บทบาทของหนังสือพิมพ์กับการเมืองไทย พ.ศ.2475-2500


ผู้เรียบเรียง สุมาลี พันธุ์ยุรา


ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ รองศาสตราจารย์นรนิติ เศรษฐบุตร และ รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต


บทบาทของหนังสือพิมพ์กับการเมืองไทย พ.ศ.2475-2500

เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองมีผลต่อหนังสือพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นในช่วงระยะหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครองจากระบอบสมบูรณญาสิทธิราชย์มาสู่ประชาธิปไตยในพ.ศ.2475 ในช่วงรัฐบาลคณะราษฎร ในช่วงอำนาจนิยมทางทหารสมัยจอมพลป.พิบูลสงคราม และสมัยรัฐบาลพลเรือน รัฐบาลทุกสมัยมีแนวโน้มในการควบคุมบทบาทของหนังสือพิมพ์อย่างเข้มงวดกวดขันโดยตลอด

บทบาททางการเมืองของหนังสือพิมพ์ไทยนับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองพ.ศ.2475 หนังสือพิมพ์มีบาทบาทที่สำคัญดังนี้ บทบาทของหนังสือพิมพ์ในฐานะเป็นผู้ตรวจสอบการดำเนินงานของรัฐบาล ซึ่งภายใต้ข้อจำกัดต่าง ๆ หนังสือพิมพ์ได้แสดงให้เห็นถึงความพยายามและความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ในประการนี้เป็นอย่างมาก แม้ส่วนใหญ่จะไม่ประสบผลสำเร็จโดยตรง แต่ก็มีส่วนให้รัฐบาลต้องดำเนินการบริหารประเทศอย่างระมัดระวังมากขึ้น หนังสือพิมพ์จึงมีหน้าที่ไม่ต่างจากผู้แทนของประชาชนและเป็นสถาบันที่เผชิญหน้ากับรัฐบาลมาตลอด และบทบาทที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ บทบาทของหนังสือพิมพ์ในการให้ความรู้ทางการเมืองอย่างกว้างขวางทั้งทางด้านการเน้นข่าวการเมือง ข่าวต่างประเทศ และบทความสารคดีทางการเมืองต่าง ๆ ซึ่งมีผลต่อการพัฒนาประชาธิปไตย นอกจากนี้หนังสือพิมพ์ยังเป็นกระบอกเสียงให้แก่ฝ่ายนิยมระบอบเก่าและฝ่ายนิยมระบอบใหม่

