ประท้วง


ผู้เรียบเรียง สิวาพร สุขเอียด

ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฏร จเร พันธุ์เปรื่อง


ประเทศไทยมีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข โดยมีรัฐสภาซึ่งประกอบด้วย สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา เป็นสถาบันตัวแทนของประชาชน และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ได้กำหนดให้รัฐสภามีอำนาจหน้าที่ในการตรากฎหมาย การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน การให้ความเห็นชอบในเรื่องสำคัญ ตลอดจนการแต่งตั้งและถอดถอนบุคคลตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ทั้งนี้ การปฏิบัติหน้าที่ในด้านต่าง ๆ ดังกล่าวของรัฐสภาจะต้องกระทำในที่ประชุม โดยปกติสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาจะแยกกันประชุม การประชุมร่วมกันของรัฐสภาจะมีได้เฉพาะเพื่อพิจารณาเรื่องต่าง ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเท่านั้น

ความหมายของประท้วง

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 88 วรรคสอง บัญญัติว่า “รัฐสภาจะประชุมร่วมกันหรือแยกกัน ย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้” จากบทบัญญัติดังกล่าวทำให้เห็นว่าการประชุมรัฐสภามี 3 อย่างคือ[1] 1) การประชุมร่วมกันของรัฐสภา 2) การประชุมสภาผู้แทนราษฎร และ 3) การประชุมวุฒิสภา

ในการประชุมสภาดังกล่าวจะมีการอภิปรายแสดงความคิดเห็นของสมาชิก นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่สภากำลังพิจารณา และที่ประชุมสภาจะมีกฎเกณฑ์ข้อบังคับของที่ประชุมไว้เพื่อให้การประชุมและการอภิปรายเป็นไปอย่างมีระบบ แต่ในทางปฏิบัติถึงแม้ข้อบังคับการประชุมจะกำหนดวิธีการพิจารณาเรื่องต่าง ๆ เอาไว้อย่างชัดเจนว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร แต่การแสดงความคิดเห็นของสมาชิก นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี กระทำได้ด้วยการอภิปรายและการลงมติ โดยการอภิปรายนั้นย่อมมีทั้งการอภิปรายในการสนับสนุนและการอภิปรายในทางคัดค้าน ความเห็นของสมาชิกที่แยกออกเป็นฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายที่คัดค้านเรื่องที่สภากำลังพิจารณา จะทำให้การประชุมสภาประสบปัญหาในการดำเนินการประชุม อันมีสาเหตุมาจากการมีสมาชิกประท้วงว่าสมาชิกหรือนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีที่อภิปราย กระทำการฝ่าฝืนข้อบังคับหรือเป็นการอภิปรายที่ฝ่าฝืนข้อบังคับ

คณิน บุญสุวรรณ[2] ได้กล่าวถึง “ประท้วง หมายถึง การแสดงอาการขัดข้องใจของสมาชิกในที่ประชุมสภา กรณีที่เห็นว่าการอภิปรายของสมาชิกผู้หนึ่งผู้ใดเป็นการอภิปรายนอกประเด็น วนเวียน ซ้ำซาก ซ้ำกับผู้อื่น ซึ่งเป็นการผิดข้อบังคับหรือเห็นว่าการอภิปรายดังกล่าวเป็นการพาดพิงถึงเรื่องส่วนตัว หรือเรื่องใดอันเป็นที่เสียหายแก่ผู้นั้น การประท้วงทั้งสองกรณีดังกล่าวข้างต้น หรือการประท้วงในกรณีอื่นใดก็ตาม สมาชิกผู้ต้องการประท้วง จะต้องยืนและยกมือขึ้นพ้นศีรษะรอจนกว่าประธานจะเห็นและอนุญาต จึงกล่าวคำประท้วงได้ โดยการชี้แจงประเด็นและเหตุผลการประท้วงของตน เสร็จแล้วประธานในที่ประชุมสภาจะเป็นผู้วินิจฉัยว่า การอภิปรายมีการฝ่าฝืนข้อบังคับหรือพาดพิงทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้ใดตามที่ประท้วงหรือไม่ ถ้าวินิจฉัยว่าผิดข้อบังคับหรือทำให้ผู้อื่นเสียหาย ประธานก็จะสั่งให้ผู้อภิปรายถอนคำพูดหรือไม่ก็ยุติการอภิปรายเสีย คำวินิจฉัยและคำสั่งของประธานถือเป็นเด็ดขาด

อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติจริง ข้อบังคับการประชุมในเรื่องของการประท้วงได้ถูกนำมาใช้เป็นเกมการเมืองอยู่บ่อย ๆ และมักจะไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับอย่างเคร่งครัด เป็นต้นว่า เวลายืนและยกมือขึ้นพ้นศีรษะเพื่อแสดงอาการประท้วงนั้น มักจะไม่รอให้ประธานชี้เสียก่อน และมักจะชิงพูดขึ้นมาเลยบางคน บางครั้งขนาดตะโกนโหวกเหวกด้วยความไม่พอใจ เมื่อประธานไม่ชี้หรือไม่เปิดโอกาสให้พูด บางครั้งเมื่อผู้ประท้วงชี้แจงจบแล้ว ยังไม่ทันที่ประธานจะวินิจฉัยตามข้อบังคับ สมาชิกคนอื่นก็ลุกขึ้นมาประท้วงบ้าง ซึ่งเป็นการผิดข้อบังคับและเป็นการแสดงความไม่เคารพต่อผู้เป็นประธาน บ่อยครั้งทีเดียว จะเห็นภาพการประท้วงซ้ำซาก คือ การประท้วงติดต่อกันเป็นลูกโซ่ โดยมีเจตนาที่จะขัดขวาง หน่วงเหนี่ยว หรือขัดจังหวัดการอภิปรายของอีกฝ่ายหนึ่ง และบ่อยครั้งเช่นเดียวกัน เมื่อประธานวินิจฉัยแล้วก็ไม่ยอมรับฟังผลการวินิจฉัยของประธาน ต่อล้อต่อเถียงกับประธานต่อไปอีก ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดข้อบังคับการประชุม และยังแสดงให้เห็นว่า วุฒิภาวะของสมาชิกสภายังไม่ได้รับการยกระดับเท่าที่ควร อันเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ประชาชนพากันเบื่อเหน่ายและเสื่อมศรัทธาต่อสถาบันรัฐสภา”


การประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2551

ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2551[3] ได้กำหนดไว้ในข้อ 63 ว่า “สมาชิกผู้ใดต้องการประท้วงว่ามีการฝ่าฝืนข้อบังคับการประชุม ให้ยืนและยกมือขึ้นพ้นศีรษะ ประธานต้องให้โอกาสผู้นั้นชี้แจง แล้วให้ประธานวินิจฉัยว่าได้มีการฝ่าฝืนข้อบังคับตามที่ประท้วงหรือไม่ คำวินิจฉัยของประธานถือเป็นเด็ดขาด

ให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมแก่ผู้ถูกอภิปรายพาดพิงถึงเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องอื่นใดอันเป็นที่เสียหายแก่ผู้นั้น”

ข้อ 64 “เมื่อมีผู้ประท้วงตามข้อ 63 ผู้อภิปรายอาจถอนคำพูดของตนหรือตามคำวินิจฉัยของประธานได้

ถ้าผู้อภิปรายออกไปจากที่ประชุมสภาโดยไม่ถอนคำพูดตามคำวินิจฉัยของประธาน ให้ประธานบันทึกการไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยไว้ในรายงานการประชุม”

ข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. 2551

ข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. 2551[4] ได้กำหนดไว้ในข้อ 57 ว่า “สมาชิกผู้ใดเห็นว่ามีการฝ่าฝืนข้อบังคับและประสงค์จะประท้วง ให้ยืนและยกมือขึ้นพ้นศีรษะ ประธานของที่ประชุมจะต้องให้โอกาสผู้นั้นชี้แจง แล้วให้ประธานของที่ประชุมวินิจฉัยว่าได้มีการฝ่าฝืนข้อบังคับตามที่ประท้วงนั้นหรือไม่ คำวินิจฉัยของประธานของที่ประชุมดังกล่าวให้ถือเป็นเด็ดขาด

