ประตูวิเศษไชยศรีของพระบรมมหาราชวัง


ผู้แต่ง : ศาสตราจารย์พิเศษ นรนิติ เศรษฐบุตร

ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต


ประตูวิเศษไชยศรีนี้เป็นประตูชั้นนอกของพระบรมมหาราชวังตั้งอยู่ทางด้านเหนืออยู่ระหว่างป้อมขันธ์เขื่อนเพชรทางขวามือและประตูวิมานเทเวศร์ทางซ้ายมือ จึงหันหน้าออกมาทางด้านเหนือตรงกันพอดีกับถนนหน้าพระธาตุที่ผ่านหน้ากรมศิลปากร เป็นประตูเก่าที่สร้างมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ประตูนี้เป็นประตูที่ผู้คนรู้จักมากเพราะเป็นประตูที่เปิดทุกวันให้เป็นทางเข้าวัง แต่ที่ประตูนี้ได้เป็นสถานที่อันมีเรื่องเล่าอยู่เบื้องหลังที่เป็นเหตุการณ์ทางการเมืองอันหน้าตื่นตาตื่นใจ เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับพยายามที่จะยึดอำนาจจนเกิดการสู้รบที่บริเวณริมวังทางด้านประตูวิเศษไชยศรีและสถานที่ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งหน่วยงานเก่าของกระทรวงการคลังในขณะนั้น เหตุการณ์ของความขัดแย้งที่นำไปสู่ความพยายามที่จะใช้กำลังล้มรัฐบาลของจอมพล ป.พิบูลสงคราม และคณะรัฐประหาร พ.ศ. 2490 นั่นเอง เหตุการณ์ทางการเมืองนี้ฝ่ายผู้ก่อการฯ เรียกฝ่ายตนว่า “ขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์” แต่เมื่อกระทำการไม่สำเร็จยึดอำนาจไม่ได้ก็ถูกเรียกจากทางฝ่ายรัฐบาลผู้มีชัยชนะว่า “กบฏวังหลวง” ซึ่งข้อเท็จจริงของชื่อก็คือการปฏิบัติการยึดอำนาจนี้ได้ยึดหน่วยงานของกระทรวงการคลังที่ตั้งอยู่หลังกำแพงวังด้วย

เมื่อจะเล่าเรื่องกบฏวังหลวง ซึ่งเป็นเรื่องเล่าเบื้องหลังสถานที่เกิดเหตุครั้งนี้ ก็ขอย้อนไปก่อนหน้าวันเกิดเหตุประมาณ 1 ปี กับ 4 เดือน ในวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 รัฐบาลซึ่งมาจากสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งอันมีนายกรัฐมนตรี ชื่อหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ที่เป็นทั้งผู้ก่อการเปลี่ยนแปลง พ.ศ. 2475 และตอนนั้นเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาด้วยถูกคณะรัฐประหารนำทหารบกเข้ายึดอำนาจล้มรัฐบาล หลังจากนั้นก็มีความพยายามจากผู้ที่อยู่ตรงกันข้ามกับรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม และคณะรัฐประหาร ที่จะล้มทั้งรัฐบาลและอำนาจของคณะรัฐประหารบ้าง ทั้งนี้เพราะเห็นว่ารัฐบาลของจอมพล ป.พิบูลสงครามในตอนนั้นได้อำนาจสืบมาโดยการล้มรัฐบาลด้วยกำลังทหารแต่ก็ยังทำการไม่สำเร็จ

มาถึงต้นปี พ.ศ. 2492 ทางรัฐบาลเองก็น่าจะพอทราบข่าวเรื่องที่จะมีผู้คิดล้มรัฐบาลอยู่บ้างแล้ว จึงได้เตือนฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลที่คิดจะใช้กำลังดังปรากฏในบทความชื่อ “ประเทศไทยจะมีจลาจลหรือไม่” ที่ออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2492 ต่อมาในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2492 ทางรัฐบาลได้จับตัวนายทหารบกคนสำคัญคนหนึ่ง คือ พ.อ.ทวน วิชัยขัทคะ ที่เป็นอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และ พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี กับนายทหารระดับกลางอีกหลายคน พร้อมกันนั้นรัฐบาลก็ประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อปรามฝ่ายที่คิดจะล้มรัฐบาล