ตัวอย่างหนังสือพิมพ์ในช่วงพ.ศ.2475 เช่น หนังสือพิมพ์ 10 ธันวา ก่อตั้งโดยนายหรุ่น อินทุวงศ์ ตั้งขึ้นเพื่อระลึกถึงความเป็นเอกราชและเสรีภาพของพลเมืองตามรัฐธรรมนูญ “10 ธันวาคม” มีจุดประสงค์คือ เพื่อ “อ้าปากออกเสียงสนับสนุนในวงการเมืองตามสติกำลังเท่าที่จะทำได้ และช่วยปราบอธรรมอันเป็นปฎิปักษ์ต่อประเทศด้วย” หนังสือพิมพ์เฉลิมรัฐธรรมนูญ ซึ่งก่อตั้งโดยสมาคมคณะราษฎร ในระยแรกมีนายกุหลาบ สายประดิษฐ์ เป็นบรรณาธิการ (ต่อมาได้เปลี่ยนคณะผู้จัดทำไปบ้าง) เริ่มเผยแพร่ออกครั้งแรกในช่วงงานเฉลิมรัฐธรรมนูญในพ.ศ.2475 เพื่อออกข่าวเกี่ยวกับงานและตีพิมพ์บทความทางการเมือง การปกครอง ตลอดจนเพื่อให้ประชาชนเข้าใจในการปกครองระบอบประชาธิปไตย หนังสือพิมพ์ฉบับนี้พยายามจะอธิบายถึงความหมายของการปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญและความหมายของรัฐธรรมนูญ บทความส่วนใหญ่เขียนเกี่ยวกับหัวข้อเหล่านี้และอธิบายถึงสิทธิการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร แต่ในขณะเดียวกันก็ยอพระเกียรติพระมหากษัตริย์ นอกจากนี้ยังมีหนังสือพิมพ์เสรีภาพที่ตีพิมพ์ข่าวทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ และเสนอบทบรรณาธิการที่แสงความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลและการเมืองปกครอง เช่น “เงินเดือนของรัฐมนตรี” เรื่อง “งบประมาณที่ขาด” เรื่อง “สิทธิออกเสียง” เป็นต้น หนังสือพิมพ์สยามใหม่ ผู้เป็นเจ้าของและบรรณาธิการ คือ เชื้อ อินทรทูต หนังสือพิมพ์สยามใหม่นี้เคยคัดค้านหนังสือพิมพ์ 24 มิถุนาที่จะลงรูปพรรคคณะราษฎรทั้ง 70 คน โดยเห็นว่าเป็นการโฆษณามากเกินไป พร้อมทั้งเสียดสีหนังสือพิมพ์ 24 มิถุนาว่า “ฉันอยากรู้ว่าที่ต้องการอวดว่าฉันนั้นเป็นหนังสือพิมพ์ของคณะราษฎร” ส่วนหนังสือพิมพ์ในช่วงหลังพ.ศ.2475 เช่น หนังสือพิมพ์ไทเมือง ผู้เป็นเจ้าของคือ นายทองอยู่ สุดออมสิน และบรรณาธิการ คือ นายจรัส วงศาโรจน์ หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า เป็นผู้จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และได้นำเสนอเนื้อหาที่สะท้อนให้เห็นถึงความวุ่นวายในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง การเกรงกลัวที่จะสูญเสียอำนาจของรัฐบาล และสถานะของพระมหากษัตริย์ที่เริ่มสั่นคลอนอันเนื่องมาจากสถาบันพระมหากษัตริย์ถูกวิพากษ์วิจารณ์โจมตี[1]

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 มีการต่อสู้ระหว่างรัฐบาลคณะราษฎรและกลุ่มอำนาจเดิมหรือกลุ่มกษัตริย์นิยมทั้งในแง่การเมืองและในรูปแบบการต่อสู้ทางความคิด ระหว่างนักหนังสือพิมพ์ กลุ่มที่สนับสนุนและกลุ่มที่ต่อต้านคณะราษฎรอย่างชัดเจน ดังนั้นเพื่อเป็นการรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงของรัฐบาลคณะราษฎร รัฐบาลจึงได้ออกกฎหมายการพิมพ์เพื่อควบคุมหนังสือพิมพ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในขณะนั้น แต่ภายหลังเหตุการณ์กบฎบวรเดชฐานะของรัฐบาลมีความมั่นคงมากขึ้น รัฐบาลจึงยอมออกกฎหมายการพิมพ์ที่ผ่อนคลายความเข้มงวดบางประการลง แต่ก็ยังคงให้อำนาจบางประการกับเจ้าหน้าที่เพื่อควบคุมหนังสือพิมพ์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลยังไม่ไว้วางใจต่อสถานการณ์ทางการเมืองอย่างเต็มที่ จึงยังต้องการเครื่องมือควบคุมหนังสือพิมพ์อยู่

