นายกรัฐมนตรี


ผู้เรียบเรียง อารีรัตน์ วิชาช่าง

ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง


นายกรัฐมนตรี คือ ตำแหน่งหัวหน้าของฝ่ายบริหารในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา เป็นผู้นำคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารราชการแผ่นดิน ที่สำคัญเป็นตำแหน่งที่ได้รับการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงเป็นตำแหน่งที่ทรงคุณค่าและมีเกียรติยศอย่างยิ่ง

ความหมายและประวัติความเป็นมา

คำว่า “นายก” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ได้ให้ความหมายว่าหมายถึง ผู้นำ ผู้เป็นหัวหน้า นายกรัฐมนตรี หมายถึง ตําแหน่งหัวหน้าคณะรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี หมายถึง คณะบุคคลซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง และรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกินจำนวนที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อทําหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน หรือ หมายถึง บุคคลที่เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร หรือคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดิน และเป็นประธานของที่ประชุมคณะรัฐมนตรี[1] สำหรับประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย ในระบอบรัฐสภา ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถือว่ามีความสำคัญยิ่ง เพราะเป็นประมุขของฝ่ายบริหาร

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ประเทศไทย ยังมิได้มีตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ได้บัญญัติให้คณะบุคคลที่มีหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินไว้ ดังนี้

“มาตรา 28 คณะกรรมการราษฎรมีอำนาจและหน้าที่ ดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุที่ประสงค์ของสภา“ “มาตรา 32 คณะกรรมการราษฎรประกอบด้วย ประธานคณะกรรมการราษฎร 1 นาย และกรรมการราษฎร 14 นาย รวมเป็น 15 นาย”[2]

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 1/2475 วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ที่ประชุมได้เลือก มหาอำมาตย์โท พระยามโนปกรณ์นิติธาดา เป็นประธานคณะกรรมการราษฎร ประธานคณะกรรมการราษฎรได้เสนอชื่อกรรมการราษฎร จำนวน 14 คน ต่อสภาและสภาได้อนุมัติ[3] ซึ่งมิได้มีการแถลงนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินต่อสภา โดยถือว่าหลัก 6 ประการของคณะราษฎรที่ได้ให้สมาชิกสภาปฏิญาณตนต่อสภาก่อนเข้ารับหน้าที่นั้น เป็นนโยบายของรัฐบาลคณะนี้[4]

เมื่อมีการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ (รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 31/2475 วันที่ 16 พฤศจิกายน 2475 ได้มีคำแถลงของประธานอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พระยามโนปกรณ์นิติธาดาเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญที่ส่งให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ได้มีข้อความในช่วงสุดท้ายว่า ”มีคำอยู่คำหนึ่งในร่างที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทัก คือ คำว่า คณะกรรมการราษฎร กับกรรมการราษฎร ทรงรับสั่งว่า คำไม่เพราะ และไม่ค่อยจะถูกเรื่องตามแบบราชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ และทรงติเช่นนี้จึงขอนำเสนอให้ทราบด้วย” [5]

ต่อมาในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 41/2475 วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2475 ในที่ประชุมสภามีการพิจารณาเลือกคำให้เหมาะสมแทนคำว่า คณะกรรมการราษฎร ประธานคณะ กรรมการราษฎร และกรรมการราษฎร โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีความเห็นกันไปต่าง ๆ นานา ในที่สุดเจ้าพระยาพิชัยญาติ ประธานสภาผู้แทนราษฎรขณะนั้น ได้กล่าวก่อนการปิดประชุมสรุปได้ว่า ที่ประชุมได้แก้ไขคำว่า “คณะกรรมการราษฎร” เป็น “รัฐมนตรีสภา” คำว่า “ประธานคณะกรรมการราษฎร” เป็น “นายกรัฐมนตรีสภา” และคำว่า “กรรมการราษฎร” เป็น “รัฐมนตรี” และได้มีข้อตกลงใหม่ให้แก้คำเหล่านี้อีก คือ คำว่า “รัฐมนตรีสภา” แก้เป็น “คณะรัฐมนตรี” และคำว่า “นายกรัฐมนตรีสภา” แก้เป็น “นายกรัฐมนตรี[6] ดังนั้นเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 คำว่า “นายกรัฐมนตรี” จึงมีปรากฏครั้งแรกในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และมีปรากฏต่อเนื่องมาจนถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550

นายกรัฐมนตรีตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้ตลอดมาของประเทศไทยได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับนายกรัฐมนตรีที่กำหนดไว้เสมอมาคล้ายกัน ในเรื่องพระมหากษัตริย์ทรงตั้งหรือแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี แต่จะมีความแตกต่างกันในเรื่องผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ซึ่งส่วนใหญ่จะบัญญัติให้ประธานรัฐสภา ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือประธานสภาในขณะนั้นทำหน้าที่นี้ และมีเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 ได้บัญญัติว่า ในการตั้งนายกรัฐมนตรี ประธานพฤฒสภาและประธานสภาผู้แทน เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ส่วนในเรื่องสถานภาพของบุคคลที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น แต่เดิมรัฐธรรมนูญมิได้กล่าวถึง แต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 มาตรา 177 บัญญัติว่า นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ได้บัญญัติไว้ว่านายกรัฐมนตรีต้องแต่งตั้งจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่พ้นจากสมาชิกภาพ เพราะได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีในอายุของสภาผู้แทนราษฎรชุดเดียวกัน รวมถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 171 ได้บัญญัติว่า นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และยังมีบทบัญญัติพิเศษเกี่ยวกับนายกรัฐมนตรีที่ไม่เคยปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับอื่นมาก่อน คือ นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินกว่า 8 ปีมิได้[7]

นอกจากนี้รัฐธรรมนูญยังได้กำหนดคุณสมบัติของบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีไว้ทำให้นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหัวหน้าคณะรัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญด้วย การบัญญัติเกี่ยวกับว่ารัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามปรากฏครั้งแรกในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 มาตรา 161 โดยเฉพาะเรื่องการกำหนดอายุว่าต้องมีอายุไม่ต่ำว่าสามสิบปีบริบูรณ์ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ได้บัญญัติเกี่ยวกับเรื่องวุฒิการศึกษาของรัฐมนตรีเป็นครั้งแรก ในมาตรา 260 รัฐมนตรีต้องสำเร็จการ ศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และต้องมีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปีบริบูรณ์ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ก็ยังคงบทบัญญัตินี้ไว้เช่นกัน

นายกรัฐมนตรีกับสภาผู้แทนราษฎร

สำหรับการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีนั้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ได้บัญญัติว่าก่อนที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายนายกรัฐมนตรี จะนำชื่อบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง รัฐธรรมนูญได้กำหนดเกี่ยวกับการพิจารณาบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีการเรียกประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรกตามมาตรา 127 (ภายในสามสิบวันนับแต่วันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรก) การเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรรับรองมติของสภาผู้แทนราษฎรที่เห็นชอบด้วยในการแต่งตั้งบุคคลใดให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร การลงมติในกรณีเช่นว่านี้ให้กระทำโดยการลงคะแนนโดยเปิดเผย

ในกรณีที่พ้นกำหนดสามสิบวันแล้วไม่สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้ รัฐธรรมนูญได้กำหนดแนวทางปฏิบัติไว้ คือ ในกรณีที่พ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่มีการเรียกประชุมรัฐสภา เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้มาประชุมเป็นครั้งแรกแล้วไม่ปรากฏว่ามีบุคคลใดได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบให้ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี(คะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร) ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรนำความขึ้นกราบบังคมทูลภายในสิบห้า วันนับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลาดังกล่าว เพื่อทรงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งบุคคลซึ่งได้คะแนนเสียงสูงสุดเป็นนายกรัฐมนตรี[8]

สำหรับการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีของสภาผู้แทนราษฎรครั้งล่าสุด เกิดขึ้นในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 23 ปีที่ 1 ครั้งที่ 1 (สมัยวิสามัญ) วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พุทธศักราช 2551 ณ ตึกรัฐสภา เริ่มประชุมเวลา 09.32 นาฬิกาเมื่อครบองค์ประชุมแล้ว นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่ง และพันเอกอภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง ขึ้นบัลลังก์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้กล่าวเปิดประชุม จากนั้นได้ให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเชิญพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. 2551 เพื่อให้ที่ประชุมรับทราบต่อจากนั้น ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้แจ้งให้ที่ประชุมรับทราบเรื่องต่าง ๆ ที่ต้องพิจารณา ต่อมาประธานสภาผู้แทนราษฎรได้เสนอให้ที่ประชุมพิจารณาระเบียบวาระที่ 6 เรื่องที่เสนอใหม่ คือ พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 แทนนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่พ้นจากตำแหน่งเพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยุบพรรคพลังประชาชน หลังจากนั้นนายบัญญัติ บรรทัดฐาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ เสนอชื่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีผู้รับรอง 214 เสียง เกิน 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดในสภา ต่อมานายเสนาะ เทียนทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบสัดส่วน พรรคประชาราช เสนอชื่อ พลตำรวจเอก ประชา พรหมนอก หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีผู้รับรอง 195 เสียง เกิน 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ถูกต้องครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ประชุมได้ลงมติออกเสียงลงคะแนนโดยเปิดเผยให้ความเห็นชอบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยคะแนนเสียง 235 เสียงและเห็นชอบให้พลตำรวจเอก ประชา พรหมนอก เป็นบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยคะแนนเสียง 198 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง ซึ่งคะแนนเสียงให้ความเห็นชอบให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิก ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร (สมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่จำนวน 437 คน) จึงถือว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรให้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 172 วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย[9]

ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยนั้นรัฐธรรมนูญบัญญัติให้มีขึ้นภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ 24 มิถุนายน 2475 นับจนถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2552) ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีรวม 27 คน มีคณะรัฐมนตรีทั้งหมด 59 คณะ และมีเหตุที่ได้เข้ามาดำรงตำแหน่ง ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง รวมถึงการพ้นจากตำแหน่งที่แตกต่างและหลากหลาย แต่นายกรัฐมนตรีทุกคนก็คือบุคคลที่ประชาชนคาดหวังว่า จะทำงานเพื่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศไทยและสร้างประโยชน์แก่ปวงชนชาวไทย

อ้างอิง

  1. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ : นานมีบุ๊คพับลิเคชั่นส์, 2546. หน้า 578.
  2. รวมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475–2502 เล่ม 1. กรุงเทพฯ : ศูนย์บริการทางวิชาการและกฎหมาย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, ม.ป.ป. หน้า 11.
  3. รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 1/2475 วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2475. กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, ม.ป.ป. หน้า 10-11
  4. ประเสริฐ ปัทมสุคนธ์. รัฐสภาไทยในรอบสี่สิบสองปี (2475-2517). กรุงเทพฯ : ช.ชุมนุมช่าง, 2517. หน้า 22.
  5. รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 34/2475 วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2475. กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, ม.ป.ป. หน้า 367.
  6. รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 41/2475 วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2475 กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, ม.ป.ป. หน้า 575.
  7. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550. กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2550. หน้า 148.
  8. อ้างแล้ว หน้า. 149.
  9. บันทึกการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 23 ปีที่ 1 ครั้งที่ 1 (สมัยวิสามัญ) วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร 2551, หน้า 2.

หนังสือแนะนำให้อ่านต่อ

ธนากิต. ประวัตินายกรัฐมนตรีไทย. กรุงเทพฯ : ปิรามิด, 2545.

นรนิติ เศรษฐบุตร และสุรชัย ศิริไกร. ชีวประวัตินายกรัฐมนตรีไทยตั้งแต่ พ.ศ.2475-2529. กรุงเทพฯ :ศูนย์วิจัย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , 2529.

บุญทรง สราวุธ. 15 นายกรัฐมนตรีไทยในระบอบการปกครองประชาธิปไตย. กรุงเทพฯ : เสริมวิทย์บรรณาคาร, 2521,

รวมประวัตินายกรัฐมนตรีและประวัติสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทย 2531. กรุงเทพฯ : เมจิก โปรดักชั่นส์ , ม.ป.ป.,

วีรชาติ ชุ่มสนิท. 24 นายกรัฐมนตรีไทย. กรุงเทพฯ : ออลบุ๊คส์พับลิชชิ่ง, 2549.

สายฝน ดีงาม. 24 นายกรัฐมนตรีไทย : ประวัติและดรรชนี. กรุงเทพฯ : กลุ่มงานห้องสมุด สำนักวิชาการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2550.

เสลา เรขรุจิ. 12 นายกรัฐมนตรีไทย. กรุงเทพฯ : แพร่พิทยา, 2517

บรรณานุกรม

คณิน บุญสุวรรณ. ปทานุกรมศัพท์รัฐสภาและการเมืองไทยฉบับสมบูรณ์. กรุงเทพฯ :สุขภาพใจ, 2548.

เดโช สวนานนท์. พจนานุกรมศัพท์การเมือง. กรุงเทพฯ : หน้าต่างสู่โลกกว้าง, 2545.

ประเสริฐ ปัทมสุคนธ์. รัฐสภาไทยในรอบสี่สิบสองปี (2475- 2517). กรุงเทพฯ : ช.ชุมนุมช่าง, 2517.

มนูญ บริสุทธิ์. คณะรัฐมนตรี. กรุงเทพฯ : องค์การค้าคุรุสภา, 2527.

รวมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475–2502 เล่ม 1. กรุงเทพฯ : ศูนย์บริการทางวิชาการและกฎหมาย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, ม.ป.ป.

รวมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511–2534 เล่ม 2. กรุงเทพฯ : ศูนย์บริการทางวิชาการและกฎหมาย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, ม.ป.ป.



หน้าหลัก