แต่เพียงอีก 3 วันต่อมา ขณะที่ผู้นำทหารของคณะรัฐประหารเผลอเพราะคิดว่าได้จับนายทหารอดีตเสรีไทย ชุด พ.อ.ทวน วิชัยขัทคะ และพวกได้แล้วคง “ตัดไฟแต่หัวลม” แล้วนั้น ในเวลาสองทุ่มครึ่งของวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2492 ฝ่ายผู้ก่อการฯ ซึ่งได้ซุ่มเตรียมการตั้งแต่ช่วงเย็นได้เคลื่อนกำลังอย่างเงียบ ๆ นำโดยเรือเอก วัชรชัย ชัยสิทธิเวช เข้าไปจี้จับตัวนายทหารบก ซึ่งเป็นผู้คุมกำลังรักษาการณ์ประจำพระบรมมหาราชวัง เมื่อยึดพระบรมมหาราชวังได้แล้วกลุ่มบุคคลที่นำโดย นายปรีดี พนมยงค์ ก็ได้เข้าไปใช้เป็นศูนย์บัญชาการของคณะผู้ก่อการ

เหตุการณ์ตอนนี้ อ.พิบูลสงคราม บุตรชายของนายกรัฐมนตรี จอมพล ป.พิบูลสงครามได้เขียนเล่าไว้เหมือนกัน จึงขอยกมาให้อ่าน

“ส่วนท่านปรีดี พนมยงค์ นั้น เมื่อเวลาค่ำประมาณสามทุ่มได้ตรงไปสมทบกำลังส่วนตัวของพลพรรค “เสรีไทย” ที่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองสั่งการให้เข้ายึดพระบรมมหาราชวัง ครั้นยึดได้แล้วก็ตั้งเป็นที่บัญชาการ..”

ขั้นต่อมาก็คือยึดสถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ที่พญาไท เพื่อใช้ออกแถลงการณ์ของคณะผู้ก่อการฯ ซึ่งก็ทำได้สำเร็จโดยส่งกำลังที่นำโดย พันตรี โผน อินทรทัต อดีตพลพรรคเสรีไทยสายอเมริกา ที่เคยเป็นผู้อำนวยการโรงงานยาสูบ เขาเล่ากันว่าตอนนั้นลิเกวิทยุคณะสุชิน เทวะผลิน กำลังเล่นเรื่องคำปฏิญาณอยู่ ก็มีเสียงประกาศของพันตรี โผน อินทรทัต ประกาศล้มรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม และตั้งรัฐบาลใหม่ที่มี นายดิเรก ชัยนาม เป็นนายกรัฐมนตรี ให้ พล.ร.ต. ทหาร ขำหิรัญ ผู้บัญชาการกองพลนาวิกโยธิน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายทวี บุณยเกตุ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมกันก็ตั้งกองกำลังรักษาพระนครและปรับเปลี่ยนตำแหน่งในกองทัพทันที โดยให้พลเรือโท สินธุ์ กมลนาวิน ผู้บัญชาการทหารเรือเป็นแม่ทัพใหญ่อีกตำแหน่งหนึ่ง และ พล.ต.สมบูรณ์ ศรานุชิต เป็นรองแม่ทัพใหญ่ พล.ต.เนตร เขมะโยธิน เป็นผู้บัญชาการทหารบก พล.ร.ต.สังวรณ์ สุวรรณชีพ เป็นอธิบดีกรมตำรวจและผู้รักษาความสงบทั่วไป ทั้งยังตั้งให้ พ.ต.อ.บรรจงศักดิ์ ชีพเป็นสุข เป็นผู้บังคับการตำรวจสันติบาล ที่น่าสังเกตก็คือย้าย หลวงอุตรดิษถาภิบาล ข้าหลวงจังหวัดชลบุรีเข้ามาประจำกระทรวง และตั้งให้ น.ท. ประดิษฐ์ พูนเกษ ผู้บังคับการกองพันนาวิกโยธินสัตหีบเป็นข้าหลวงจังหวัดชลบุรีแทน ทั้งยังมีคำสั่งห้ามเคลื่อนย้ายกำลังพลทั้งหลาย เว้นแต่เป็นคำสั่งของแม่ทัพใหญ่ คือ พล.ร.ท.สินธุ์ กมลนาวิน นั่นเอง

ส่วนผู้ที่ถูกสั่งปลดออกจากราชการที่สำคัญ คือ ให้ พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ พ้นจากผู้บัญชาการทหารบก พล.ท.กาจ กาจสงคราม พ้นจากรองผู้บัญชาการทหารบก พล.ต.ท. หลวงชาติ ตระการโกศล พ้นจากอธิบดีกรมตำรวจ พล.ต.ต.เผ่า ศรียานนท์ พ้นจากรองอธิบดีกรมตำรวจ และ พ.ต.ท. ละม้าย อุทยานนท์ พ้นจากผู้บังคับการตำรวจสันติบาล

