอดพ้นจากการถูกเอารัดเอาเปรียบทั้งปวงในสมัยจักรวรรดินิยม ทำให้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงพระราชทานบรรดาศักดิ์ท่านทั้งสองคนให้เป็น “พระยากัลยาณไมตรี[1]

ประวัติของพระยากัลยาณไมตรี เจนส์ ไอ. เวสสเตนการด์ (Jens Iverson Westengard)

พระยากัลยาณไมตรี เจนส์ ไอ. เวสสเตนการด์ (Jens Iverson Westengard) เป็นชาวอเมริกา เกิดที่เมืองชิกาโก เมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๔๑๔[2]ในครอบครัวชาวเดนมาร์คซึ่งมาตั้งถิ่นฐานในประเทศสหรัฐอเมริกา[3]

การสมรสของพระยากัลยาณไมตรี เจนส์ ไอ. เวสสเตนการด์ (Jens Iverson Westengard)

ได้สมรสกับนางเวสสเตนการ์ด (Mrs. Westengard) มีบุตร ๑ คน คือ ออบรีย์ (Aubrey)[4]

การศึกษาของพระยากัลยาณไมตรี เจนส์ ไอ. เวสสเตนการด์ (Jens Iverson Westengard)

ปริญญานิติศาสตรบัณฑิต ในปี พ.ศ. ๒๔๔๑

ปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ในปี พ.ศ. ๒๔๔๖[5]

ประสบการณ์การทำงานของพระยากัลยาณไมตรี เจนส์ ไอ. เวสสเตนการด์ (Jens Iverson Westengard) ก่อนเข้ามารับราชการในประเทศไทย

เคยเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ West Division High Scool ที่เมืองชิกาโก

เคยทำงานเกี่ยวกับการธนาคารและการซื้อขายที่ดินที่เมืองชิกาโก ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๓๓ – ๒๔๔๖

เคยเป็นทนายความที่เมืองบอสตัน ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๔๒ – ๒๔๔๖[6]

เคยเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์สอนกฎหมายอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดประมาณ ๕ ปี[7]

การเข้ามาเมืองไทยของพระยากัลยาณไมตรี เจนส์ ไอ. เวสสเตนการด์ (Jens Iverson Westengard)

ในปี พ.ศ. ๒๔๔๖ ได้เข้ามารับราชการในประเทศสยาม โดยเป็นผู้ช่วยสโตรเบล ซึ่งรัฐบาลไทยได้จ้างเป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดินในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕[8]

ในปี พ.ศ. ๒๔๔๗ ได้เป็นผู้แทนพระองค์เดินทางไปตรวจราชการที่มณฑลบูรพา ซึ่งขณะนั้นยังอยู่กับไทย และใช้เวลาหลายเดือนที่นั้น จนกระทั่งมีความรู้ความเข้าใจในสภาพและปัญหาของพื้นที่จากพระตระบองเจนส์ ไอ. เวสสเตนการ์ด (Jens Iverson Westengard) ได้เขียนจดหมายถึงบ้านแสดงความวิตกกังวล ในความล้าหลังของมณฑลบูรพา และเห็นว่ามีการปกครองแบบเดิมจะเหมาะสมกับอดีต หากก็ถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว คือ เปลี่ยนไปสู่การปกครองโดยกฎหมาย ปัญหามีเพียงว่าเปลี่ยนแปลงอย่างไร จึงจะราบรื่นที่สุด เจนส์ ไอ. เวสสเตนการ์ด (Jens Iverson Westengard) และสโตรเบลเห็นพ้องต้องกันว่า มีความจำเป็นจะต้องสร้างความเข้าใจอันดีอย่างถาวรระหว่างไทยกับมหาอำนาจตะวันตก และความมั่นคงของไทยก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการขจัดข้อขัดแย้งต่างๆ ที่ทำให้ระคายเคืองต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ข้อขัดแย้งเหล่านี้ คือ ดินแดนลาวและเขมรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกของไทย กับดินแดนมลายูในภาคใต้ เมื่อประเทศฝรั่งเศสเข้ามายึดครองเป็นของตน ถ้าการขัดแย้งในเรื่องดินแดนยังคงเรื้อรังต่อไป และเมื่อใดที่การเจรจาล้มเหลว การปะทะกันด้วยกำลังทหารก็จะหลีกเลี่ยงไม่พ้น และนั้นหมายถึงการเสี่ยงอันตรายต่อเอกราชของประเทศสยาม เจนส์ ไอ. เวสสเตนการ์ด (Jens Iverson Westengard) เดินทางไปเจรจากับผู้สำเร็จราชการอินโดจีนที่เมืองไซ่ง่อน ประเทศเวียดนาม ซึ่งตามมาด้วยสิทธิสัญญาปี พ.ศ. ๒๔๕๐ (ค.ศ. ๑๙๐๗) อันยุติข้อขัดแย้งทั้งมวลระหว่างไทยกับฝรั่งเศส สนธิสัญญานี้ระบุว่า “ประเทศไทยได้ยกมณฑลบูรพาให้ประเทศฝรั่งเศสเพื่อแลกกับจังหวัดตราด ซึ่งประเทศฝรั่งเศสได้ยึดครองไว้ตอนที่ถอนทหารออกจากจังหวัดจันทบุรีเมื่อประมาณ ๒ ปีก่อนหน้านั้น”[9]

