ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์


ผู้เรียบเรียง เชษฐา ทองยิ่ง

ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง


ในประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขอย่างเช่นประเทศไทย เมื่อใดที่พระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือทรงบริหารพระราชกรณียกิจไม่ได้ เช่น ทรงประชวร ทรงผนวช ยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะ หรือเมื่อราชบัลลังก์ว่างลง ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์จะเป็นผู้บริหารราชการแผ่นดินในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์แทนพระมหากษัตริย์ ในการลงพระนามาภิไธย ลงพระนาม หรือลงนามในพระราชบัญญัติและกฎหมายต่างๆ หรือจะปฏิบัติพระราชภาระต่าง ๆ ที่สำคัญแทนพระมหากษัตริย์ เช่น การออกรับคณะบุคคลสำคัญหรือทูตานุทูตจากต่างประเทศที่เข้าเฝ้าฯ หรือมาเยือนประเทศ รวมถึงการบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในเทศกาลและวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เป็นต้น

ความหมายของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หมายถึงบุคคลที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง หรือประธานรัฐสภาประกาศในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์แต่งตั้ง เพื่อบริหารพระราชภาระต่าง ๆ แทนองค์พระมหากษัตริย์ ในกรณีที่พระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้[1]

ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ นับเป็นบุคคลสำคัญบุคคลหนึ่งของประเทศที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ใช้สิทธิในการปฏิบัติพระราชภาระต่าง ๆ เสมือนองค์พระมหากษัตริย์ ทั้งนี้ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์จะได้รับความคุ้มครองในสถานะเดียวกับพระราชินี และรัชทายาท ตามที่บัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา ลักษณะ 1 ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หมวด 1 ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (มาตรา 109-112) ที่มีบทกำหนดโทษแก่ผู้กระทำความผิดฐานฆ่าผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หรือกระทำการใดๆที่เป็นการประทุษร้ายต่อร่างกาย หรือเสรีภาพของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือกระทำการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และให้รวมถึงผู้พยายามกระทำความผิด หรือผู้ที่กระทำการใดอันเป็นการตระเตรียมเพื่อกระทำความผิดดังกล่าว ซึ่งต้องระวางโทษในความผิดเช่นเดียวกับได้กระทำต่อองค์พระราชินี หรือรัชทายาท[2]

บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

การตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ถือเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ที่มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญตั้งแต่ฉบับแรกจนถึงฉบับปัจจุบัน

พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ถือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทย ได้บัญญัติให้ "คณะกรรมการราษฎร" (ต่อมาเรียกคณะรัฐมนตรี) เป็นผู้ใช้สิทธิในการปฏิบัติพระราชภาระแทนพระมหากษัตริย์ ในกรณีที่พระมหากษัตริย์มีเหตุจำเป็นชั่วคราวที่จะทำหน้าที่ไม่ได้ หรือไม่อยู่ในพระนคร[3] ในรัฐธรรมนูญฉบับต่อมาคือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 บทบัญญัติเกี่ยวกับการตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เริ่มมีรายละเอียดที่ชัดเจนขึ้น กล่าวคือ เมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ พระมหากษัตริย์จะทรงตั้งบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือหลายคนเป็นคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร ถ้าหากมิได้ทรงตั้งไว้หรือไม่สามารถจะทรงตั้งได้ ให้สภาผู้แทนราษฎรปรึกษากันตั้งขึ้น และในระหว่างที่สภาผู้แทนราษฎรยังมิได้ตั้งผู้ใด ให้คณะรัฐมนตรีกระทำหน้าที่นั้นไปชั่วคราวก่อน[4]

เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 ได้บัญญัติให้รัฐสภาเป็นระบบสองสภา ประกอบด้วยพฤฒสภาและสภาผู้แทน ดังนั้น การตั้งบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือหลายคนเป็นคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ถ้าหากมิได้ทรงตั้งไว้หรือไม่สามารถจะทรงตั้งได้ ให้รัฐสภาปรึกษากันตั้งขึ้น และในระหว่างที่รัฐสภายังมิได้ตั้งผู้ใด ให้สมาชิกพฤฒสภาผู้มีอายุสูงสุดสามคนประกอบเป็นคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ขึ้นชั่วคราว[5]

