ผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร


เรียบเรียงโดย : นายภานุพงศ์ สิทธิสาร

ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต


ผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร

          ธรรมเนียมการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้ทรงประทับอยู่ในพระนคร หรือทรงประทับอยู่นอกพระราชอาณาจักร เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างเรียบร้อย ทรงแต่งตั้งพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่เป็นผู้สำเร็จราชการรักษาพระนคร โดยให้มีอำนาจสิทธิ์ขาดเสมอพระเจ้าแผ่นดินทรงประทับอยู่ เมื่อล่วงสู่การปกครองตามระบอบประชาธิปไตย ตำแหน่งผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารถือกำเนิดขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นว่าฝ่ายทหารจะปฏิบัติหน้าที่แทนผู้รักษาพระนครหรือผู้ปกครองที่มีอำนาจสิทธิ์ขาดอยู่แต่เดิม จนกว่าบ้านเมืองจะคืนสู่ภาวะปกติ

ความเป็นมาและความสำคัญ

          การเปลี่ยนแปลงการปกครอง_พ.ศ.2475 ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ประชาธิปไตย ในห้วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านและระบอบใหม่ยังมิได้สถาปนาขึ้นอย่างเป็นระบบมั่นคง ประกอบกับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวหาได้ทรงประทับอยู่ในพระนครขณะนั้น ตามธรรมเนียมในรัชกาลก่อน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องทรงแต่งตั้งพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่เป็นผู้รักษาพระนคร ครั้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ผู้รักษาพระนครจึงหมดอำนาจสิทธิ์ขาดในการบริหารราชการแผ่นดินลง กลุ่มหัวหน้าคณะผู้ก่อการจึงตั้งตนขึ้นเป็นคณะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร [1] เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยจนกว่าเหตุการณ์ในพระนครและประเทศชาติจะดำเนินไปตามครรลองที่ถูกต้องดีงาม

          พ.ศ.2500 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ก่อการรัฐประหารรัฐบาลจอมพลแปลก พิบูลสงคราม มีพระบรมราชโองการที่ปราศจากผู้รับสนอง โปรดเกล้าฯ ให้จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์เป็นผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร (The Military Defender of the Capital) [2] ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ภูมิพลอดุลยเดชทรงเลือกจอมพลสฤษดิ์โดยอนุโลมอย่างไม่มีทางเลือกมากนัก ขณะที่จอมพลสฤษดิ์ให้สัมภาษณ์แก่หนังสือพิมพ์ว่า “ข้าพเจ้าเป็นผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร มีอำนาจในการออกคำสั่งได้ตามกฎหมาย เหตุเพราะเป็นพระบรมราชโองการ[3]

บทบาทและหน้าที่ของผู้รักษาการพระนครฝ่ายทหาร

          ตำแหน่งผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารมีขึ้นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างที่เหตุการณ์บ้านเมืองไม่อยู่ในภาวะปกติ เช่น มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง หรือมีการรัฐประหาร ทั้งนี้ เพราะการเปลี่ยนแปลงการปกครอง หรือการรัฐประหารย่อมอาศัยกำลังฝ่ายทหารเข้าทำการอย่างฉับพลัน เมื่อรัฐบาลฝ่ายพลเรือนหมดอำนาจหน้าที่ลง คณะผู้ก่อการฝ่ายทหารจำเป็นต้องเข้าบริหารราชการไปพลางก่อน จนกว่าจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีอันเป็นผู้มีอำนาจฝ่ายบริหารสูงสุดมาดำรงตำแหน่ง ไม่ว่าจะโดยวิถีทางในสภา หรือจากการเลือกตั้งโดยประชาชน ด้วยเหตุนี้ ผู้รักษาการพระนครฝ่ายทหาร จึงมีอำนาจหน้าที่ดุจเดียวกับผู้ปกครองสูงสุดในการออกคำสั่งเพื่อบริหารราชการให้เกิดความสงบเรียบร้อย อาทิ คำสั่งแต่งตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎร ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว_พ.ศ.2475 มีนายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา นายพันเอก พระยาทรงสุรเดช และนายพันเอก พระยาฤทิอัคเนย์ เป็นผู้ลงนามรับรอง [4] หรือแถลงการณ์ชี้แจงสถานการณ์ของบ้านเมือง และขอให้ประชาชนตั้งอยู่ในความสงบ พ.ศ.2500 [5]

