ความสัมพันธ์ระหว่างท้องถิ่นและท้องที่


เรียบเรียงโดย  เจตน์  ดิษฐอุดม

ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ รศ.ดร.ปธาน สุวรรณมงคล


1. การจัดการปกครองท้องที่

               การจัดการปกครองท้องที่เป็นการกำหนดหน่วยการปกครองที่ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อให้มีความใกล้ชิดและทำหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของประชาชน โดยการปกครองท้องที่ตามที่กำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ได้แก่

               1.1 อำเภอ/กิ่งอำเภอ[1]

               อำเภอเป็นหน่วยราชการบริหารส่วนภูมิภาครองจากจังหวัด แต่ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลดังเช่นจังหวัด การตั้ง ยุบ และเปลี่ยนแปลงเขตอำเภอจะต้องกระทำโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา      ในอำเภอหนึ่งมีนายอำเภอคนหนึ่งเป็นหัวหน้าปกครองบังคับบัญชาข้าราชการในอำเภอและรับผิดชอบบริหารราชการของอำเภอ มีปลัดอำเภอ และมีหัวหน้าส่วนราชการประจำอำเภอซึ่งกระทรวง ทบวง กรมส่งมาประจำให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ช่วยเหลือนายอำเภอ ทั้งนี้ นายอำเภอมีอำนาจบังคับบัญชาข้าราชการฝ่ายบริหารส่วนภูมิภาคซึ่งสังกัดกระทรวง ทบวง กรมนั้นในอำเภอ และมีหน้าที่ในการกำกับดูแลเทศบาลตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบลในอำเภอ

               1.2 ตำบล

               เป็นหน่วยการปกครองท้องที่ซึ่งการจัดตั้งตำบลตาม พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 ระบุไว้ว่าหลายๆ หมู่บ้านรวมกันให้จัดตั้งเป็นตำบลได้ โดยมีการจัดระเบียบการปกครองของตำบลโดยให้มีกำนันคนหนึ่งซึ่งมาจากการเห็นชอบคัดเลือกกันเองจากผู้ใหญ่บ้านในตำบลนั้นๆ[2] โดยการดำเนินการของนายอำเภอ มีอำนาจหน้าที่ปกครองดูแลราษฎรที่อยู่ในเขตตำบลนั้น มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายแต่ไม่มีฐานะเป็นข้าราชการ มีอำนาจหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยในตำบล ตรวจตราดูแลและรักษาสิ่งที่เป็นสาธารณประโยชน์ โดยมีการเข้าสูตำแหน่งจากการเลือกกันเองของผู้ใหญ่บ้านในตำบลนั้น นอกเหนือจากกำนันแล้วยังมีตำแหน่งแพทย์ประจำตำบล และสารวัตรกำนัน ซึ่งมีหน้าที่ร่วมประชุมกับกำนัน/ผู้ใหญ่บ้านและให้ความร่วมมือในการปฏิบัติหน้าที่ของกำนัน/ผู้ใหญ่บ้านในท้องที่ตำบลนั้น

               1.3 คณะกรรมการตำบล

               ประกอบด้วยกำนันท้องที่ ผู้ใหญ่บ้านทุกหมู่บ้านในตำบล และแพทย์ประจำตำบล เป็นกรรมการตำบลโดยตำแหน่ง และครูประชาบาลในตำบลหนึ่งคน กรรมการหมู่บ้านผู้ทรงคุณวุฒิหมู่บ้านละหนึ่งคน เป็นกรรมการตำบลผู้ทรงคุณวุฒิ โดยนายอำเภอเป็นผู้คัดเลือกแล้วรายงานไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญให้ไว้เป็นหลักฐานและให้ถือว่าผู้นั้นเป็นกรรมการตำบลผู้ทรงคุณวุฒิตั้งแต่วันที่ผู้ว่าราชการจังหวัดออกหนังสือสำคัญ โดยกรรมการตำบลผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ในตำแหน่งคราวละ 5 ปี คณะกรรมการตำบลมีหน้าที่เสนอข้อแนะนำและให้คำปรึกษาต่อกำนันเกี่ยวกับกิจการที่จะปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ของกำนัน

               1.4 หมู่บ้าน[3]

               พ.ร.บ. ลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 ได้บัญญัติหลักเกณฑ์ในการจัดตั้งหมู่บ้านไว้ว่า บ้านหลายบ้านที่อยู่ในท้องที่หนึ่งซึ่งควรอยู่ในความปกครองอันเดียวกันได้ ให้จัดเป็นหมู่บ้านหนึ่งโดยถือเอาจำนวนราษฎรประมาณ 200 คน หรือจำนวนบ้านไม่ต่ำกว่า 5 บ้าน ในกรณีที่ท้องที่ราษฎรตั้งบ้านเรือนกระจายอยู่ห่างไกลกัน การจัดระเบียบการปกครองหมู่บ้านมีองค์ประกอบที่สำคัญ ดังนี้

