ปฏิญญากรุงเทพ


ผู้เรียบเรียง พัชร์ นิยมศิลป


ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ ศาสตราจารย์ ดร. ไชยวัฒน์ ค้ำชู


ประวัติความเป็นมา

ภายหลังจากช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศต่างๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ตกเป็นอาณานิยมมหาอำนาจตะวันตก (ยกเว้นประเทศไทย) ได้รับการปลดปล่อยจากประเทศเจ้าอาณานิคมต่างๆ ประเทศเหล่านี้แม้จะได้รับเอกราชแล้ว สันติภาพที่ก็ยังหาได้เกิดขึ้นไม่ ทั้งนี้เนื่องจากเอกราชที่ได้รับมานั้นได้ก่อปัญหาต่างๆ ตามมาโดยเฉพาะ ปัญหาเส้นแบ่งพรมแดน ปัญหาเกี่ยวกับความมั่นคงในภูมิภาค ปัญหาจากการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ หนึ่งในความพยายามที่จะรวมตัวกันระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือการก่อตั้งกองกำลังซีโต้ (South East Asia Treaty Organization: SEATO) ซึ่งเป็นการร่วมตัวกันทางทหารเพื่อต่อต้านการขยายตัวของคอมมิวนิสต์ตามแบบอย่างนาโต้ (North Atlantic Treaty Organization: NATO) ในปี ค.ศ. 1954 อย่างไรก็ดีซีโต้ไม่อาจจัดได้ว่าเป็นองค์กรระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เนื่องจากมีเพียงประเทศไทยและฟิลิปปินส์ที่เป็นพันธมิตรเหนี่ยวแน่นกับสหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่เป็นสมาชิกซีโต้ ซีโต้ไม่ได้ร่วมประเทศสหพันธรัฐมาลายา(มาเลเซียและสิงคโปร์ในปัจจุบัน) ซึ่งข้อตกลงความร่วมมือทางทหารกับสหราชอาณาจักร ส่วนประเทศอินโดนิเซียก็ไม่ได้เข้าร่วมองค์การนี้เนื่องจากมีนโยบายไม่ผูกพันธมิตรทางทหารกับฝ่ายใด (No alliance system) และอีกประการหนึ่งคือสมาชิกของซีโต้ก็มิได้จำกัดว่าต้องเป็นประเทศที่มีภูมิศาสตร์อยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ต่อมาในปี ค.ศ. 1961 จึงได้มีการจัดตั้งองค์การเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of Southeast Asia: ASA) โดยประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศไทยและสหพันฐรัฐมาลายาร่วมกันลงนามในปฎิญญากรุงเทพ 1961 ( The Bangkok Declaration of July 31, 1961) เพื่อแสดงเจตจำนงที่จะร่วมกันรักษาสันติภาพเสรีภาพพร้อมทั้งพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจร่วมกัน ASA จึงไม่ใช่ข้อตกลงทางทหารเพียงอย่างเดียวเหมือน SEATO แต่ ASA ขยายความร่วมมือไปทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมซึ่งต่อไปจะเป็นรากฐานที่สำคัญต่อการจัดตั้งASEAN