ในปี พ.ศ. ๒๔๔๙ ได้ถวายคำปรึกษาเกี่ยวกับเงื่อนไขและกำหนดเงินทุนของบริษัทแบงก์สยามฯ ในกรณีที่มีบริษัทและเอกชนต่างด้าวมาลงทุนในเมืองไทย

ในปี พ.ศ. ๒๔๕๑ เมื่อสโตรเบลถึงแก่กรรมด้วยโรคโลหิตเป็นพิษ จึงได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาราชการแผ่นดินสืบต่อจากสโตรเบล[10]

ในปี พ.ศ. ๒๔๕๒ ได้เจรจากับประเทศอังกฤษ ซึ่งประเทศไทยได้มอบรัฐมลายูชายแดนให้อยู่ในความดูแลของประเทศอังกฤษ โดยประเทศอังกฤษยอมสละ “สิทธิสภาพนอกอาณาเขต” บางส่วน และให้ประเทศไทยกู้เงินจำนวน ๖ ล้านปอนด์ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๔.๕ ต่อปี เพื่อก่อสร้างทางรถไฟสายใต้เชื่อมต่อกับมลายู เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ก็ได้เป็นกำลังสำคัญในการทำให้กรุงเทพฯ เป็นที่ชุมนุมอย่างมโหฬารของบรรดาสมาชิกพระราชวงศ์ต่างๆ ในยุโรปซึ่งไม่เคยปรากฏ มาก่อนในทวีปเอเชีย[11]

ในปี พ.ศ. ๒๔๕๓ ในระหว่างรับราชการได้เรียบเรียงเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายระหว่างประเทศ ชื่อ “การจับกลางทะเล” เป็นภาษาอังกฤษ และแปลเป็นภาษาไทยลงในหนังสือ “สมุทรสาร” ประจำเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๔๕๗

ในปี พ.ศ. ๒๔๕๔ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นราชทูตผู้มีอำนาจเต็มและเป็นสมาชิกของศาลโลกประจำกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ รวมทั้งเป็นผู้พิพากษาสูงสุดของศาลอุทธรณ์แห่งประเทศไทย [12]

พระราชทานบรรดาศักดิ์หรือยศพระยากัลยาณไมตรี เจนส์ ไอ. เวสสเตนการด์ (Jens Iverson Westengard)

หลังจากที่ เจนส์ ไอ. เวสสเตนการด์ (Jens Iverson Westengard) ได้รับราชการมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๖ เนื่องจากได้กระทำความชอบไว้มาก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “พระยากัลยาณไมตรี” เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๔[13]

ผลงานของพระยากัลยาณไมตรี เจนส์ ไอ. เวสสเตนการด์ (Jens Iverson Westengard)

ผลงานด้านนโยบายภายในและภายนอกประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหาพรมแดน และการผ่อนคลายปัญหาเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขตกับประเทศอังกฤษ และประเทศฝรั่งเศส