เมื่อออกแถลงการณ์ ปลดนายกรัฐมนตรีเก่า ผู้นำทหารเก่า อธิบดีกรมตำรวจ รองอธิบดีกรมตำรวจออกจากตำแหน่งและแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และแม่ทัพใหญ่ พร้อมกับตั้งกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยได้เสร็จแล้ว กลุ่มผู้ที่เข้าไปยึดสถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ก็ได้ถอดอุปกรณ์ที่จำเป็นที่จะใช้ออกอากาศกระจายเสียงได้ ออกมาเสียด้วย ดังจะเห็นได้ว่าต่อมาฝ่ายรัฐบาลมายึดสถานีวิทยุแห่งนี้ได้ก็ไม่สามารถออกประกาศได้

การตอบโต้จากฝ่ายรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ที่ถูกปลดกลางอากาศทางวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ยังไม่มีในเวลาชั่วโมงแรก ทำให้ประชาชนในกรุงเทพฯ เริ่มคิดกันว่าฝ่ายยึดอำนาจคงชนะแล้ว เพราะวิทยุประกาศแถลงการณ์ของคณะผู้ก่อการฯ ก็เป็นสถานีวิทยุราชการ แต่ที่ช้านั้น เพราะฝ่ายรัฐบาลได้รวบรวมกำลังและคิดจะตอบโต้อย่างไร ที่จริงรัฐบาลก็สั่งการได้เร็ว ที่สั่งไปยังกรมการรักษาดินแดงที่ตั้งอยู่ตรงข้ามวัดโพธิ์ ทำให้รองเจ้ากรรมการรักษาดินแดน พันเอก จรัส โรมรัน รู้ตัวทัน สั่งทหารของกรมการรักษาดินแดนเตรียมพร้อมอยู่ในที่มั่น กำลังของฝ่ายผู้ก่อการฯ ที่มีอยู่น้อยจะอาศัยการเข้าจู่โจมโดยไม่ทันให้ทหารรักษาของกรมรักษาดินแดนรู้ตัวอย่างที่ยึดวังหลวงจึงทำไม่ได้ และทาง พ.อ.จรัส โรมรันก็ไม่ยอม ทั้งยังยืนคำขาดให้ฝ่ายผู้ก่อการถอนกำลังออกจากวังหลวง

[[ พ.ต.อ.พุฒ บูรณสมภพ]] อัศวินคู่ใจ รองอธิบดีกรมตำรวจสมัยนั้นคือ พล.ต.ต.เผ่า ศรียานนท์ ได้มาเขียนภายหลังกล่าวถึงฝ่ายรัฐบาลที่รวมตัวกันได้โดยมี จอมพล ป.พิบูลสงคราม อยู่ด้วย

“ผมบึ่งรถไปตามเจ้านายที่วังปารุสก์ฯ ทราบว่าท่านไปอยู่กับหน่วยทหารที่วัดสะพานสูงบางซื่อ ผมปราดไปที่นั่น พอถึงที่หมายผมจอดรถได้ก็วิ่งแนบเข้าไปในที่ตั้ง เจ้านายกำลังอยู่กับทหารชั้นผู้ใหญ่หลายคนรวมทั้งท่านจอมพล ป.ด้วย ทั้งหมดกำลังปรึกษาวางกำลังกัน ผมได้ข่าวที่นั่นว่านายทหารหน่วยหนึ่งได้ไปยึดกรมโฆษณาการคืนมาแล้ว”

การได้กรมโฆษณาการ (กรมประชาสัมพันธ์ในปัจจุบัน-ผู้เขียน) นอกจากสถานีวิทยุที่พญาไท จึงทำให้ทางฝ่ายรัฐบาลออกแถลงการณ์ยืนยันว่ารัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ยังเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจอยู่ ที่ทหารรัฐบาลเข้ายึดสถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ที่พญาไทนี้ ได้มีการยิง พ.ต.โผน อินทรทัต ตายด้วย นับเป็นคนของฝ่ายกบฏรายแรกที่ถูกสังหาร ในการปราบกบฏครั้งนี้ทางฝ่ายรัฐบาลได้ตั้ง พลตรี สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 เป็นผู้อำนวยการในการปราบปราม คณะผู้ก่อการฯ ที่ยึดวังหลวงอยู่ โดย พลตรี สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้สั่งทหารเข้าล้อมวังหลวงไว้ 3 ด้าน เว้นอยู่ด้านเดียวคือด้านตะวันตก และได้สั่งทหารเข้าปฏิบัติการเข้าไปในวังหลวงทางประตูวิเศษไชยศรีในตอนเช้ามืดของวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2492 ทำให้มีการยิงต่อสู้กันทั้ง 2 ฝ่าย นายทหารที่คุมทหารฝ่ายพลตรีสฤษดิ์ ธนะรัชต์ บุกเข้าไปในวังหลวงก็คือ พ.อ.ถนอม กิตติขจร ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 11 กับ พ.ท.กฤช ปุณณกันฑ์ ผู้บังคับการกรมรถรบ ฝ่ายรัฐบาลให้รถถังยิงปืนเข้าไปและเอารถถังแล่นบุกเข้าไปจนประตูวิเศษไชยศรีพังเสียหาย ดังที่ พ.ต.อ. พุฒ บูรณะสมภพ บันทึกเล่าเอาไว้ว่า