ในปี ค.ศ. 1963 สหพันฐรัฐมาลายา ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศอินโดนิเซียได้ร่วมกันจัดตั้งองค์กรมาฟิลินโด (Maphilindo) เพื่อเป็นเครื่องมือที่จะทำให้มีกระบวนการหารือ (mushawarah) และฉันทามติ (mufakat) ซึ่งเป็นวิธีการแก้ปัญหาตามคติของโลกมาเลย์ โดยประธานาธิปดีซูการ์โนของอินโดนิเซียได้คาดหมายว่า Maphilindo จะมีบทบาทในการส่งเสริมหลักการ “ทวีปเอเชียสำหรับชาวเอเชีย” เพื่อแก้ปัญหาและข้อพิพาทที่มีระหว่างชาวเอเชียขึ้น กระนั้นองค์กรนี้กลับล้มเหลวเสียก่อนที่จะมีผลใดๆในทางปฎิบัติเนื่องจากประเทศสมาชิกไม่สามารถไกล่เกลี่ยผลประโยชน์ที่แตกต่างกันระหว่างชาติได้ อีกทั้งประเทศอินโดนิเซียและฟิลิปปินส์ต่างไม่พอใจการที่สหพันธรัฐมาลายาผนวกเอาดินแดนซาร์บาร์และซาราวักแล้วตั้งเป็นประเทศมาเลเซีย ข้อพิพาททางดินแดนเหนือเกาะเบอร์เนียวจนเป็นผลให้อินโดนิเซียดำเนินนโยบายเผชิญหน้าทางทหาร (Konfrontasi) ต่อประเทศมาเลเซีย (รวมถึงสิงคโปร์ซึ่งในขณะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐ) อินโดนิเซียกล่าวหาว่าการตั้งประเทศมาเลเซียเป็นรูปแบบใหม่ของการล่าอาณานิคมที่ดำเนินการโดยสหราชอาณาจักรและพันธมิตร (the Neo-colonialist Machination of Great Britain)

เมื่อความขัดแย้งทวีความรุนแรงมากขึ้น ประเทศต่างๆในภูมิภาค ได้เริ่มเล็งเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องร่วมมือกัน โดยมีฐานความคิดมาจากการสร้างความมั่นคงทางการเมืองของภูมิภาค การกำหนดวัตถุประสงค์เพื่อรักษาสันติภาพ การขจัดข้อพิพาทในภูมิภาค การพัฒนาเศรษฐกิจ และการดำเนินการร่วมกันในรูปแบบของภูมิภาค ซึ่งแนวความคิดเหล่านี้ได้กลายเป็นฐานในการจัดตั้งองค์การระหว่างประเทศในระดับภูมิภาคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ข้อมูลพื้นฐานและความหมาย

ปฏิญญากรุงเทพ (Bangkok Declaration) หรือ ปฏิญญาอาเซียน (ASEAN Declaration) นั้น เป็นปฏิญญาที่ได้มีการริเริ่มโดย ประเทศสมาชิก 5 ประเทศ คือ ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศไทย ซึ่งประเทศเหล่านี้ได้มีการพูดคุยกันถึงความเป็นไปได้ในการรวมตัวกันของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จุดเริ่มต้นนั้นมาจากการที่ประเทศอาณานิคมต่างๆได้รับเอกราชจากชาติตะวันตก ทำให้ประเทศเหล่านี้มีความหวงแหนในอำนาจอธิปไตยซึ่งนำไปสู่ปัญหาความไม่ไว้วางใจต่อประเทศข้างเคียง เช่น ประเทศอินโดนีเซียได้ดำเนินนโยบาย Konfrontasi (1963-1966) ต่อประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ ข้อพิพาทในเรื่องเขตแดน คือรัฐซาบาห์และรัฐซาราวักระหว่างอินโดนิเซียกับมาเลเซีย หรือกรณีการพิพาทกันในเรื่องรัฐซาบาห์ระหว่าง มาเลเซียกับฟิลิปปินส์