ผลงานด้านการวางรากฐานการพัฒนาประเทศ ได้แก่ การพิจารณาออกกฎหมายต่างๆ เช่น พระราชบัญญัติเลิกบ่อนการพนัน ปรับปรุงพระราชบัญญัติภาษีที่ดิน ปรับปรุงกฎข้อบังคับเกี่ยวกับการเดินเรือในประเทศ และต่างประเทศ เลิกข้อผูกพันเกี่ยวกับหนี้สินของทาส ขยายกิจการกรมไปรษณีย์โทรเลข กรมรถไฟ รถราง โรงสี โรงเลื่อย นอกจากนี้ยังรับหน้าที่ในคณะกรรมาธิการควบคุมรายจ่ายรายได้ของประเทศ หน้าที่ตรวจงบประมาณรายได้แผ่นดิน ปรับปรุงการทำงานของข้าราชการ ปรับปรุงเรื่องเงินเดือนข้าราชการ เป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา และเป็นผู้แทนถาวรของประเทศสยามประจำศาลระหว่างประเทศที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ [14]

ชีวิตบั้นปลายของพระยากัลยาณไมตรี เจนส์ ไอ. เวสสเตนการด์ (Jens Iverson Westengard)

พระยากัลยาณไมตรี เจนส์ ไอ. เวสสเตนการด์ (Jens Iverson Westengard) ก็ได้กราบถวายบังคมลาออกจากราชการ ได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ เมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๔๕๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงบันทึกข้อพระราชดำรัสกับพระยากัลยาณไมตรีไว้ว่า “ทรงเสียพระทัยที่ทราบว่าพระยากัลยาณไมตรีคิดจะลาออก และขอทราบเหตุผล พระยากัลยาณไมตรีก็ตอบโดยไม่อำพรางและยืดยาวว่า “ได้ออกมาอยู่ในประเทศร้อนได้ ๑๐ ปีแล้ว รู้สึกเหน็ดเหนื่อยไม่สบายจึงคิดจะพักและรักษาตัว ระหว่างสิบปีนั้นได้สู้สละความคิดถึงตัวและครอบครัว เอาใจใส่แต่ราชการที่จะให้ประโยชน์แก่เมืองสยาม บัดนี้บุตรชายก็โตขึ้น ภรรยาก็เป็นโรคประสาทพิการประจำตัว หน้าที่ในฐานเป็นสามีและบิดามาสะกิดใจเตือนอยู่ไม่เว้นวาย และถ้าเห็นความยุ่งยากจะมาถึงเมืองไทยในภายหน้าแล้ว ก็จะไม่คิดลาออก และจะเป็นคนสุดท้ายที่คิดถอย แต่บัดนี้รู้สึกว่าเมืองไทยได้ก้าวหน้าจำเริญมั่นคงแล้ว” หลังจากนั้นพระยากัลยาณไมตรี เจนส์ ไอ. เวสสเตนการด์ (Jens Iverson Westengard) ได้ลาออกจากราชการไทยเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๔๕๘ [15] เพื่อเดินทางกลับประเทศสหรัฐอเมริกาไปรับตำแหน่งศาสตราจารย์วิชากฎหมายระหว่างประเทศจากกองทุนยอร์ช เบมีช ซึ่งเป็นตำแหน่งเดิมของสโตรเบล[16] และไปสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แต่ก็ยังได้คอยช่วยเหลือกิจการของรัฐบาลไทยอยู่เสมอ โดยผ่านสถานทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน เช่น ช่วยเปิดการเจรจาแก้ไขสนธิสัญญากับประเทศสหรัฐอเมริกา ช่วยจัดหาบุคคลเหมาะสมมารับราชการ เช่น ตำแหน่งที่ปรึกษาราชการประจำกระทรวงการต่างประเทศ[17] อีกทั้งให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อความก้าวหน้าในการศึกษาของบรรดานักเรียนไทย ซึ่งท่านได้กล่าวเสมอว่า “อนาคตของสยามอยู่ในกำมือของคนหนุ่มเหล่านี้” [18] เป็นต้น