          ในปัจจุบัน ตำแหน่งผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์การเมืองไทยอีกนับแต่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ก่อการรัฐประหาร พ.ศ.2500 อาจด้วยเหตุผลที่สำนึกของคำว่าพระนครได้เปลี่ยนไปจากประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 24 พ.ศ.2514 ให้รวมจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรีเป็นหนึ่งจังหวัดเรียกว่า “นครหลวงกรุงเทพธนบุรี[6] และประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 335 พ.ศ.2515 เทียบเท่าพระราชบัญญัติให้เรียกนครหลวงของประเทศไทยว่า “กรุงเทพมหานคร[7] ดังนั้น คำว่าพระนครจึงเริ่มเลือนหายไปทั้งจากเอกสารราชการและสำนึกของผู้คน การทำรัฐประหารในหลายครั้งต่อมา หัวหน้าคณะผู้ก่อการจึงมีตำแหน่งเป็นหัวคณะรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงแห่งเมืองหลวงและประเทศชาติ มกกว่าตำแหน่งผู้รักษาพระนครที่มีความหมายแคบและไม่ชัดเจนนักอย่างในอดีต

บรรณานุกรม

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ; และ ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์, ปฏิวัติ '2475', พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ: มูลนิธิ          โครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์.

รายนามสมาชิกผู้แทนราษฎร ซึ่งผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารแต่งตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ.2475, (2475, 17 กรกฎาคม), ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 49,   ตอนที่ ง, หน้า 1338 – 1342.

พระบรมราชโองการ ประกาศตั้งผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร, (2500, 16 กันยายน), ราชกิจจานุเบกษา,   เล่ม 74, ตอนที่ 76ก ฉบับพิเศษ, หน้า 1.

แถลงการณ์ ฉบับที่ 1, (2500, 16 กันยายน), ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 74, ตอนที่ 76ก ฉบับพิเศษ, หน้า   4.

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 335, (2515, 13 ธันวาคม), ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 89, ตอนที่ 190ก ฉบับพิเศษ, หน้า 187 – 201.

ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 24, (2514, 21 ธันวาคม), ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 88 ตอนที่ 144ก, หน้า  816 – 819.

Thak Chaloemtirana, Thailand: The Politics of Despotic Paternalism, Chiang Mai: Silkworm        Books.

อ้างอิง

          [1] ชาญวิทย์ เกษตรศิริ; และ ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์, ปฏิวัติ '2475', (พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์), หน้า 15.

          [2] พระบรมราชโองการ ประกาศตั้งผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร, (2500, 16 กันยายน), ราชกิจจานุเบกษา, (เล่ม 74, ตอนที่ 76ก ฉบับพิเศษ), หน้า 1.

          [3] Thak Chaloemtirana, Thailand: The Politics of Despotic Paternalism, (Chiang Mai: Silkworm Books), p. 82.

          [4] รายนามสมาชิกผู้แทนราษฎร ซึ่งผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารแต่งตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ.2475, (2475, 17 กรกฎาคม), ราชกิจจานุเบกษา, (เล่ม 49, ตอนที่ ง), หน้า 1338 – 1342.

          [5] แถลงการณ์ ฉบับที่ 1, (2500, 16 กันยายน), ราชกิจจานุเบกษา, (เล่ม 74, ตอนที่ 76ก ฉบับพิเศษ), หน้า 4.

          [6] ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 24, (2514, 21 ธันวาคม), ราชกิจจานุเบกษา, (เล่ม 88 ตอนที่ 144ก), หน้า 816 – 819.

          [7] ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 335, (2515, 13 ธันวาคม), ราชกิจจานุเบกษา, (เล่ม 89, ตอนที่ 190ก ฉบับพิเศษ), หน้า 187 – 201.