ทบวงการเมือง


เรียบเรียงโดย : อาจารย์บุญยเกียรติ การะเวกพันธุ์ และคณะ

ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : รศ.ดร.ปธาน สุวรรณมงคล


ความหมายของทบวงการเมือง

ทบวงการเมือง (Public body) หมายถึง ส่วนราชการที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล ทั้งการบริหารราชการส่วนกลาง การบริหารราชการส่วนภูมิภาค และการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น[1]

ความสำคัญของทบวงการเมือง

นิติบุคคลหมายถึงบุคคลที่กฎหมายสมมติขึ้นให้มีสิทธิและหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด

ทบวงการเมืองเป็นนิติบุคคลมหาชน หรือนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นโดยกฎหมายมหาชน มีวัตถุประสงค์ในการจัดทำบริการสาธารณะ และมีอำนาจในการที่จะสั่งการเหนือนิติบุคคล เป็นอำนาจบางอย่างที่นิติบุคคลไม่มี เช่น อำนาจในการเรียกเก็บภาษี อำนาจในการเวนคืน โดยการใช้อำนาจเหล่านี้นิติบุคคลมหาชนสามารถใช้เพื่อบังคับกับเอกชนตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้

ทรัพย์สินของทบวงการเมืองถือเป็นทรัพย์สินของนิติบุคคลมหาชน ซึ่งได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษโดยกฎหมาย เช่นไม่อาจยึดทรัพย์สินของแผ่นดินเพื่อชำระหนี้ได้[2]

กฎหมายและระเบียบหลายฉบับได้กำหนดให้ ทบวงการเมืองเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเช่น ประมวลกฎหมายที่ดินได้บัญญัติในมาตรา 8 ว่า

“ที่ดินทั้งหลายอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน หรือเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินนั้น ถ้าไม่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ให้อธิบดีมีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและดำเนินการคุ้มครอง ป้องกันได้ตามควรแก่กรณี อำนาจหน้าที่ดังว่านี้ รัฐมนตรีจะมอบหมาย ให้ทบวงการเมืองอื่นเป็นผู้ใช้ก็ได้

ที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน หรือใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ หรือเป็นที่ดินที่ได้หวง ห้ามหรือสงวนไว้ตามความต้องการของทบวงการเมืองอาจถูกถอน สภาพ หรือโอนไปเพื่อใช้ประโยชน์อย่างอื่น หรือนำไปจัดเพื่อประชาชน ได้ในกรณีดังต่อไปนี้

(1) ที่ดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ถ้าทบวงการเมือง รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชนจัดหาที่ดินมาให้พลเมืองใช้ร่วมกันแทนแล้ว การถอนสภาพ หรือโอนให้กระทำโดยพระราชบัญญัติ แต่ถ้าพลเมืองได้เลิกใช้ประโยชน์ ในที่ดินนั้น หรือที่ดินนั้นได้เปลี่ยนสภาพไปจากการเป็นที่ดินสำหรับ พลเมืองใช้ร่วมกัน และมิได้ตกไป เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ใดตามอำนาจ กฎหมายอื่นแล้วการถอนสภาพให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา

(2) ที่ดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะหรือที่ดินที่ได้ หวงห้ามหรือสงวนไว้ตามความต้องการของทบวงการเมืองใด ถ้า ทบวงการเมืองนั้นเลิกใช้หรือไม่ต้องการหวงห้ามหรือสงวนต่อไป เมื่อ ได้มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพแล้วคณะรัฐมนตรีจะมอบหมายให้ ทบวงการเมือง ซึ่งมีหน้าที่เป็นผู้ใช้หรือจัดหาประโยชน์ก็ได้ แต่ถ้าจะ โอนต่อไปยังเอกชนให้กระทำโดยพระราชบัญญัติ และถ้าจะนำไปจัด เพื่อประชาชน ตามประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น ให้กระทำ โดยพระราชกฤษฎีกา