ตั้งแต่ภายหลัง พ.ศ.2490 หนังสือพิมพ์กลายเป็นสถาบันหนึ่งที่มีความสำคัญยิ่งที่มีบทบาทอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ปลายสมัยรัฐบาลพล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ที่เห็นถึงความสำคัญของหนังสือพิมพ์ เนื่องจากว่าหนังสือพิมพ์มีบทบาทอย่างมากในการโน้มน้าวและสร้างทัศนคติของมหาชนที่มีต่อรัฐบาล จนทำให้รัฐบาลมีภาพลักษณ์ในทางตกต่ำมากขึ้นซึ่งมีส่วนช่วยทำให้การรัฐประหารในพ.ศ.2490 ประสบผลสำเร็จ บทเรียนนี้เอง ทำให้รัฐบาลจอมพลป. พิบูลสงครามมีความสนใจเป็นพิเศษต่อบทบาทของหนังสือพิมพ์ เพื่อที่จะรักษาภาพลักษณ์และรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลไว้ให้ได้ แต่ภายหลังกรณีกบฏวังหลวงแล้ว รัฐบาลเริ่มที่จะเข้าควบคุมหนังสือพิมพ์มากขึ้น โดยจับกุมนักหนังสือพิมพ์ในข้อหาเข้าร่วมกับการกบฏและได้มีการเซ็นเซอร์หนังสือพิมพ์เป็นครั้งแรก และภายหลังเหตุการณ์รัฐประหารเงียบในวันที่ 29 พฤศจิกายน รัฐบาลชั่วคราวได้ตั้งกรรมการขึ้นเพื่อเซ็นเซอร์หนังสือพิมพ์โดยตรง ทำให้หนังสือพิมพ์รู้สึกถูกกดดันจากรัฐบาลอย่างมาก จึงทำให้การต่อสู้รุนแรงมากขึ้น โดยฝ่ายหนังสือพิมพ์ร้องเรียนว่า การเซ็นเซอร์ได้สร้างความเดือดร้อนแก่หนังสือพิมพ์เพราะเป็นการกระทบกระเทือนต่อเสรีภาพของหนังสือพิมพ์อย่างรุนแรง ทำให้หนังสือพิมพ์ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่เพื่อรับใช้ประชาชนได้โดยสะดวก เป็นการขัดต่อระบอบประชาธิปไตยและเป็นการละเมิดหลักปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในโลกเสรีประชาธิปไตย

ดังนั้นจึงได้มีการประชุมสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2495 โดยมีการเสนอให้ตั้งคณะกรรมการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพหนังสือพิมพ์ขึ้น ซึ่งมีหม่อมเจ้าประสบสุข สุขสวัสดิ์ เป็นประธานกรรมการและอุทธรณ์ พลกุล เป็นเลขานุการ และได้มีการเรียกร้องให้จัดการประชุมใหญ่สมาคมเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเลิกการเซ็นเซอร์หนังสือพิมพ์ในภาวะบ้านเมืองปกติ นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีการผลักดันทางรัฐสภาเพื่อยกเลิกพระราชบัญญัติการพิมพ์พ.ศ.2484 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ออกในภาวะสงคราม และให้อำนาจแก่รัฐบาลในการควบคุมหนังสือพิมพ์อย่างมาก การต่อสู้ของสมาคมหนังสือพิมพ์ในพ.ศ.2495 นับว่าเป็นครั้งแรกที่นักหนังสือพิมพ์ไทยต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของตน แต่การต่อสู้ยังมิได้บรรลุผล ก็ถูกรัฐบาลก่อการกวาดล้างครั้งใหญ่เสียก่อนในเหตุการณ์การจับกุมกวาดล้างนักหนังสือพิมพ์ครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ.2495 อันเป็นกรณีมุ่งกวาดล้างจับกุมขบวนการกู้ชาติและกบฏสันติภาพ ซึ่งมีนักหนังสือพิมพ์เข้ามาเกี่ยวข้องหลายคนในขบวนการกู้ชาติ ผลการจับกุมทำให้ขบวนการต่อสู้ของนักหนังสือพิมพ์อ่อนกำลังลงอย่างมากซึ่งเห็นได้จากการวิพากษ์วิจารณ์โจมตีรัฐบาลลดลงมากในช่วงพ.ศ.2496-2498 และการรวมตัวเพื่อเรียกร้องสิทธิของหนังสือพิมพ์ก็สลายลงพร้อมกับการปราบปรามครั้งนี้