                              1) ผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้ได้รับการเลือกโดยราษฎรในเขตหมู่บ้านนั้น มีอำนาจหน้าที่ในการปกครองราษฎรที่อยู่ในเขตหมู่บ้านนั้น และมีหน้าที่ในทางปกครองและรักษาความสงบเรียบร้อยของราษฎรตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457

                              2) ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้ที่กำนันและผู้ใหญ่บ้านร่วมกันพิจารณาคัดเลือกให้เป็นผู้ช่วยเหลือในการปฏิบัติหน้าที่ โดยมีผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน 2 ประเภท ได้แก่ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ[4]

                              3) คณะกรรมการหมู่บ้าน เป็นคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วย ผู้ใหญ่บ้านเป็นประธานโดยตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง ฯลฯ มีหน้าที่ให้คำแนะนำและให้คำปรึกษาต่อผู้ใหญ่บ้านเกี่ยวกับกิจการที่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน เป็นองค์กรหลักในการบูรณาการการจัดทำแผนพัฒนาหมู่บ้าน และบริหารจัดการกิจกรรมที่หมู่บ้านดำเนินการร่วมกันหน่วยงานอื่นๆ

  

2. การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น        

การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเพื่อให้ประชาชนมีอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับกิจการต่างๆ ที่เป็นสาธารณะของท้องถิ่นด้วยตนเอง ตามภารกิจหน้าที่ที่ระบุให้ดำเนินการอย่างชัดเจน มีพื้นที่รับผิดชอบชัดเจน มีผู้บริหารที่ได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน หรืออาจจะได้รับความเห็นชอบของสภาท้องถิ่น การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นเป็นการใช้หลักการกระจายอำนาจ (decentralization) ให้แก่ประชาชนโดยตรง และประชาชนในฐานะผู้รับมอบอำนาจจะต้องมีความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจและการดำเนินการของท้องถิ่นตนเอง[5] โดยการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่นในปัจจุบันมีอยู่  2 รูปแบบ ประกอบด้วย

               2.1 รูปแบบที่ใช้ในการบริหารงานท้องถิ่นทั่วไปมี 3 ประเภท ได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล

                              1) องค์การบริหารส่วนจังหวัด[6] เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในทุกประเภทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของไทยในรูปแบบทั่วไป มีจังหวัดละ 1 แห่ง มีพื้นที่การปกครองครอบคลุมพื้นที่จังหวัด (ยกเว้นกรุงเทพมหานคร) มีหน้าที่จัดบริการสาธารณะในเขตจังหวัด ช่วยเหลืองานของเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล และประสานแผนพัฒนาท้องถิ่นไม่ภารกิจซ้ำซ้อนกัน                

                              2) เทศบาล[7] เป็นประเภทการปกครองหนึ่งที่มีขนาดเหมาะสมในเขตที่มีความเจริญและมีความเป็นเมืองสูง ซึ่งในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 3 ประเภทย่อยตามขนาดความเจริญของพื้นที่ ประกอบด้วย เทศบาลนคร เทศบาลเมือง และเทศบาลตำบล

                              3) องค์การบริหารส่วนตำบล[8] เป็นเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีขนาดเล็กที่สุดในทุกประเภทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของไทย

               2.2 รูปแบบพิเศษซึ่งใช้ในการบริหารงานท้องถิ่นบางแห่งมี 2 ประเภท ได้แก่ กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา

                              1) กรุงเทพมหานคร[9] เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษที่มีโครงสร้างขนาดใหญ่ ไม่มีฐานะเป็นจังหวัด มีหน้าที่จัดบริการสาธารณะในพื้นที่กรุงเทพมหานครซึ่งมีความอิสระสูง และมีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง

                              2) เมืองพัทยา[10] เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษที่จัดตั้งขึ้นเพื่อรองรับความเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของพื้นที่ มีระดับเทียบเท่าเทศบาลนคร อยู่ในเขตจังหวัดชลบุรี   

 

3. ความสัมพันธ์ระหว่างการปกครองท้องที่และการบริหารราชการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

               ความสัมพันธ์ระหว่างการปกครองท้องที่และการบริหารราชการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้การปกครองในระดับของการบริหารราชการส่วนภูมิภาคและการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นสามารถดำเนินการให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีความเกี่ยวข้องและสนับสนุนการทำงานซึ่งกันและกัน โดยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น[11] นายอำเภอหรือผู้แทน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และ/หรือคณะกรรมการหมู่บ้าน จะเข้ามาเกี่ยวข้องในต้นทางของการจัดทำงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดทำแผนพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2548 โดยตามแนวปฏิบัติในการจัดทำงบประมาณแล้วส่วนใหญ่จะให้นายอำเภอหรือผู้แทน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และ/หรือคณะกรรมการหมู่บ้านเข้าร่วมเป็นผู้แทนประชาคมท้องถิ่นที่ประชาคมท้องถิ่นได้คัดเลือก ซึ่งเป็นกรรมการในคณะกรรมการในแต่ละท้องถิ่น ได้แก่ คณะกรรมการพัฒนาท้องถิ่น และคณะกรรมการสนับสนุนการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น มีหน้าที่หลัก อาทิ การกำหนดแนวทางในการพัฒนาท้องถิ่นตามแนวทางพัฒนาประเทศ กลุ่มจังหวัด จังหวัด สภาพปัญหาและความจำเป็นเร่งด่วนในพื้นที่ ร่วมจัดทำร่างแผนพัฒนาท้องถิ่น โดยการนำปัญหาและความต้องการของประชาชนจากแผนหมู่บ้าน/ชุมชนของคณะกรรมการหมู่บ้านมาพิจารณาบรรจุไว้ในแผนพัฒนาท้องถิ่น บุคลากรของหน่วยการปกครองท้องที่ดังกล่าวยังได้เข้ามีส่วนร่วมในการประชุมประชาคมในท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นๆ ด้วย

