ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1


ผู้เรียบเรียง นายอริย์ธัช  แก้วเกาะสะบ้า

ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : นายจเร  พันธุ์เปรื่อง


บทนำ

          แนวความคิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง[1]เกิดจากนักศึกษากลุ่มหนึ่งซึ่งเดินทางไปศึกษาอยู่ในประเทศฝรั่งเศส และยุโรปในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2463-2473 มีทั้งระดับเจ้านายและสามัญชนซึ่งได้รับทุน
เล่าเรียนหลวง นักศึกษาโดยส่วนมากจะศึกษาวิชากฎหมายมักพบปะแลกเปลี่ยนแนวความคิดด้วยกันเสมอในช่วงปิดเทอม โดยเห็นว่าประเทศสยามไม่เจริญเทียบเท่ากับประเทศตะวันตกเพราะสยามยังปกครอง
ด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์  ดังนั้น การจะพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต้องเปลี่ยนแปลง
การปกครองให้เป็นระบอบประชาธิปไตย

          กลุ่มนักศึกษาได้จัดประชุมขึ้นเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2467 ณ บ้านของนายร้อยโท ประยูร ภมรมนตรี เลขที่ 9 Rue du Sommerard กรุงปารีส มีผู้เข้าร่วมประชุม 7 คน คือ ร้อยโท ประยูร ภมรมนตรี นายทหารกองหนุนเดินทางมารักษาตัวในยุโรป ร้อยโท แปลก ขิตตะสังคะ นักศึกษาโรงเรียนนายทหารปืนใหญ่ฝรั่งเศส ร้อยตรี ทัศนัย มิตรภักดี นักศึกษาโรงเรียนทหารม้าฝรั่งเศส นายตั้ว ลพานุกรม นักศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์ สวิตเซอร์แลนด์ หลวงศิริราชไมตรี (จรูญ สิงหเสนี) ผู้ช่วยเลขานุการทูตสยามประจำกรุงปารีส นายแนบ พหลโยธิน เนติบัณฑิตอังกฤษ และนายปรีดี พนมยงค์ นักศึกษาวิชากฎหมาย การประชุมในครั้งนั้น ได้มีมติร่วมกันว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศสยามจากระบบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่กษัตริย์
อยู่เหนือกฎหมายมาเป็นการปกครองที่กษัตริย์อยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย และเรียกชื่อกลุ่มว่า “คณะราษฎร”

ความหมายของประกาศ

          ประกาศ หมายถึงข้อความที่ทางราชการแจ้งให้ประชาชนทราบหรือวางแนวปฏิบัติ เช่นประกาศ
พระบรมราชโองการ ประกาศกระทรวง  ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี  และประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 คือประกาศที่หัวหน้าคณะราษฎร[2]  ได้อ่านท่ามกลางการชุมนุมของทหารบก ทหารเรือ และราษฎรเพื่อแจ้งให้ทราบ เรื่องการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง
จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ

 

การเตรียมการเพื่อยึดอำนาจการปกครอง

          สมาชิกของกลุ่มคณะราษฎร[3]ได้สำเร็จการศึกษาเดินทางกลับเข้าสู่ประเทศสยามเข้ารับราชการ
ในหน่วยงานต่าง ๆ และได้ติดต่อประชาชนทุกสาขาอาชีพ คือ ข้าราชการฝ่ายทหารบก ทหารเรือ พลเรือน และราษฎรเพื่อวัตถุประสงค์ในการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศสยามโดยใช้นามว่า “คณะราษฎร”