แม้ว่าใน พ.ศ. 2495 ทิศทางการต่อสู้ของหนังสือพิมพ์อาจจะค่อนข้างชัดเจนและไปในทางเดียวกัน แต่ก็มิได้หมายความว่าพลังของหนังสือพิมพ์เป็นเอกภาพ เพราะมีหนังสือพิมพ์บางฉบับ เช่น สยามรัฐของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ออกเผยแพร่ฉบับแรกในวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ.2493 โดยมีสละ ลิขิตกุลเป็นบรรณาธิการ ตั้งแต่แรกที่หนังสือพิมพ์สยามรัฐออกเผยแพร่ก็แสดงทัศนะต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรง พร้อมทั้งสนับสนุนสหรัฐอเมริกาและสงครามเกาหลี รวมทั้งแสดงตนเป็นปฏิปักษ์ต่อขบวนการสันติภาพอย่างชัดเจน หนังสือพิมพ์สยามรัฐได้แสดงบทบาทสอดคล้องกับกลุ่มอนุรักษ์นิยมส่วนใหญ่ คือ การมุ่งฟื้นฟูสถาบันกษัตริย์ที่ตกต่ำมานานภายหลังจากการปฏิวัติใน พ.ศ. 2475 แต่กระนั้นหนังสือพิมพ์สยามรัฐก็ได้เข้าร่วมต่อสู้เรื่องสิทธิเสรีภาพของหนังสือพิมพ์อยู่บ้าง เช่น เมื่อรัฐบาลประกาศกฎอัยการศึกภายหลังกบฎแมนฮัตตัน หนังสือพิมพ์สยามรัฐประท้วง โดยที่ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชงดเขียนคอลัมน์และบทความทั้งหมด ลดจำนวนหน้า และเนื้อข่าวบริเวณใดที่ถูกตัดข้อความก็จะเว้นช่องว่างเพื่อให้ผู้อ่านรู้ว่าถูกตัดข้อความ จนกระทั่งรัฐบาลเลิกเซ็นเซอร์และเลิกกฎอัยการศึกแล้ว หนังสือพิมพ์สยามรัฐจึงเลิกประท้วงและกลับสู่วิธีการนำเสนอในรูปแบบเดิม