ดังนี้พันเอก(พิเศษ) ดร. ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของประเทศไทยในขณะนั้น ได้เสนอให้มีเสนอการจัดตั้งสมาคมของภูมิภาคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขึ้นเพื่อเป็นเวทีในการสร้างเสถียรภาพให้แก่ภูมิภาค โดยได้เชิญรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศจากประเทศมาเลเซียและประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งทั้งคู่เป็นอดีตสมาชิกองค์การอาสา ( Association for Southeast Asia: ASA) ร่วมกับรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอินโดนิเซียและสิงคโปร์มาหารือที่ประเทศไทย การเจรจาในครั้งนั้นเป็นการเจรจากันแบบง่ายๆและเป็นกันเองโดยอาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัวและความไว้เนื้อเชื่อใจกันระหว่างผู้นำประเทศ ต่อมาได้มีการประชุมกัน ณ กระทรวงต่างประเทศ ในกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ในวันที่ 8 สิงหาคม 1967 และได้ลงนามกันในปฏิญญากรุงเทพจัดตั้งองค์การระหว่างประเทศที่มีวัตถุประสงค์อันเป็นความร่วมมือกันในระดับรัฐบาลของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเรียกว่า อาเซียน (ASEAN) ปฏิญญากรุงเทพนี้เป็นเพียงเอกสารขนาดสองหน้าซึ่งไม่มีผลในทางกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นปฏิญญาสั้นๆ ที่ระบุเพียงเหตุผลและเป้าหมายในการจัดตั้งองค์กรเท่านั้น อย่างไรก็ดีต่อมาหลักการที่ได้ระบุไว้ในปฏิญญากรุงเทพก็ได้พัฒนาเป็นหลักการที่มีนัยสำคัญต่อสนธิสัญญาที่มีผลทางกฎหมายในภายหลัง อาทิ Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia 1976 Treaty on the Southeast Asia Nuclear Weapon-Free Zone 1995 เป็นต้น

เป้าหมายและวัตถุประสงค์

ปฏิญญากรุงเทพ เกิดจากความร่วมมือของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการดำเนินการพัฒนาอย่างรอบด้านทั้ง ด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพอย่างสูงสุดต่อกลุ่มประเทศสมาชิก ซึ่งเป้าหมายสำคัญก็เพื่อให้เกิดการพัฒนาทั้งทางด้านคุณภาพชีวิต การศึกษา การค้าขาย และในด้านอื่นๆ ให้กับประชาชนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้งยังมีวัตถุประสงค์ทางด้านการธำรงรักษาไว้ซึ่งสันติภาพ และความมั่นคงในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นในด้านทางการเมืองภายในหรือในทางระหว่างประเทศก็ตาม โดยใช้การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ และสังคม เป็นตัวนำการพัฒนาทางการเมือง

โดยในความเห็นของนาย อดัม มาลิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของประเทศอินโดนีเซียในขณะการเจรจาถึงความเป็นไปได้ในการก่อตั้งสมาคมอาเซียน ได้ให้ความเห็นว่า วิสัยทัศน์ของอาเซียน มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นภูมิภาคที่สามารถยืนอยู่ได้ด้วยตนเอง และมีความแข็งแกร่งมากพอที่จะแข่งขันกับประเทศต่างๆ ภายนอกภูมิภาค อันจะทำให้ประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นมีเสถียรภาพที่แข็งแกร่งทั้งทางด้านเศรษฐกิจและด้านสังคม

เนื้อหาและผลของปฏิญญา

ปฏิญญากรุงเทพมีขึ้นเพื่อก่อตั้งสมาคมเพื่อองค์กรที่เสริมสร้างความร่วมมือกันระหว่างประเทศที่อยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยปฏิญญานี้ได้กำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่สำคัญไว้ 7 ประการ ได้แก่

1.พัฒนาความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าทางสังคม และการพัฒนาในทางวัฒนธรรม อันเกิดมาจากความร่วมมือ และความพยายามร่วมกัน เพื่อให้เกิดรากฐานที่เข้มแข็งอันจะนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและ เพื่อให้เกิดสันติภาพแก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

2.ส่งเสริมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อให้เกิดสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่นคง ภายใต้หลักนิติธรรมและความยุติธรรม อันก่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่างๆในภูมิภาค รวมถึงการยึดมั่นตามกฎบัตรสหประชาชาติ

3. ส่งเสริมความร่วมมือ และการให้ความช่วยเหลือร่วมกัน ทั้งในด้าน เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม วิชาการ วิทยาศาสตร์ และการบริหารจัดการ

4.ส่งเสริม ให้มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในการอำนวยความสะดวกต่อต่อค้นคว้า และวิจัย ทั้งในด้านของการศึกษา อาชีพ วิชาการ และการบริหารจัดการ

5.ให้มีการร่วมมือกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งทางด้าน เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การขยายตัวทางการค้า รวมถึงศึกษาปัญหาเกี่ยวกับ การซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ การปรับปรุงการขนส่งสินค้า ในการให้ความสะดวกในเรื่องของการติดต่อสื่อสาร และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