          คณะราษฎรได้มอบหมายให้พันเอกพระยาทรงสุรเดชเป็นผู้วางแผนการยึดอำนาจโดยจะใช้วิธีการ “ยึดอำนาจโดยพลัน” รวมทั้งพยามหลีกเลี่ยงการนองเลือดของราษฎร และคณะผู้ยึดอำนาจให้พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นหัวหน้า และได้ตั้งคณะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารที่มีนายทหารระดับนายพันเอก 3 คน คือ พระยาพหลพยุหเสนา พระยาทรงสุรเดช และพระยาฤทธิอัคเนย์ โดยมีพระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นหัวหน้า คณะราษฎรได้เลือกช่วงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวแปรพระราชฐานไปประทับ ณ สวนไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ครั้งถึงเวลาย่ำรุ่งของวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ตรงกับวันศุกร์ แรม 6 ค่ำ เดือน 7 ปีวอก จุลศักราช 1294 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปกพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นปีที่ 8 ในรัชกาลนั้น และนับเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ 7 ในพระราชวงศ์จักรี คณะราษฎรได้แบ่งกำลังออกเป็น 3 สาย คือ สายทหารบก สายทหารเรือ และสายพลเรือน ซึ่งฝ่ายนายทหารชั้นยศสูง นายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) เป็นหัวหน้าสายนายทหารชั้นยศน้อย นายพันตรี หลวงพิบูลสงคราม (แปลก ขิตตะสังคะ) เป็นหัวหน้า สายทหารเรือ หลวงสินธุสงครามชัย (สิทธิ์ กมลนาวิน) เป็นหัวหน้า และสายพลเรือน หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) เป็นหัวหน้า ซึ่งวันนัดหมายของคณะราษฎรให้ทหารจากหลายกองพันในกรุงเทพมาชุมนุมกันที่ลานพระบรมรูปทรงม้าหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งเป็นกำลังจากทหารบก ทหารเรือ และหน่วยรถถังตั้งแถวรอเพื่อฟังคำสั่งผู้บังคับบัญชาก่อนเวลา 6 นาฬิกา

ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1

ครั้นถึงเวลา 6 นาฬิกาตรงตามเวลานัดหมายนายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ได้อ่านประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1[4] ต่อหน้าทหารบก ทหารเรือ และราษฎร ความในประกาศฉบับนั้นมีว่า

“...ราษฎรทั้งหลาย เมื่อกษัตริย์องค์นี้ได้ครองราชสมบัติสืบต่อจากพระเชษฐานั้น ในขั้นต้นราษฎร
บางคนได้หวังกันว่ากษัตริย์องค์ใหม่นี้คงจะปกครองให้ราษฎรได้ร่มเย็น แต่การก็หาได้เป็นไปตามที่คิดหวัง
กันไม่ กษัตริย์คงทรงอำนาจเหนือกฎหมายตามเดิม...เหตุฉะนั้น ราษฎร ข้าราชการ ทหาร และพลเมืองที่ได้รู้เท่าถึงการกระทำอันชั่วร้ายของรัฐบาลดังกล่าวแล้ว จึงรวมกำลังกันตั้งเป็นคณะราษฎรขึ้น และได้ยึดอำนาจของกษัตริย์ไว้แล้ว คณะราษฎรเห็นว่าการที่จะแก้ความชั่วร้ายนี้ได้ ก็โดยที่จะต้องจัดการปกครองโดยมีสภา
ได้ช่วยกันปรึกษาหารือหลาย ๆ ความคิด ดีกว่าความคิดเดียว ส่วนผู้เป็นประมุขของประเทศนั้นคณะราษฎร
ไม่ประสงค์ทำการแย่งชิงราชสมบัติ ฉะนั้น จึงได้ขออัญเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป
แต่จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้...” ทั้งนี้คณะราษฎรได้ตั้งปณิธาน ในการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งนี้ที่พึงกระทำก็คือจะต้องจัดวางโครงการอาศัยหลักวิชาเพื่อให้สยามบรรลุเป้าหมาย[5]

เป้าหมายหลัก 6 ประการ

1. จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่น เอกราชในทางการเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง

2. จะต้องรักษาความปลอดภัยในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก

3. จะต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะหางานให้ราษฎรทุก ๆ คนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก

4. จะต้องให้ราษฎรได้สิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่ให้พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่)

5. จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก 4 ประการดังกล่าวข้างต้น

6. จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

เมื่อนายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ได้อ่านประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 จบลงทหารทุกเหล่า ตลอดจนประชาชนที่อยู่ ณ ที่นั้นก็เปล่งเสียงไชโยโห่ร้องให้การสนับสนุนคณะราษฎร ต่อจากนั้นผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ได้แยกย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ของตนตามที่ได้ตกลงนัดหมายกันไว้ เช่น แยกย้ายกันไปอ่านให้ประชาชนฟัง ณ ที่ชุมนุมชน และตามห้องประชุมของมหาวิทยาลัย เป็นต้น

 

การยึดอำนาจการปกครองสำเร็จ

ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ได้ประทับอยู่ ณ สวนไกลกังวล หัวหิน [6] คณะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารได้มอบหมายให้ นายนาวาตรี หลวงศุภชลาศัย นำเรือหลวงสุโขทัยไปหัวหิน เพื่อนำหนังสือกราบบังคมทูลเพื่ออัญเชิญให้เสด็จกลับสู่นครทรงเป็นกษัตริย์ต่อไป หนังสือกราบบังคมทูลนั้น มีความดังต่อไปนี้

 

คำกราบบังคมทูลของคณะราษฏร

พระที่นั่งอนันตสมาคม

วันที่ 24 มิถุนายน พุทธศักราช 2475

ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม

       ด้วยคณะราษฎรยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินไว้ได้แล้ว และได้เชิญสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอมีสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ากรมนครสวรรค์วรพินิต เป็นต้น ไว้เป็นประกัน

        ถ้าหากคณะราษฎรนี้ถูกทำร้ายด้วยประการใด ๆ ก็จะต้องทำร้ายเจ้านายที่คุมไว้เป็นการตอบแทน คณะราษฎรไม่ประสงค์จะแย่งชิงราชสมบัติแต่อย่างใด ความประสงค์อันใหญ่ยิ่งก็เพื่อที่จะมีธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จึงขอเชิญใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทกลับคืนสู่พระนคร ทรงเป็นกษัตริย์ต่อไปโดยอยู่ใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน ซึ่งคณะราษฎรได้สร้างขึ้น ถ้าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทตอบปฏิเสธก็ดี หรือไม่ตอบภายใน 1 ชั่วนาฬิกา นับแต่ได้รับหนังสือนี้ก็ดี คณะราษฎรก็จะได้ประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน โดยเลือกเจ้านายพระองค์อื่นที่เห็นสมควรขึ้นเป็นกษัตริย์ ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม

พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา

พ.อ.พระยาทรงสุรเดช

พ.อ.พระยาฤทธิ์อัคเนย์

       ทั้งนี้ คณะราษฎรได้ใช้พระที่นั่งอนันตสมาคมเป็นที่บัญชาการ และเชิญพระราชวงศ์ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ที่เห็นสมควรบางท่านมาควบคุมไว้ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม พระตำหนักราชฤทธิ์ และในตึกกองรักษาการณ์ เพื่อเป็นการประกันความปลอดภัยของคณะราษฎร