ให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมแก่ผู้ถูกอภิปรายพาดพิงถึงเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องอื่นใดอันเป็นที่เสียหายแก่ผู้นั้น และเมื่อประธานของที่ประชุมวินิจฉัยว่าการอภิปรายนั้นเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับ ประธานที่ประชุมอาจสั่งให้ผู้ถูกอภิปรายถอนคำพูด และผู้ถูกอภิปรายต้องปฏิบัติตามคำสั่ง”

ข้อ 58 กำหนดว่า “ผู้ถูกอภิปรายอาจถอนคำพูดของตนได้เองหรือเมื่อมีผู้ประท้วง หรือตามคำสั่งของประธานที่ประชุมตามข้อ 57”

การประชุมร่วมกันของรัฐสภา

กรณีการประชุมร่วมกันของรัฐสภานั้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ได้กำหนดไว้ในมาตรา 137 ว่า “ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาให้ใช้ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ในระหว่างที่ยังไม่มีข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ให้ใช้ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรโดยอนุโลมไปพลางก่อน

ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ให้นำบทที่ใช้แก่สภาทั้งสองมาใช้บังคับโดยอนุโลม เว้นแต่ในเรื่องการตั้งคณะกรรมาธิการ...”

ในการประชุมสภา นอกจากกรณีสมาชิกประท้วงว่ามีการฝ่าฝืนข้อบังคับหรือถูกอภิปรายพาดพิงถึงเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องอื่นเรื่องใดอันเป็นที่เสียหาย ประธานที่ประชุมจะให้โอกาสผู้นั้นชี้แจง และประธานที่ประชุมจะเป็นผู้วินิจฉัยว่าฝ่าฝืนข้อบังคับการประชุมหรือพาดพิงเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องที่ทำให้เสียหายตามที่ประท้วงหรือไม่แล้ว ปัญหาการประท้วงอาจเกิดการวินิจฉัยของประธานที่ประชุมไม่เป็นกลาง และการวินิจฉัยต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ รวดเร็วในการตัดสินใจ มีประสบการณ์ และความหนักแน่นแม่นยำในข้อบังคับการประชุม ซึ่งบางครั้งสมาชิกจะใช้อารมณ์ในการอภิปรายและการประท้วงประธานที่ประชุม จึงต้องมีความหนักแน่น มั่นคงในอารมณ์และการตัดสินที่เด็ดขาดด้วย

อ้างอิง

  1. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 (กรุงเทพมหานคร : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2550), หน้า 64.
  2. คณิน บุญสุวรรณ, ปทานุกรมศัพท์รัฐสภาและการเมืองไทย ฉบับสมบูรณ์ (กรุงเทพมหานคร : บริษัทตถาตา พับลิเคชั่น จำกัด, 2549), หน้า 541-542.
  3. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, ข้อบังคับการประชุม (กรุงเทพมหานคร : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2551), หน้า 21-11.
  4. เรื่องเดียวกัน, หน้า 94-95.

หนังสือแนะนำให้อ่านต่อ

ประกิจ พลเดช. การอภิปรายและการประท้วงในสภาผู้แทนราษฎร. เอกสารการวิจัยส่วนบุคคล. กรุงเทพมหานคร : สถาบันพระปกเกล้า, 2541.

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. ข้อบังคับการประชุม. กรุงเทพมหานคร : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2551.

บรรณานุกรม

คณิน บุญสุวรรณ, “ปทานานุกรมศัพท์รัฐสภาและการเมืองไทย ฉบับสมบูรณ์”. กรุงเทพมหานคร : บริษัทตถาตา พับลิเคชั่น จำกัด, 2549.

ประกิจ พลเดช, “การอภิปรายและการประท้วงในสภาผู้แทนราษฎร”. เอกสารการวิจัยส่วนบุคคล. กรุงเทพมหานคร : สถาบันพระปกเกล้า, 2541.

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, “ข้อบังคับการประชุม”. กรุงเทพมหานคร : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2551.

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550”. กรุงเทพมหานคร : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2550.