6.ส่งเสริมวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา

7.เสริมสร้างความร่วมมือ ประสานประโยชน์และความใกล้ชิดองค์กรต่างๆ ที่มีจุดประสงค์และเป้าหมายคล้ายคลึงกันทั้งในระดับภูมิภาคและในระดับนานาชาติ

รัฐสมาชิก

ในเริ่มแรกของการดำเนินการตามปฏิญญาฉบับนี้นั้น มีประเทศที่ได้ลงนามในสนธิสัญญาฉบับดังกล่าวเพียง 5 ประเทศ แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไป ประเทศต่างๆก็ได้เข้ามาเป็นภาคีในปฏิญญากรุงเทพ จนครบทั้ง 10ประเทศ เมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2542 ซึ่งเป็นประเทศภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด โดยมีรายละเอียดดังนี้

ประเทศ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ลงนามเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2510 (โดยนาย อาดัม มาลิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ)

ประเทศมาเลเซีย ลงนามเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2510 (โดยนาย ตุน อับดุล ราชัก บิน ฮุสเซน รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ)

ประเทศสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ลงนามเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2510 (โดยนายนาชิโช รามอส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ)

ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ ลงนามเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2510 (โดยนาย เอส ราชารัตนัม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ)

ประเทศราชอาณาจักรไทย ลงนามเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2510 (โดย พันเอก(พิเศษ) ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ)

ประเทศ บรูไนดารุสซาลาม ลงนามเมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ.2527

ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ลงนามเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ.2538

ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ลงนามเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ.2540

ประเทศสหภาพพม่า ลงนามเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ.2540

ประเทศราชอาณาจักรกัมพูชา ลงนามเมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2542

เอกสารอ้างอิง

กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ. ASEAN Mini book . กรุงเทพฯ : กรมอาเซียน กระทรวง การต่างประเทศ,2556.

กองยุทธศาสตร์ทรัพยากรมนุษย์และสังคม สำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล กรุงเทพมหานคร . ความรู้เกี่ยวกับประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) . กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ,2556.

ดนัยวัฒนา รุ่งอุทัย.”อาเซียนกับความมั่นคง ตอนที่ 1เรื่อง ความร่วมมือด้านความมั่นคงของ ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายใต้อาเซียนในสองทศวรรษแรก (1967-1987)." เอกสารประการสัมมนาทางวิชาการ ณ โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ แบงคอคสีลม กรุงเทพมหานคร,ประเทศไทย, 1 พฤศจิกายน 2556. accessed February 23,2014. http://thaiacs.org/doc/asian-drdanaiwattana.docx.

พัชร์ นิยมศิลป.”กลไกระงับข้อพิพาทในอาเซียนกับการเป็นองค์กรที่มีฐานทางกฎหมาย(Rule- based Organisation).”วารสารกระบวนการยุติธรรม. ปีที่2,ฉบับที่ 4 (ตุลาคม-ธันวาคม 2552):112.

ภิญญดา ไรนิเกอร์. “การพัฒนาระบบระงับข้อพิพาทในอาเซียน : บทเรียนจากระบบระงับข้อพิพาทในภูมิภาคอื่นๆ.” วิทยานิพนธ์ หลักสูตรนิติศาสตร์มหาบัณฑิต,คณะนิติศาสตร์,จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,2551.

Keling, Mohamad F.”The Development of ASEAN from Historical Approach.” Asian Social Science , no.7 (July 2011):170.

The ASEAN Secretariat. 2014. History (the founding of ASEAN). The ASEAN Secretariat. http://www.asean.org/asean/about-asean/history (accessed February 18 ,2014). The ASEAN Secretariat. 2014.The Asean Declaration (Bangkok declaration) Bangkok, 8 August 1967.

W. Brands, Jr., Henry. "From ANZUS to SEATO: United States Strategic Policy towards Australia and New Zealand, 1952-1954". The International History Review. No. 2 9 (May 1987): 250–270.