ในวงการหนังสือพิมพ์ไทยเกิดสถานการณ์ที่ซับซ้อนขึ้นมาอีกเมื่อ พ.ศ. 2499 กล่าวคือเมื่อความขัดแย้งทางการเมืองในกลุ่มชนชั้นนำรุนแรงมาก แต่ละฝ่ายต้องต่อสู้กันด้วยการมีหนังสือพิมพ์เป็นของตนเอง เช่น จอมพลป.พิบูลสงครามได้มอบหมายให้สังข์ พัธโนทัย ออกหนังสือพิมพ์ชื่อเสถียรภาพ ส่วนจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ได้ให้ทนง ศรัทธาทิพย์ออกหนังสือพิมพ์สารเสรีตั้งแต่ พ.ศ. 2496 นอกจากนี้ยังมีหนังสือพิมพ์ไทรายวันและไทสัปดาห์ของ พล.ต.เนตร เขมะโยธินที่มีแนวโน้มไปในทางสนับสนุนจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ส่วน พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ก็อยู่เบื้องหลังหนังสือพิมพ์เผ่าไทย ไทเสรี และหนังสือพิมพ์รายวันเช้า ที่ออกตีพิมพ์เผยแพร่ตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ.2495 โดยมีวรรโณทัย อมาตยกุล เป็นบรรณาธิการ ต่อมาปรากฎว่าหนังสือพิมพ์ของฝ่ายจอมพลสฤษดิ์ได้โจมตีพล.ต.อ.เผ่าในเรื่องการค้าฝิ่นและการใช้อิทธิพลสังหารนักการเมือง ส่วนหนังสือพิมพ์ของฝ่าย พล.ต.อ.เผ่าก็มุ่งโจมตีจอมพลสฤษดิ์ในเรื่องอิทธิพลทางเศรษฐกิจและเรื่องความสัมพันธ์ทางเพศที่เหลวแหลก และเมื่อรวมบทบาทของหนังสือพิมพ์ฝ่ายอื่น ๆ เช่น สยามรัฐและประชาธิปไตยของฝ่ายอนุรักษ์นิยม และปิตุภูมิของฝ่ายสังคมนิยมแล้ว ทำให้ในระยะพ.ศ. 2499-2500 เกิดสภาพที่เรียกว่า “สงครามหนังสือพิมพ์” ขึ้น และการโจมตีฟาดฟันกันทางหน้าหนังสือพิมพ์นี้เอง ทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรงมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีความขัดแย้งและการโจมตีซึ่งกันและกัน หนังสือพิมพ์ในช่วง พ.ศ. 2499-2500 ก็มีบทบาทไม่น้อยในการสร้างมติมหาชนกดดันรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงคราม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการดำเนินนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลที่สนับสนุนสหรัฐอเมริกา การโจมตีของหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่ในเรื่องการดำเนินนโยบายต่างประเทศของรัฐบาล เป็นผลส่วนหนึ่งมาจากสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปคือความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศที่ลดลง เนื่องจากการมุ่งสู่แนวทางการอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างโลกทุนนิยมและสังคมนิยม ตลอดจนภาวะทางการเมืองของภูมิภาคเอเชียได้ผ่านเข้าสู่สันติภาพในช่วงเวลาหนึ่ง และประเทศเอกราชและประเทศเกิดใหม่ในเอเชียที่ออกมาจากการครอบครองของประเทศเจ้าอาณานิคมนั้นมีแนวทางหันมาดำเนินนโยบายเป็นกลางทั้งสิ้น รวมทั้งแนวโน้มการยอมรับสถานะของสาธารณรัฐประชาชนจีน ด้วยเหตุนี้การดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบติดตามสหรัฐอเมริกาของรัฐบาลจอมพลป. พิบูลสงครามจึงกลายเป็นสิ่งที่ดูไม่สมเหตุสมผลในสายตาของหนังสือพิมพ์ ผลที่ตามมาคือ ค่ายหนังสือพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุด คือ ไทยพาณิชยการซึ่งเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์พิมพ์ไทยและสยามนิกร ได้กลายมาเป็นกลุ่มสำคัญที่รณรงค์คัดค้านเรื่องนี้และสร้างความกดดันให้แก่รัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงครามเป็นอย่างมาก ยิ่งกว่านั้นหนังสือพิมพ์สารเสรีของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หนังสือพิมพ์ไทรายวันของพล.ต.เนตร เขมะโยธิน และแม้กระทั่งหนังสือพิมพ์เสถียรภาพของสังข์ พัธโนทัย ต่างก็เข้าร่วมการเคลื่อนไหวคัดค้านนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลด้วยเหตุผลต่าง ๆ กัน