ในรัฐธรรมนูญฉบับต่อมาคือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉะบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 มีบทบัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งคณะอภิรัฐมนตรีทำหน้าที่เป็นผู้บริหารราชการในพระองค์ และถวายคำปรึกษาแด่พระมหากษัตริย์ ดังนั้น หากพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง พระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งอภิรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ถ้าพระมหากษัตริย์มิได้ทรงตั้ง หรือไม่สามารถจะทรงตั้งได้ ก็ให้คณะอภิรัฐมนตรีเข้าบริหารราชการแผ่นดินในหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทันที นอกจากนี้กรณีที่ราชบัลลังก์ว่างลง และมิได้มีการตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เอาไว้ ก็ให้คณะอภิรัฐมนตรีเข้าบริหารราชการแผ่นดินในหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ชั่วคราว จนกว่าจะได้ประกาศแต่งตั้งผู้สืบสันตติวงศ์ในหน้าที่พระมหากษัตริย์[6]

ต่อมาเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 บทบัญญัติเกี่ยวกับผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จะมีรายละเอียดและกระบวนการที่ชัดเจนมากขึ้น กว่าฉบับก่อนๆ กล่าวคือ

1) เมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ จะได้ทรงแต่งตั้งผู้ใดผู้หนึ่งด้วยความเห็นชอบของรัฐสภาเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

2) หากกรณีที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไว้ หรือกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่สามารถทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เพราะยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะหรือเพราะเหตุอื่น ให้เป็นอำนาจของคณะองคมนตรีเสนอชื่อผู้ใดผู้หนึ่งที่สมควรดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ก็ให้ประธานรัฐสภาประกาศในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ แต่งตั้งผู้นั้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

3) ในระหว่างที่ไม่มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามกรณีดังกล่าว หรือหากว่ามีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ประธานองคมนตรีทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน

4) ในกรณีที่ราชบัลลังก์ว่างลง และอยู่ในระหว่างที่ยังไม่มีประกาศองค์ผู้สืบสันตติวงศ์เพื่อทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ ถ้าได้มีการแต่งตั้งผู้ใดเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไว้ ก็ให้ผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไปพลางก่อน แต่ถ้าไม่มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ดังกล่าวนี้ ก็ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไปพลางก่อน

นอกจากนี้ บทบัญญัติที่ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้แตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ ที่กล่าวมาคือ มีการบัญญัติให้ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งได้รับแต่งตั้งขึ้น ต้องปฏิญาณตนในที่ประชุมรัฐสภาก่อนที่จะเข้ารับหน้าที่ด้วย[7]

บทบัญญัติเกี่ยวกับผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามรัฐธรรมนูญฉบับต่อๆมาจนถึงฉบับปัจจุบัน จะมีความคล้ายคลึงกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 ดังที่กล่าวไปแล้ว

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 (ฉบับปัจจุบัน) บัญญัติให้มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ภายใต้วิธีการและเงื่อนไขดังต่อไปนี้

1) เมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง จะได้ทรงแต่งตั้งผู้ใดผู้หนึ่งด้วยความเห็นชอบของรัฐสภาเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

2) หากในกรณีที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไว้ หรือในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่สามารถทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เพราะยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะหรือเพราะเหตุอื่น ให้คณะองคมนตรีเสนอชื่อผู้ใดผู้หนึ่งซึ่งสมควรดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ให้ประธานรัฐสภาประกาศในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ แต่งตั้งผู้นั้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

3) ในระหว่างที่ไม่มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามกรณีดังกล่าวข้างต้น หรือหากว่ามีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ประธานองคมนตรีทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน โดยในระหว่างที่ประธานองคมนตรีเป็นหรือทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามกรณีนี้ ประธานองคมนตรีจะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นประธานองคมนตรีมิได้ ในกรณีเช่นนี้ให้คณะองคมนตรีเลือกองคมนตรีคนหนึ่งขึ้นทำหน้าที่ประธานองคมนตรีเป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน

4) ในกรณีที่ราชบัลลังก์ว่างลง และอยู่ในระหว่างที่ยังไม่มีประกาศอัญเชิญองค์พระรัชทายาทหรือองค์ผู้สืบสันตติวงศ์ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไปพลางก่อน แต่ในกรณีที่ราชบัลลังก์ว่างลงในระหว่างที่ได้แต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไว้ หรือระหว่างที่ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ให้ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์นั้นๆ แล้วแต่กรณี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต่อไป จนกว่าจะได้ประกาศอัญเชิญองค์พระรัชทายาท หรือองค์ผู้สืบสันตติวงศ์ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์

5) ในกรณีที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งได้รับการแต่งตั้งไว้และเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต่อไปตาม 4) ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ประธานองคมนตรีทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน และในกรณีเช่นนี้ประธานองคมนตรีจะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นประธานองคมนตรีมิได้ ให้คณะองคมนตรีเลือกองคมนตรีคนหนึ่งขึ้นทำหน้าที่ประธานองคมนตรีเป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน

นอกจากนี้ ก่อนที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งได้รับแต่งตั้งขึ้นจะเข้ารับหน้าที่ จะต้องมีการปฏิญาณตนในที่ประชุมรัฐสภา ตามถ้อยคำดังต่อไปนี้

"ข้าพเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ (พระปรมาภิไธย) และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ"[8]

จากที่กล่าวมาทั้งหมด พอจะสรุปให้เห็นถึงการตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์สามารถกระทำได้ใน 4 กรณี[9] คือ

กรณีแรก พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้เลย

กรณีที่สอง ถ้าหากพระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หรือในกรณีที่ไม่สามารถทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้ เพราะยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะ หรือเพราะเหตุอื่น ให้คณะองคมนตรีเสนอชื่อผู้ใดผู้หนึ่งซึ่งสมควรดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ให้ประธานรัฐสภาประกาศในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ แต่งตั้งผู้นั้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

กรณีที่สาม ในระหว่างที่ไม่มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ไม่ว่าในกรณีใดกรณีหนึ่งข้างต้น ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน

กรณีที่สี่ ถ้าหากผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามกรณีหนึ่งหรือกรณีที่สอง ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ประธานองคมนตรีทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน

การตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในประเทศไทย

การตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในประเทศไทยในอดีต ตามหลักฐานที่ปรากฏพบว่า ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ระหว่างที่พระองค์ยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะ ที่ประชุมแห่งสมเด็จพระราชาคณะ พระบรมวงศานุวงศ์ เสนาบดี และขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ได้มีมติให้ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน (พ.ศ.2411-2416) ต่อมาในระหว่างที่เสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรป ครั้งที่ 1 (พ.ศ.2440) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินี เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน (จากการปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างๆในฐานะผู้สำเร็จราชการแผ่นดินนี้ ต่อมาได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯสถาปนาพระอิสริยยศ เป็น "สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ" ถือเป็นพระบรมราชินีนาถพระองค์แรกของไทย) นอกจากนี้ในระหว่างที่เสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรป ครั้งที่ 2 (พ.ศ.2450) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร (ต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน[10]

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในระหว่างที่เสด็จพระราชดำเนินประพาสหัวเมืองในช่วงปลายรัชกาล ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา (ต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว) เป็นผู้สำเร็จราชการพระนคร[11]

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต เป็นผู้สำเร็จราชการพระนคร ในระหว่างที่แปรพระราชฐานไปประทับ ณ วังไกลกังวล หัวหิน(พ.ศ.2475)และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ สมเด็จเจ้าฟ้าฯกรมพระนริศรานุวัติวงศ์ เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในระหว่างที่เสด็จพระราชดำเนินไปรักษาพระเนตร ณ ทวีปยุโรป (11 มกราคม 2476 - 2 มีนาคม 2477)[12]

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ในระหว่างที่พระองค์ ยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะ (7 มีนาคม 2477 -19 สิงหาคม 2478) สภาผู้แทนราษฎรมีมติแต่งตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ประกอบด้วย พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา และเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) และเมื่อพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์สิ้นพระชนม์ สภาผู้แทนราษฎรมีมติแต่งตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ขึ้นใหม่ ประกอบด้วย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) และ เจ้าพระยาพิชเยนทร์โยธิน (อุ่ม อินทรโยธิน)