เมื่อพระองค์เสด็จกลับไปประทับที่วังสุโขทัย ในวันที่ 26 มิถุนายน โปรดเกล้าฯ ให้คณะราษฎรเข้าเฝ้าที่วังสุโขทัย เวลา 11.00 นาฬิกา ในการนี้หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (นายปรีดี พนมยงค์) ผู้แทนคณะราษฎร ได้นำร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม พุทธศักราช 2475 และร่างพระราชกำหนด นิรโทษกรรมในคราวเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน พุทธศักราช 2475 ซึ่งเป็นผู้สร้างเตรียมไว้ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงลงพระปรมาภิไธยพระราชกำหนดนิรโทษกรรมในคราวเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน พุทธศักราช 2475 ณ เวลานั้น ส่วนพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราวนั้น ทรงรับไว้และพระราชทานพระกระแสรับสั่งขอเวลาพิจารณาสักหนึ่งวัน คณะผู้แทนราษฎรจึงได้กราบถวายบังคมทูลลากลับ และในวันที่ 27 มิถุนายน 2475 ได้ทรงลง พระปรมาภิไธยในพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว โดยมีพระราชหัตถเลขาว่า “ชั่วคราว” กำกับต่อท้าย ชื่อพระราชบัญญัติปรากฏอยู่ด้วย เพื่อจะได้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรขึ้นใหม่ภายใน 6 เดือนให้รัดกุมและเป็นที่ยอมรับร่วมกันของพระมหากษัตริย์และคณะราษฎร  พระราชบัญญัติรัฐธรรมนูญการปกครองประเทศแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช  2475 จึงเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศสยาม (ไทย) ตั้งแต่วันนั้น โดยมีคำปรารภของธรรมนูญการปกครองฉบับแรกมีความว่า

“พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าฯ สั่งว่า

โดยที่คณะราษฎรได้ขอร้องให้อยู่ใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม เพื่อบ้านเมืองจะได้เจริญขึ้น และโดยที่ทรงยอมรับตามคำขอร้องของคณะราษฎร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้น

ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม

วันที่ 10 ธันวาคม พุทธศักราช 2475 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จออก[7] ณ พระที่นั่งอนันตสมาคมในพระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 เวลา 10.00 นาฬิกา ท่ามกลางอุดมสันนิบาต มีพระบรมวงศานุวงศ์และทูตานุทูต ผู้แทนนานาประเทศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เสนามาตย์ราชบริพาร เฝ้าเบื้องบาทบงกช พรั่งพร้อมกันอาลักษณ์ ได้อ่านพระราชปรารภในการพระราชทานรัฐธรรมนูญเพื่อให้สยามราชอาณาจักรได้มีการปกครองตามวิสัยอารยประเทศในสมัยปัจจุบัน...และเสด็จพระราชดำเนินไป ณ สีหบัญชรทักษิณของพระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่ง ณ ที่นั้นมีทหารกองเกียรติยศ นายกรัฐมนตรี ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรี สมาชิกสภา ข้าราชการ และประชาชนยืนอยู่ ซึ่งเป็นการแสดงให้ประชาชนได้ทราบว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานรัฐธรรมนูญให้แก่ปวงชนแล้ว ต่างแสดงส่งเสียงไชโยโห่ร้อง แสดงความยินดีในการที่ได้รับพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็คือ การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ

          ต่อมาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงประทับอยู่ ณ ประเทศอังกฤษ จึงตกลงพระทัยสละราชสมบัติ ทรงลาออกจากตำแหน่งพระมหากษัตริย์ ในวันที่ 2 มีนาคม พุทธศักราช 2477 ดังปรากฏความในเอกสารความว่า“.... ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยฉะเพาะเพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร”  

 

หนังสือแนะนำให้อ่านต่อ

ทองต่อ กล้วยไม้ ณ อยุธยา, อธิป จิตต์สำเริง และวีระพันธ์ มุขสมบัติ. พระบาทสมเด็จ'พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกับการปกครองระบบรัฐสภา,' 2523. กรุงเทพฯ : กองการพิมพ์.  สำนักงานเลขาธิการรัฐสภา.

เชาวนะ  ไตรมาศ. ข้อมูลพื้นฐาน 75 ปีประชาธิปไตย  2475-2550. กรุงเทพฯ :  บริษัทสุขุมและบุตรจำกัด. 2550.

วีณา  มโนสิโมกษ์. ความขัดแย้งในคณะราษฎรวิทยานิพนธ์ปริญญาโท. แผนกประวัติศาสตร์, บัณฑิตวิทยาลัย. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 2520.