“ที่นั่นผมเห็นประตูวิเศษชัยศรีพังทลายลงมาด้วยแรงรถถัง” ทางฝ่ายรัฐบาลสั่งทหารล้อมไว้ 3 ด้าน ดังที่บอกมาแล้ว ดังนั้น จึงให้ทหารที่อยู่ทางด้านอื่นบุกเข้าทางประตูสวัสดิโสภา และเทวาพิทักษ์ด้วย และประตูทั้งสองก็เสียหายไปด้วยเหมือนกัน ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ของเช้าวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2492 ถึงตอนนี้ คณะผู้ก่อการฯ ที่อยู่ในวังหลวงก็ถูกล้อมเข้าไปใกล้ตัวจนทำให้เห็นทางที่จะสู้ให้ชนะได้ยาก ทางผู้นำของกลุ่ม คือ นายปรีดี พนมยงค์ ร.อ. วัชรชัย ชัยสิทธิเวช และหัวหน้าคนอื่น ๆ ซึ่งเป็นที่รู้จักดีก็ต้องหาทางหนีก่อนที่จะจนมุมต่อกองทหารของรัฐบาลที่บุกเข้ามาในวังหลวง มีรายงานว่านายทหารเรือระดับนายเรือโทท่านหนึ่งได้นำ นายปรีดี พนมยงค์ ที่ปลอมตัวเป็นจ่าทหารเรือและผู้นำของคณะผู้ก่อการฯ หนีออกทางด้านทิศตะวันตกทางประตูเทวาภิรมย์ไปที่ท่าราชวรดิฐ และ พล.ร.ท.ผัน นาวาวิจิต ได้จัดเรือมารับข้ามฝากไปยังกองทัพเรือที่อยู่ตรงกันข้ามกับท่าราชวรดิฐ ดังที่ นายปรีดี พนมยงค์ ได้เขียนเล่าเอาไว้ว่า “เมื่อขบวนการ 26 กุมภาพันธ์ ต้องพ่ายแพ้แล้ว ข้าพเจ้ากับเพื่อนในขบวนการนั้นได้ถอยจากกำแพงพระราชวังด้านริมแม่น้ำเจ้าพระยา ได้รับความช่วยเหลือจาก พลเรือโท ผัน นาวาวิจิต ที่จัดเรือยนต์บรรทุกเพื่อนในขบวนการ ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปยังฟากธนบุรีโดยปลอดภัย ส่วนข้าพเจ้ากับเรือเอกวัชรชัย ชัยสิทธิเวช ได้อาศัยอยู่ที่กองบัญชาการเรือรบจนถึงเวลาประมาณ 22 นาฬิกา เมื่อพลเรือโท ผัน นาวาวิจิต เห็นว่าปลอดภัยพอควรแล้ว จึงสั่งให้คุณมนัส และเรือเอกโกวิท หงสะเกส นำเรือยนต์ไปส่งข้าพเจ้าและเรือเอก วัชรชัย ที่ท่าเรือคลองเตย”

ตอนที่ นายปรีดี พนมยงค์ และพวกผู้ร่วมขบวนการหลบหนีออกจากวังมาได้นั้นเป็นตอนเช้า และข้ามเรือไปที่ฝั่งธนบุรีแล้วตอนนั้น ฝ่ายผู้ก่อการฯ ถอยก็จริง แต่ยังไม่ถึงกับพ่ายแพ้และต้องถอยทั้ง ๆ ที่ตอนแรกรุกได้รวดเร็ว ยึดสถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์และออกแถลงการณ์ได้ แต่งานไม่เป็นไปตามแผนส่วนหนึ่งเพราะกองกำลังนาวิกโยธินทหารเรือที่มาจากชลบุรีนั้นมาติดข้ามฟาก แม่น้ำบางปะกงอยู่ที่เรือข้ามฟากไม่ได้ เพราะน้ำยังไม่ขึ้น จึงเข้ามาถึงพระนครช้า แต่ก็เข้ามาได้ตอนเช้ามืดของวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2492 ซึ่งตอนนั้นฝ่ายรัฐบาลรู้ตัวและส่งกำลังทหารออกมาต่อต้านแล้ว