ต่อมาเมื่อเจ้าพระยายมราชถึงแก่อสัญกรรม และเจ้าพระยาพิชเยนทรโยธินชราภาพสุขภาพไม่สมบูรณ์ สภาผู้แทนราษฎรมีมติแต่งตั้งซ่อมคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ขึ้นใหม่ (16 ธันวาคม 2484 - 31 กรกฎาคม 2487) ประกอบด้วย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา และหลวงประดิษฐมนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์)

ภายหลังจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา กราบบังคมทูลลาออกจากตำแหน่ง สภาผู้แทนราษฎรมีมติแต่งตั้งหลวงประดิษฐมนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เพียงผู้เดียว (1 สิงหาคม 2487 - 20 กันยายน 2488) และได้รับแต่งตั้งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต่อไปอีก เนื่องจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงบรรลุนิติภาวะ แต่ยังไม่สามารถเสด็จนิวัตประเทศไทย เพื่อกลับมารับพระราชภาระในการบริหารพระราชอาณาจักรได้ (20 กันยายน 2488 - 5 ธันวาคม 2488) [13]

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช มีการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในหลายโอกาส ดังนี้

- ในระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะ รัฐสภามีมติแต่งตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ประกอบด้วย พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร และพระยามานวราชเสวี (25 มิถุนายน 2489 - 27 มิถุนายน 2492)

- เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงบรรลุนิติภาวะแล้ว แต่ยังไม่สามารถเสด็จฯนิวัตประเทศไทยเพื่อกลับมารับพระราชภาระในการบริหารพระราชอาณาจักรได้ รัฐสภามีมติตามคำแนะนำของคณะองคมนตรี แต่งตั้งพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต่อไปอีก (28 มิถุนายน 2492 - 2493)

- เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯนิวัตประเทศไทย แต่จะต้องเสด็จกลับไปรักษาพระอาการประชวรยังต่างประเทศอีก ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์อีกวาระหนึ่ง (6 มิถุนายน 2493 - 19 มีนาคม 2494)

- เมื่อสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทรสิ้นพระชนม์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (พ.ศ. 2494)[14]

- ในระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงออกผนวช ในปี พ.ศ.2499 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์[15] (จากการปฏิบัติพระราชกรณียกิจในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต่อมาได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯสถาปนาพระอิสริยยศเป็น "สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ" นับเป็นพระบรมราชินีนาถพระองค์ที่สองของประเทศไทย)

- ในระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่างๆ ในหลายประเทศ ได้แก่ เวียดนาม (พ.ศ.2502) อินโดนีเซีย พม่า สหรัฐอเมริกา ประเทศในยุโรป (พ.ศ.2503) ปากีสถาน สหพันธ์มลายู นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย (พ.ศ.2505) จีนและญี่ปุ่น (พ.ศ.2506) ออสเตรีย (พ.ศ.2507) อังกฤษ (พ.ศ.2509) อิหร่าน สหรัฐอเมริกา และแคนาดา (พ.ศ.2510) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (จากการปฏิบัติพระราชภารกิจในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต่อมาได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯสถาปนาเป็น "สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี")[16]

- นอกจากนี้ ในระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศฟิลิปปินส์ (พ.ศ.2506) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภ พฤฒิยากร ประธานองคมนตรี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์อีกด้วย[17]

จากที่กล่าวมา ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์นับว่าเป็นบุคคลสำคัญของประเทศที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ใช้สิทธิในการปฏิบัติพระราชภาระต่างๆ แทนองค์พระมหากษัตริย์ และหากจะกล่าวว่า ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ถือเป็นที่พึ่งหรือผู้เป็นที่พึ่งของพระมหากษัตริย์ ก็คงมิได้ทำให้ความหมายผิดไป อย่างเช่น การปฏิบัติพระราชกรณียกิจเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินี และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี ซึ่งทรงเป็นที่พอพระราชหฤทัย จึงได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้เฉลิมพระอภิไธยจากพระบรมราชินีเป็น"พระบรมราชินีนาถ" ซึ่งตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน คำว่า"นาถ" แปลว่า"ที่พึ่ง หรือผู้เป็นที่พึ่งพิง"[18] ดังนั้น "พระบรมราชินีนาถ" จึงมีความหมายว่าพระบรมราชินีผู้เป็นที่พึ่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ในการปฏิบัติพระราชภาระต่างๆ ที่จะนำมาซึ่งประโยชน์สุขต่อประเทศชาติและประชาชนนั่นเอง