สิริรัตน์  เรื่องวงษ์วาร. ประวัติศาสตร์การเมืองไทยตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง  พ.ศ.2475 จนถึงปัจจุบัน. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง. 2539.

 

บรรณานุกรม

เชาวนะ  ไตรมาศ. (2550) ข้อมูลพื้นฐาน 75 ปีประชาธิปไตย 2475-2550. กรุงเทพฯ : บริษัทสุขุมและบุตร     จำกัด.

นรนิติ  เศรษฐบุตร. (16 กันยายน 2556). สืบค้น 10 มิถุนายน 2558. จาก  http://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=พิเศษ

ทองต่อ กล้วยไม้ ณ อยุธยา, อธิป จิตต์สำเริง และวีระพันธ์ มุขสมบัติ. พระบาทสมเด็จ'พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกับการปกครองระบบรัฐสภา,' 2523. กรุงเทพฯ : กองการพิมพ์. สำนักงานเลขาธิการรัฐสภา.

ปิยะวรรณ  ปานโต. (27 พฤศจิกายน 2557). สืบค้น 10 มิถุนายน 2558. จาก  http://Wili.kpi.ac.th/index.php?titlee=คณะราษฎร

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน  พ.ศ.2542. : กรุงเทพมหานคร.

วีณา  มโนสิโมกษ์. (2520).ความขัดแย้งในคณะราษฎร.วิทยานิพนธ์ปริญญาโท.แผนกประวัติศาสตร์.บัณฑิตวิทยาลัย.กรุงเทพฯ : จุฬากลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สิริรัตน์  เรื่องวงษ์วาร. (2539). ประวัติศาสตร์การเมืองไทยตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง  พ.ศ.2475  จนถึงปัจจุบัน. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

โสภณ เพชรสว่าง และทะนงศักดิ์  พวงมณี. (2551). ล้มรัฐบาล เลิกรัฐธรรนูญ สืบทอดอำนาจเผด็จการทาง'การเมือง.' กรุงเทพฯ : บริษัทโรงพิมพ์ทองกมลจำกัด.

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.(2548).สรรสาระรัฐธรรมนูญไทย.กรุงเทพฯ : บริษัทรุ่งศิลป์ การพิมพ์ (1977) จำกัด.

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.(2548).สรรสาระรัฐธรรมนูญไทย. กรุงเทพฯ : บริษัทรุ่งศิลป์การพิมพ์ (1977) จำกัด.

                                                 

อ้างอิง


[1] วีณา  มโนสิโมกษ์, (2520). ความขัดแย้งในคณะราษฎร. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท. แผนกประวัติศาสตร์, บัณฑิตวิทยาลัย, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. หน้า 6-17.

[2] พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน  พ.ศ.2542. หน้า 653

[3] สิริรัตน์  เรื่องวงษ์วาร,(2539).ประวัติศาสตร์การเมืองไทยตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง  พ.ศ.2475 จนถึงปัจจุบัน. หน้า 50-60

[4] เชาวนะ  ไตรมาศ. (2550). ข้อมูลพื้นฐาน 75 ปี ประชาธิปไตย 2475-2550. หน้า 1 – 3.

'[5]' เชาวนะ  ไตรมาศ.(2550).ข้อมูลพื้นฐาน 75 ปีประชาธิปไตย  2475-2550. หน้า 2 – 3.

[6] ทองต่อ กล้วยไม้ ณ อยุธยา, อธิป จิตต์สำเริง และวีระพันธ์ มุขสมบัติ (2523). พระบาทสมเด็จพระปกเกล้ากับการปกครองระบบรัฐสภา. หน้า 140-143.

            [7] ทองต่อ กล้วยไม้ ณ อยุธยา, อธิป จิตต์สำเริง และวีระพันธ์ มุขสมบัติ (2523). พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกับการปกครองระบบรัฐสภา. หน้า 144-149.