นิติมหาชน (พ.ศ. 2543)


ผู้เรียบเรียง ชาย ไชยชิต


ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ รองศาสตราจารย์นรนิติ เศรษฐบุตร และ รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต


พรรคนิติมหาชน

พรรคนิติมหาชน เรียกชื่อหรือเขียนชื่อย่อว่า “น.ม.” เรียกชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “LAWYER PUBLIC PARTY” เรียกชื่อหรือเขียนชื่อเป็นภาษาอังกฤษโดยย่อว่า “L.P.P.” ขึ้นทะเบียนเป็นพรรคการเมืองเลขที่ 16/2543 ได้รับการจดทะเบียนเมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2543[1]

โดยมีเครื่องหมายสัญลักษณ์คือเป็นรูปวงกลม ภายในวงกลมด้านในเป็นรูปพานรัฐธรรมนูญ มีพื้นสีขาว ส่วนตราชูเป็นสีน้ำเงิน ลายกนกเป็นสีทอง และมีพื้นเป็นสีขาว ภายในวงกลมด้านนอกมีอักษรภาษาไทยว่า “พรรคนิติมหาชน” และอักษรภาษาอังกฤษว่า “LAWYER PUBLIC PARTY” เป็นสีน้ำเงินและลายกนกเป็นสีแดง ซึ่งมีความหมายของสีดังนี้ [2]

สีแดง หมายถึง ชาติ (ประชาชน)

สีขาว หมายถึง ประชาธิปไตยที่ขาวสะอาด บริสุทธิ์

สีน้ำเงิน หมายถึง ความมั่นคง

สีทอง หมายถึง ความเจริญรุ่งเรืองของชนในชาติ

ความหมายว่า พรรคนิติมหาชน มุ่งส่งเสริมความรู้ด้านกฎหมายพื้นฐานแก่ประชาชนทุกหมู่เหล่า ทั้งนี้เพื่อจะทำให้เกิดความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองเกิดขึ้นในสังคมและประเทศชาติ ตรายางเครื่องหมายสำหรับประทับรับรองเอกสารของพรรคเป็นเครื่องหมายย่อในลักษณะเดียวกัน หากแต่ใช้สีเดียวล้วน และสีพื้นของเครื่องหมายไม่มี [3]

ที่ตั้งสำนักงานใหญ่พรรคนิติมหาชน ตั้งอยู่ที่ 56/21 หมู่ที่ 14 ถนนรามอินทรา 42 แขวงคันนายาว เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร 10230[4]


อุดมการณ์และวัตถุประสงค์ของพรรค[5]

1. พรรคจัดตั้งขึ้นมาเพื่อให้เป็นพรรคการเมืองของปวงชนชาวไทยและดำเนินทางการเมืองตามวิถีแห่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

2. พรรคจักเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยทั้งปวงโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา และไม่เลือกว่าปวงชนนั้นๆจะอยู่ในองค์กรใด เว้นไว้แต่บุคคลหรือองค์กรนั้นๆ เป็นปรปักษ์ต่อความมั่นคงของชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

3. พรรคจักรักษาวัฒนธรรม คุณธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของชาติ

4. พรรคจักยึดมั่นและปฏิบัติตามข้อบังคับและนโยบายของพรรคด้วยวิธีการประชาธิปไตย

5. พรรคจักปฏิบัติงานทางการเมืองเพื่อมุ่งมั่นที่จะรักษาผลประโยชน์ของปวงชนชาวไทยและประเทศชาติเป็นหลัก

6. พรรคจักรักษาและสร้างเสริมสัมพันธไมตรีกับทุกชาติทุกประเทศในสากลโลกในลักษณะประสานประโยชน์และอย่างมีเกียรติแก่กันและกัน


นโยบายพรรคนิติมหาชน พ.ศ. 2543[6]

พรรคนิติมหาชน จะส่งเสริมความรู้ทางด้านกฎหมายชั้นพื้นฐานตลอดจนสิทธิอันพึงมีพึงได้จากรัฐแก่ประชาชนทั้งมวลเพื่อที่ประชาชนทุกคนควรต้องรู้กฎหมายขั้นพื้นฐานเพื่อเป็นการดำรงชีพประจำวันและจะทำให้เกิดความสงบสุขขึ้นในสังคมและประเทศชาติ

1. นโยบายด้านการเมืองและการปกครอง เทิดทูนพระมหากษัตริย์และยึดมั่นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทางเป็นประมุข ส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครอง สร้างระบบบริหารจัดการของภาครัฐให้มีความโปร่งใส เสริมสร้างกระบวนการปฏิรูปการเมืองและการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ดีอย่างต่อเนื่อง และผลักดันกระบวนการปฏิรูปราชการ

2. นโยบายด้านเศรษฐกิจ ส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน เพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของพื้นที่ชายแดน ปรับกลไกมาตรการและกฎระเบียบภาครัฐที่เอื้ออำนวยต่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ปรับโครงสร้างการผลิตเพื่อพัฒนาฐานการผลิต พัฒนาเศรษฐกิจมหภาค และส่งเสริมระบบสถาบันการเงินและสนับสนุนเงินบาทให้เป็นเงินสกุลสากล

3. นโยบายด้านสังคมและวัฒนธรรม ขจัดแก่งอบายมุข ยาเสพย์ติด และสิ่งที่เป็นภัยต่อสังคมและวัฒนธรรมไทย จัดที่อยู่ให้แก่ผู้มีรายได้น้อย ให้การสงเคราะห์ผู้ไร้ที่พึ่ง คนพิการ ทุพพลภาพ และผู้ไม่สามารถช่วยตัวเองได้อย่างทั่วถึง ส่งเสริมสิทธิของสตรีให้มีความเท่าเทียมกับชาย และจัดให้ระบบบริการพื้นฐานแก่คนจนอย่างทั่วถึง