อ้างอิง

  1. คณิน บุญสุวรรณ,ปทานุกรมศัพท์รัฐสภาและการเมืองไทย (ฉบับสมบูรณ์), กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ, 2548, หน้า 628.
  2. “พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2499” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 73 ตอนที่ 95 (ฉบับพิเศษ), วันที่ 15 พฤศจิกายน 2499.
  3. “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 49, วันที่ 27 มิถุนายน 2475.
  4. “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 49, วันที่ 10 ธันวาคม 2475.
  5. “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 63 ตอนที่ 30, วันที่ 10 พฤษภาคม 2489.
  6. “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉะบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 60 ตอนที่ 64, วันที่ 9 ธันวาคม 2490.
  7. “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 66 ตอนที่ 17, วันที่ 21 มีนาคม 2492.
  8. “ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 124 ตอนที่ 47 ก, วันที่ 24 สิงหาคม 2550.
  9. คณิน บุญสุวรรณ, ปทานุกรมศัพท์รัฐสภาและการเมืองไทย, อ้างแล้ว, หน้า 628.
  10. ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (ประเทศไทย) (ข้อมูลออนไลน์) เข้าถึงได้จาก http://th.wikipedia.org/wiki/ สืบค้นวันที่ 15 ตุลาคม 2552.
  11. เรื่องเดียวกัน.
  12. เรื่องเดียวกัน.
  13. เรื่องเดียวกัน.
  14. เรื่องเดียวกัน.
  15. ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์, รัฐสภาไทยในรอบสี่สิบสองปี (2475-2517), กรุงเทพฯ : ช.ชุมนุมช่าง 2517, หน้า 833.
  16. คณะกรรมการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี, คณะอนุกรรมการฝ่ายจัดทำจดหมายเหตุและหนังสือที่ระลึก, พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี, กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภา, 2539 หน้า 26.
  17. ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์, รัฐสภาไทยในรอบสี่สิบสองปี (2475-2517), อ้างแล้ว , หน้า 956.
  18. ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมฉบับราชบัณทิตยสถาน พ.ศ. 2542, กรุงเทพฯ : บริษัท นานมีบุ๊คส์ พับลิเคชั่นส์ จำกัด, 2546, หน้า 576.

หนังสือแนะนำให้อ่านต่อ

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, สรรสาระรัฐธรรมนูญไทย, กรุงเทพฯ : รุ่งศิลป์การพิมพ์ (1977) จำกัด, 2548.

บรรณานุกรม

คณะกรรมการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี, คณะอนุกรรมการฝ่ายจัดทำจดหมายเหตุและหนังสือที่ระลึก. พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี, กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภา, 2539.

คณิน บุญสุวรรณ, ปทานุกรมศัพท์รัฐสภาและการเมืองไทย(ฉบับสมบูรณ์), กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ, 2548.

ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์, รัฐสภาไทยในรอบสี่สิบสองปี(2475-2517), กรุงเทพฯ : ช.ชุมนุมช่าง,2517.

ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (ประเทศไทย) (ข้อมูลออนไลน์) เข้าถึงได้จาก http://th.wikipedia.org/wiki/ สืบค้น ณ วันที่ 15 ตุลาคม 2552.

“ พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2499” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 73 ตอนที่ 95 (ฉบับพิเศษ), วันที่ 15 พฤศจิกายน 2499.

“ พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 49, วันที่ 27 มิถุนายน 2475.

“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 49,วันที่ 10 ธันวาคม 2475.

“ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 ” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 63 ตอนที่ 30, วันที่ 10 พฤษภาคม 2489.

“ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉะบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 60 ตอนที่ 64, วันที่ 9 ธันวาคม 2490.

“ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 66 ตอนที่ 17,วันที่ 21 มีนาคม 2492.

“ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 124 ตอนที่ 47 ก, วันที่ 24 สิงหาคม 2550.

ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรมฉบับราชบัณทิตยสถาน พ.ศ.2542, กรุงเทพฯ:บริษัทนานมีบุ๊คส์ พับลิเคชั่นส์ จำกัด, 2546, หน้า 576.

ดูเพิ่มเติม