หรือ ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ทบวงการเมืองใช้ที่ดินของรัฐเพื่อประโยชน์ในราชการตามประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2541 กำหนดว่า ผู้ขอใช้ที่ดินของรัฐต้องเป็นทบวงการเมืองตามประมวลกฎหมายที่ดิน ในกรณีที่เป็นรัฐวิสาหกิจให้ทบวงการเมืองซึ่งรัฐวิสาหกิจนั้นสังกัดอยู่เป็นผู้ขอใช้[3]

การกำหนดฐานะของส่วนราชการเป็นนิติบุคคลหรือทบวงการเมือง

พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 กำหนดให้ส่วนราชการต่อไปนี้มีฐานะเป็นนิติบุคคลหรือทบวงการเมือง[4]

1. ราชการส่วนกลาง ได้แก่ สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม และส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม

1.1 สำนักนายกรัฐมนตรีแบ่งส่วนราชการภายในออกเป็นกรม จำแนกได้เป็น 4 รูปแบบ คือ

(1) รูปแบบที่หัวหน้าส่วนราชการเป็นข้าราชการการเมือง ได้แก่ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งทำหน้าที่ลักษณะเดียวกันกับสำนักงานเลขานุการรัฐมนตรีในกระทรวงต่างๆ

(2) รูปแบบที่หัวหน้าส่วนราชการมีฐานะเทียบเท่าปลัดกระทรวง และขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี ส่วนราชการเหล่านี้ได้แก่ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักงบประมาณ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักข่าวกรองแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก สำนักงานคณะกรรมการนโยบายหลังงานแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

(3) รูปแบบของส่วนราชการที่ทำหน้าที่กำกับดูแลราชการประจำทั่วไปของสำนักนายกรัฐมนตรี และราชการอื่นที่มิได้กำหนดให้เป็นหน้าที่ของส่วนราชการใดในสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นการเฉพาะได้แก่ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

(4) รูปแบบที่หัวหน้าส่วนราชการขึ้นตรงต่อปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

1.2 กระทรวงตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 ได้กำหนดให้มีกระทรวงต่างๆ นอกเหนือจากสำนักนายกรัฐมนตรีรวม 19 กระทรวง

1.3 กรม ซึ่งเป็นส่วนราชการภายในกระทรวงและส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม

1.4 ส่วนราชการอื่นๆ ได้แก่ สำนักราชเลขาธิการ,สำนักพระราชวัง,สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ,สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ,สำนักคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ,ราชบัณฑิตยสถาน,สำนักงานตำรวจแห่งชาติ,สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน,สำนักงานอัยการสูงสุด

2. ราชการส่วนภูมิภาค ได้แก่ จังหวัด ถึงแม้ว่าราชการส่วนภูมิภาคจะแบ่งออกเป็นจังหวัดและอำเภอ แต่อำเภอมิได้เป็นนิติบุคคล

3. ราชการส่วนท้องถิ่น ได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ๆ ที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้น

ทบวงการเมือง (Public body) จึงเป็นส่วนราชการที่เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายมหาชน ซึ่งจะทำให้มีสิทธิและหน้าที่ตามที่กฎหมายได้บัญญัติไว้

อ้างอิง

  1. ประมวลกฎหมายที่ดิน , มาตรา 1
  2. มานิตย์ จุมปา, คำอธิบายกฎหมายปกครองว่าด้วยการจัดระเบียบราชการบริหาร,(กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2554), หน้า 19-20.
  3. ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ทบวงการเมืองใช้ที่ดินของรัฐเพื่อประโยชน์ในราชการตามประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2541,ข้อ 6.
  4. พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534, มาตรา 7.

บรรณานุกรม

มานิตย์ จุมปา, คำอธิบายกฎหมายปกครองว่าด้วยการจัดระเบียบราชการบริหาร,(กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2554).

ประมวลกฎหมายที่ดิน

ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ทบวงการเมืองใช้ที่ดินของรัฐเพื่อประโยชน์ในราชการตามประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2541.

พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534.