จากการแสดงท่าทีของหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ ดังกล่าวส่งผลทำให้กรณีเรื่องนโยบายต่างประเทศเป็นปัญหาสำคัญของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามดูไม่น่านิยมชมชื่น และเป็นจุดที่สร้างปัญหาให้แก่รัฐบาลมากที่สุดกรณีหนึ่ง ซึ่งใน พ.ศ. 2499 มีประเด็นหลายเรื่องที่หนังสือพิมพ์ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลโดยต่างแสดงท่าทีคัดค้านต่อนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลจอมพลป. พิบูลสงคราม เช่น หนังสือพิมพ์สยามนิกรได้วิจารณ์การที่รัฐบาลไทยรับเป็นเจ้าภาพในการจัดการซ้อมรบขององค์การสปอ.อย่างกระทันหันไว้ว่า สถานการณ์ในเอเชียอาคเนย์ก็มิได้มีแนวโน้มที่จะเกิดสงครามและการรุกรานใด ๆ การซ้อมรบจึงไม่น่าที่จะเป็นเรื่องจำเป็น หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทยก็วิจารณ์ว่า ทำไมรัฐบาลไทยต้องซ้อมรบตามคำโฆษณาของประเทศโลกเสรีที่โจมตีจีนแดงว่าจะรุกราน ทั้ง ๆ ที่รู้กันว่าจีนไม่สามารถทำได้ นอกจากจะทำสงครามป้องกันตนเอง และผู้นำจีนก็มีนโยบายผูกมิตรกับทุกประเทศอยู่แล้ว ต่อมาปรากฎว่าเรื่องนี้ได้บานปลายออกไป เมื่อรัฐบาลฝรั่งเศสซึ่งเป็นหนึ่งในภาคีสปอ.ได้แถลงว่า เรื่องการซ้อมรบที่จะมีขั้นตอนตามกำหนดการนั้น ไทยมิได้ปรึกษาฝรั่งเศสและประเทศอื่น ๆ ในสปอ.เลย นอกจากปรึกษาแต่ประเทศสหรัฐอเมริกาเพียงประเทศเดียวเท่านั้น นอกจากนี้หนังสือพิมพ์เกียรติศักดิ์รายสัปดาห์ก็ได้ลงบทนำวิจารณ์ว่า การซ้อมรบครั้งนี้ฝ่ายไทยต้องเสียเงินถึง 5 ล้านบาท ซึ่งเป็นการฟุ่มเฟือย อีกกรณีหนึ่งที่หนังสือพิมพ์ในประเทศไทยแทบทุกฉบับต่างวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงคราม คือ การที่รัฐบาลแสดงท่าทีเกรงใจและแก้ต่างแทนอังกฤษและฝรั่งเศสซึ่งเป็นมิตรร่วมภาคสปอ. ในเรื่องที่อังกฤษและฝรั่งเศสใช้วิธีการแก้ปัญหาโดยส่งกองทัพเข้าบุกและโจมตีอียิปต์ในวิกฤตการณ์คลองสุเอช ทั้ง ๆ ที่ประเทศต่าง ๆ ในเอเชียและแอฟริกาต่างประณามการกระทำของอังกฤษและฝรั่งเศสอย่างรุนแรง หนังสือพิมพ์สยามนิกรได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยเป็นตัวของตัวเองในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญที่หนังสือพิมพ์มีบทบาทเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วง พ.ศ. 2498-2499 คือ การเรียกร้องเรื่องสิทธิประชาธิปไตย โดยเฉพาะเรื่องการยกเลิกส.ส.ประเภทที่ 2 ซึ่งเป็นประเด็นที่หนังสือพิมพ์เริ่มวิพากษ์วิจารณ์อย่างจริงจังภายหลังจากที่รัฐบาลมีการเปลี่ยนนโยบายไปสู่ประชาธิปไตย หนังสือพิมพ์มีการรณรงค์ว่า จอมพลป.พิบูลสงครามควรจะปฎิรูปประชาธิปไตยให้มากยิ่งขึ้นโดยยกเลิกส.ส.ประเภทที่ 2 ตั้งแต่ในระดับชาติและระดับท้องถิ่น และต่อมาเมื่อรัฐบาลจับกุมกบฏอดข้าว หนังสือพิมพ์สยามนิกรได้เสียดสีว่า เหตุการณ์เรื่องนี้เป็นเรื่องชวนหัวของประชาธิปไตยที่ว่า การที่ผู้อดข้าวประท้วงเพราะต้องการให้ยกเลิกบทเฉพาะกาลเพื่อให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นนั้น กลับกลายเป็นการก่อกบฏที่จะมีโทษรุนแรงถึงขั้นประหารชีวิต นอกจากนี้หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทยยังได้วิจารณ์ว่า การมีบทเฉพาะกาลและสมาชิกประเภทที่ 2 ในระบอบการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตย มิใช่ว่าจะถูกกล่าวหาว่าเป็นการกุมอำนาจไว้เฉพาะพรรคหนึ่งหรือรัฐบาลใดแต่เพียงอย่างเดียว ปรากฎว่าถึงเกี่ยวกับการปฏิบัติก็ไม่สามารถจะทำให้ประชาธิปไตยของประเทศไทยเป็นไปโดยสมบูรณ์ตามความหมายที่แท้จริง