4. นโยบายด้านการศึกษา ขยายการศึกษาภาคบังคับให้ถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย ส่งเสริมการศึกษานอกระบบ ปฏิรูปการศึกษาตั้งแต่ชั้นอนุบาล เน้นวิธีคิดที่ริเริ่มสร้างสรรค์และมีจินตนาการ และกระจายอำนาจการศึกษาสู่ท้องถิ่นให้มีส่วนร่วมทางการศึกษา

5. นโยบายด้านสาธารณสุข พัฒนาระบบบริการสาธารณสุขและระบบสวัสดิการทางสังคมที่มีคุณธรรมและเป็นธรรมทั่วถึงและคุ้มครองต่อเนื่อง และจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนที่บริหารโดยชุมชนและสนับสนุนให้เชื่อมโยงเป็นเครือข่าย

6. นโยบายด้านแรงงาน พัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อยกระดับแรงงานของไทย รวมถึงยกระดับมาตรฐานการดำรงชีพ และคุ้มครองแรงงานเด็ก สตรีไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้าง

7. นโยบายด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ส่งเสริมและสนับสนุนให้กองทัพกระทำตามบทบาทหน้าที่ที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ ส่งเสริมพัฒนากำลังคนทุกระดับให้มีความรู้ทักษะด้านวิศวกรรม ด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อพัฒนากองทัพและประเทศ และพัฒนาสวัสดิการแก่ทหารและครอบครัว

8. นโยบายด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม รณรงค์การพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน สร้างจิตสำนึกการอนุรักษ์ป่าและสิ่งแวดล้อม และแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ทันสมัยและกำหนดมาตรการลงโทษทางสังคม

พรรคนิติมหาชนเคยมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2544 โดยยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 4 คน (1. นายรณยุทธ ศรียิ่งยงค์ 2. พล.อ.อำพน อมรวิสัยสรเดช 3. พ.อ.ศุภกิจ ประเสริฐพงศ์ธร 4. พ.อ.นันทน์ นวลศรี)[7] ซึ่งได้หมายเลขของส.ส.บัญชีรายชื่อหมายเลข 4 และเคยแถลงนโยบายของพรรคที่โทรทัศน์ช่อง 7 วันที่ 12 ธันวาคม 2543 เวลา 7.30 น.[8]

จนกระทั่งศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งที่ 16/2544 ลงวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2544 ให้ยุบพรรคนิติมหาชนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 65 วรรคสอง เนื่องจากไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 ที่บัญญัติว่า ต้องจัดทำรายงานการดำเนินกิจการของพรรคการเมืองในรอบปีปฏิทินที่ผ่านมา (พ.ศ. 2543) ให้ถูกต้องตามความเป็นจริง ตามวิธีการที่นายทะเบียนพรรคการเมืองกำหนด และแจ้งให้นายทะเบียนพรรคการเมืองทราบภายในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2544 เพื่อประกาศให้สาธารณชนทราบ ซึ่งเมื่อพ้นระยะเวลาที่กำหนดแล้ว พรรคนิติมหาชนไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามพรบ.ดังกล่าว ซึ่งหัวหน้าพรรคนิติมหาชนส่งคำชี้แจงลงวันที่ 22 มิถุนายน 2544 โต้แย้งว่า พรรคนิติมหาชนใช้จ่ายเงินในการดำเนินกิจการของพรรคจากทุนทรัพย์ที่พรรคจัดหามาเองมิใช่เงินสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง อีกทั้ง นายทะเบียนพรรคการเมืองมิได้มีหนังสือเตือนให้พรรคจัดส่งรายงานการดำเนินกิจการของพรรคแต่อย่างใด ดังนั้นจึงเป็นความผิดพลาดที่มิได้เจตนาและจงใจประการใด แต่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่ารับฟังไม่ได้จึงมีคำสั่งให้ยุบพรรค [9]

นอกจากนี้ยังมีสมาชิกพรรคนิติมหาชน 44 คน ที่ไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง[10]

อ้างอิง

  1. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 117 ตอนพิเศษ 106 ง, วันที่ 13 ตุลาคม 2543, หน้า 15, 20-22.
  2. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 117 ตอนพิเศษ 106 ง, วันที่ 13 ตุลาคม 2543, หน้า 15, 20-22.
  3. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 117 ตอนพิเศษ 106 ง, วันที่ 13 ตุลาคม 2543, หน้า 15, 20-22.
  4. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 117 ตอนพิเศษ 106 ง, วันที่ 13 ตุลาคม 2543, หน้า 22.
  5. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 117 ตอนพิเศษ 106 ง, วันที่ 13 ตุลาคม 2543, หน้า 22.
  6. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 117 ตอนพิเศษ 106 ง, วันที่ 13 ตุลาคม 2543, หน้า 15-20.
  7. http://www.ryt9.com/s/refg/240877/
  8. เดลินิวส์, 12 ธันวาคม 2543.
  9. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 118 ตอนพิเศษ 120 ง, 3 ธันวาคม 2544, หน้า 38. และราชกิจจานุเบกษา เล่ม 119 ตอนที่ 46 ก, 21 พฤษภาคม 2545, หน้า 109-112.
  10. มติชน, 18 มีนาคม 2546.