กำลังทหารเรือที่พระนครส่วนหนึ่งก็ได้ออกจากฐานคือกรมกองมาตั้งในที่มั่นในจุดต่าง ๆ ของพระนครแล้วตั้งแต่ตอนดึก จึงมีการเผชิญหน้าและต่อสู่กันในบางจุด กำลังสำคัญที่ออกมาได้เร็วของทหารเรือคือกำลังจากกองสัญญาณทหารเรือที่ถนนวิทยุใกล้กับสวนลุมพินี จนเกิดการยิงกันสนั่นเมืองที่บริเวณราชประสงค์และประตูน้ำปทุมวันระหว่างกองกำลังทหารบกกับกองกำลังทหารเรือ ในตอนเช้าของวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2492 นายทหารเรือคนหนึ่งคือ น.อ.ชลี สินธุโสภณ ได้ออกประกาศของวิทยุกองสัญญาณทหารเรือว่า

“ทหารบกกระทำแก่ทหารเรืออย่างทนไม่ได้แล้ว ขอให้เรือรบทุกลำเคลื่อนเข้ามา”

ทหารเรือจึงเตรียมสู้เต็มที่ กำลังทั้งหมดที่จะร่วมสู้ก็มีแล้ว และตอนนั้นแม้กลุ่มนายปรีดี พนมยงค์ และคณะที่พระบรมมหาราชวังจะถูกบุกมากจนต้องถอยแล้วก็ตาม แต่แนวรบอีกด้านหนึ่งทางเหนือของพระนครที่ราชประสงค์ และที่ราชเทวีกองกำลังของทหารเรือยังเป็นฝ่ายได้เปรียบอยู่ และกำลังของทหารบกเองก็ต้องถอยในบางแห่ง

แต่จุดเปลี่ยนที่สำคัญน่าจะอยู่ที่การตัดสินใจผู้บัญชาการทหารเรือ พล.ร.ท.สินธุ์ กมลนาวิน ที่ฝ่ายผู้ก่อการฯ ได้ประกาศตั้งเป็นแม่ทัพใหญ่ที่อาจไม่แน่ใจว่าผู้ก่อการฯ กับทหารเรือจะเป็นฝ่ายชนะ หรือถ้าจะเอาถึงชนะก็ต้องรบกันเต็มที่นั่นก็คือทหารไทยต้องรบและฆ่ากันเอง จึงได้เปิดทางเจรจา ซึ่งทางคณะรัฐประหารโดยฝ่ายทหารบกก็ยินดีจึงได้เริ่มเจรจาหยุดยิงของทั้งสองฝ่ายได้ เมื่อเวลา 10.15 น. ของวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2492 นั่นเอง หลังจากนั้นกองกำลังทั้ง 2 ฝ่ายก็ถอยเข้าที่ตั้ง และเหตุนี้เองทางผู้ก่อการฯ จึงเป็นฝ่ายแพ้ แต่กองทัพเรือนั้นผู้นำระดับสูงอาจคิดว่าเสมอตัว รักษาองค์รวมของกองทัพเรือเอาไว้ได้ ยอมให้มีการลงโทษ พล.ร.ต.ทหาร ขำหิรัญ แต่ผู้เดียวที่ถูกย้ายจากผู้บัญชาการมณฑลทหารเรือที่สัตหีบ ไปตำแหน่งสำรองราชการที่กรมเสนาธิการทหารเรือ และ พล.ร.ต.ทหาร ขำหิรัญ นายทหารเรือผู้กล้าผู้นี้เองได้เขียนเล่าเชิงตำหนิ พล.ร.ท. สินธุ์ กมลนาวิน ไว้เมื่อ พ.ศ. 2517 หลังเหตุการณ์ถึง 25 ปีว่า

“ในเหตุการณ์ครั้งนั้น มีความคิดเห็นพ้องด้วย ทั้งสนับสนุนเต็มกำลังหลังจะให้พรรคนาวิกโยธินเจริญก้าวหน้าไปตามแผน โชคไม่อำนวยให้เป็นไปสมใจหวัง ภวการณ์อันไม่พึงปรารถนา ดลบันดาลให้ผู้บัญชาการทหารเรือ ซึ่งกำความได้เปรียบไว้ในมือยอมรับคำประนีประนอมด้วยความหลงผิด...”