นอกจากนี้ กลุ่มหนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย- สยามนิกรยังมีความตระหนักพอสมควรในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการต่อสู้ของประชาชน เพระเมื่อปลายเดือนสิงหาคาม พ.ศ.2499 หนังสือพิมพ์ได้วิพากษ์วิจารณ์เหตุผลของนายเพทาย โชตินุชิต ส.ส.ธนบุรีซึ่งเป็นผู้ริเริ่มการเคลื่อนไหวสันติภาพ เป็นส.ส.ฝ่ายสังคมนิยมในสภาผู้แทนราษฎร และเป็นหัวหน้าขบวนการไฮด์ปาร์ค ได้ตัดสินใจย้ายจุดยืนไปเป็นสมาชิกพรรคมนังคศิลา โดยอ้างว่าเพื่อจะทำประโยชน์ให้กับท้องถิ่นและเข้าไปยับยั้งรัฐบาลจากวงใน จากเหตุผลข้างต้นหนังสือพิมพ์สยามนิกรได้เสนอว่า เหตุผลของนายเพทาย โชตินุชิตฟังไม่ขึ้น และได้เสนอข้อความตอนหนึ่งว่า “เพทาย โชตินุชิตจากไปแล้ว แต่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของประชาชนยังคงอยู่ต่อไป ไม่มีอำนาจใด ๆ จะมายับยั้งไว้ได้ การจากไปของบุคคลหนึ่งก็คือ บทเรียนในการวินิจฉัยตัวบุคคลในกาลต่อไปข้างหน้า ข้อสำคัญที่ควรจดจำก็คือ เราจะตั้งตนเองเป็นวีรบุรุษกันนั้นไม่ได้ เพราะวีรบุรุษไม่ได้สร้างประชาชน แต่ประชาชนต่างหากที่สร้างวีรบุรุษ”[2]

บทบาทของหนังสือพิมพ์ในการเมืองไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2490-2500 มีบทบาทอย่างสูงในการเป็นผู้นำสังคมที่สนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยและกระตุ้นความสำนึกทางการเมืองของประชาชน ตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาล รวมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลปรับปรุงแก้ไขการบริหารประเทศให้เป็นไปตามหลักการของประชาธิปไตย ตลอดจนการทำหน้าที่ต่าง ๆ ของนักหนังสือพิมพ์ เช่น เป็นคอมลัมนิสต์ นักเขียนนวนิยาย ปัญญาชน ผู้นำความคิดของสังคม และมีกิจกรรมการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ต่อต้านนโยบายบางประการของรัฐบาล รวมทั้งมีการเคลื่อนไหวเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม แต่เนื่องจากรัฐบาลไทยในขณะนั้นมีแนวโน้มที่จะปกครองแบบรวมอำนาจประกอบกับสถานการณ์การเมืองของโลกที่กำลังตกอยู่ในสภาวะสงครามเย็น ทำให้รัฐบาลไม่ต้องการให้มีการรวมกลุ่มกันเพื่อการเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยเฉพาะการคัดค้านนโยบายของรัฐบาล ดังนั้นรัฐบาลจึงปราบปรามนักหนังสือพิมพ์เหล่านี้ ด้วยการจับกุมครั้งใหญ่ในข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ใน พ.ศ. 2495 ซึ่งมีผลทำให้นักหนังสือพิมพ์ต้องยุติบทบาทของตนแม้แต่ในการวิพากษ์วิจารณ์การตรวจสอบการบริหารราชการของรัฐบาล ภายหลังจากนั้นนักหนังสือพิมพ์ต้องปรับตัวให้อยู่รอดต่อไปและไม่มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยตรงโดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ยุคสมัยของรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ซึ่งได้ดำเนินการปราบปรามนักหนังสือพิมพ์และสั่งปิดหนังสือพิมพ์หลายฉบับ

ที่มา

สุกัญญา ตีรวนิช. ประวัติการหนังสือพิมพ์ในประเทศไทยภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช (พ.ศ.2325-2475). กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช, 2520.

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ. แผนชิงชาติไทย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ 6 ตุลารำลึก, 2550.

อ้างอิง

  1. สุกัญญา ตีรวนิช, ประวัติการหนังสือพิมพ์ในประเทศไทยภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช (พ.ศ.2325-2475) (กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช, 2520) , หน้า 115-126.
  2. สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, แผนชิงชาติไทย (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ 6 ตุลารำลึก, 2550), หน้า 319-323, 356-361.