หลังจากนั้นอีก ๓ ปี ก็ถึงแก่กรรมด้วยโรคเบาหวาน เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๑[19] ที่เมือง เคมบริดจ์ มีอายุเพียง ๔๗ ปี วันที่ประกอบพิธีฝังศพพระยากัลยาณไมตรี เจนส์ ไอ. เวสสเตนการด์ (Jens Iverson Westengard) สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนสงขลานครินทรทรงเป็นผู้แทนพระองค์รัชกาลที่ ๖ และผู้แทนรัฐบาลสยาม เสด็จไปทรงวางพวงมาลาคำนับศพ [20] รวมทั้งนักเรียนไทยในประเทศสหรัฐอเมริกาได้ ไปร่วมแสดงความเคารพเป็นจำนวนมาก ซึ่งวารสาร Harvard Law Review ของโรงเรียนกฎหมายฯ ได้ตีพิมพ์บทความไว้อาลัยท่านในนามนักเรียนไทยทั้งหมดอย่างน่าประทับใจที่สุด [21]

อ้างอิง

  1. สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์. “พระยากัลยาณไมตรี”. [ออนไลน์]. สืบค้นจาก : http://www.literatureandhistory.go.th/index.php?app=academic&fnc=showlist&cateid=๑๐๒๔&apptype=academic๔. (เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๖). หน้า ๑.
  2. อุทัย สินธุสา, “กัลยาณไมตรี ,พระยา”สารานุกรมไทย (๒๕๓๓) : ๖๙๗.
  3. วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร. นักเรียนกฎหมายจากฮาร์วาร์ดของประเทศไทย. [ออนไลน์]. สืบค้นจาก : httpp://www.oknation.net/blog/print.php?id=๑๘๙๙๓๒ (เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗). หน้า ๑.
  4. Joseph H. Beale and others, Jens Iverson Westengard [Online], accessed ๒๙ May ๒๐๑๔. Available from http://www.jstor.org/stable/๑๓๒๗๖๓๙
  5. อุทัย สินธุสา, “กัลยาณไมตรี ,พระยา”สารานุกรมไทย, ๖๙๗.
  6. เรื่องเดียวกัน.
  7. วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร, นักเรียนกฎหมายจากฮาร์วาร์ดของประเทศไทย, หน้า ๑.
  8. อุทัย สินธุสา, “กัลยาณไมตรี ,พระยา”สารานุกรมไทย, ๖๙๗.
  9. วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร, นักเรียนกฎหมายจากฮาร์วาร์ดของประเทศไทย, หน้า ๒.
  10. อุทัย สินธุสา, “กัลยาณไมตรี ,พระยา”สารานุกรมไทย, ๖๙๗.
  11. วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร, นักเรียนกฎหมายจากฮาร์วาร์ดของประเทศไทย, หน้า ๒.
  12. อุทัย สินธุสา, “กัลยาณไมตรี ,พระยา”สารานุกรมไทย, ๖๙๗.
  13. เรื่องเดียวกัน.
  14. เรื่องเดียวกัน, ๖๙๙.
  15. อุทัย สินธุสา, “กัลยาณไมตรี ,พระยา”สารานุกรมไทย, ๖๙๘.
  16. วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร, นักเรียนกฎหมายจากฮาร์วาร์ดของประเทศไทย, หน้า ๑.
  17. อุทัย สินธุสา, “กัลยาณไมตรี ,พระยา”สารานุกรมไทย, ๖๙๙.
  18. วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร, ๒.
  19. อุทัย สินธุสา, “กัลยาณไมตรี ,พระยา”สารานุกรมไทย, ๖๙๘.
  20. วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร, ๑.
  21. วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร, ๒.

บรรณานุกรม

วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร. นักเรียนกฎหมายจากฮาร์วาร์ดของประเทศไทย. [ออนไลน์]. สืบค้นจาก : httpp://www.oknation.net/blog/print.php?id=๑๘๙๙๓๒ (เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗)

สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์. “พระยากัลยาณไมตรี”. [ออนไลน์]. สืบค้นจาก : http://www.literatureandhistory.go.th/index.php?app=academic&fnc=showlist&cateid=๑๐๒๔&apptype=academic๔. (เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๖).

อุทัย สินธุสาร. สารานุกรมไทย กัลยาณไมตรี, พระยา. (กรุงเทพมหานคร. ๒๕๓๓).

Joseph H. Beale and others, Jens Iverson Westengard [Online], accessed ๒๙ May ๒๐๑๔. Available from http://www.jstor.org/stable/๑๓๒๗๖๓๙