               นอกจากการเข้ามีส่วนร่วมในการต้นทางของการจัดทำงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว บุคลากรของหน่วยการปกครองท้องที่ยังร่วมเป็นคณะกรรมการติดตามและประเมินผลแผนพัฒนาท้องถิ่นอีกด้วย เพื่อร่วมเป็นกรรมการในการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่และการใช้จ่ายงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อให้การจัดบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น และเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีกด้วย จึงเห็นได้ว่าแนวทางการปฏิบัติดังกล่าวช่วยให้เกิดการส่งเสริมการกระจายอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และช่วยสนับสนุนให้บุคลากรของหน่วยการปกครองท้องที่ได้มีส่วนร่วมในการให้ข้อมูล การเสนอปัญหาและความต้องการ ตลอดจนแนวทางในการพัฒนาท้องถิ่นให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำไปพิจารณาในการจัดทำเทศบัญญัติ/ข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในทางกลับกันองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงมีข้อผูกพันในการนำข้อเสนอของบุคลากรของหน่วยปกครองท้องที่เหล่านั้นไปดำเนินการแก้ไขให้เกิดขึ้นจริงได้ในทางปฏิบัติผ่านการจัดสรรงบประมาณ โดยบุคลากรของหน่วยการปกครองท้องที่ไม่มีอำนาจและหน้าที่ที่จะดำเนินการในภารกิจที่มีความซ้ำซ้อนกันกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นอกจากนี้การดำเนินการของหน่วยการปกครองท้องที่ยังเป็นการช่วยสนับสนุนการทำงาน  การแบ่งเบาภาระ และการเกื้อหนุนการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างบูรณาการร่วมกัน ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน และช่วยให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนได้โดยตรงมากขึ้น

     

4. การกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

               ความสัมพันธ์ของรัฐในการกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นองค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งของหลักการกระจายอำนาจ แบ่งออกเป็นการกำกับดูแล 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ การกำกับดูแลโดยตรง และการกำกับดูแลโดยอ้อม ดังนี้[12]

การกำกับดูแลโดยตรง แบ่งออกเป็น 2 กรณี ประกอบด้วย

1) การกำกับดูแลตัวบุคคลหรือองค์กร

               การกำกับดูแลตัวบุคคลหรือองค์กรทางสถานภาพทางกฎหมายของคณะบุคคลหรือบุคคล คนเดียวที่อยู่ในรูปของคณะบุคคล  (เช่น  คณะเทศมนตรี  สภาเทศบาล  นายกเทศมนตรี)  เช่น กรณีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นว่าผู้บริหารท้องถิ่นผู้ใดปฏิบัติการไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่  หรือมีความประพฤติในทางที่จะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียแก่ศักดิ์ตำแหน่ง  ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจเสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเพื่อสั่งให้ผู้บริหารท้องถิ่นออกจากตำแหน่งได้

 2) การกำกับดูแลการกระทำ

               การกระทำที่สำคัญขององค์กรปกครองท้องถิ่นที่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมกับของรัฐ  ได้แก่  การให้ความเห็นชอบต่องบประมาณขององค์กรปกครองท้องถิ่น  การสั่งเพิกถอนหรือสั่งให้ระงับการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ

การกำกับดูแลโดยอ้อม แบ่งออกเป็น 2 กรณี ประกอบด้วย

               1) การจัดสรรเงินอุดหนุน

               การจัดสรรเงินอุดหนุนเป็นมาตรการในการควบคุมกำกับโดยทางอ้อม โดยรัฐบาลจะจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่องค์กรปกครองท้องถิ่น ประกอบด้วย เงินอุดหนุนทั่วไป และเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ

               2) การใช้สัญญามาตรฐาน

               การจัดทำสัญญาต่างๆ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องเป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องจัดทำตามรูปแบบที่กำหนดไว้ท้ายระเบียบดังกล่าว และการเปลี่ยนแปลงสัญญาจะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากอัยการจังหวัด

               การกำกับดูแลของรัฐและหน่วยการปกครองท้องที่ดังกล่าวที่มีโดยตรงและโดยอ้อมต่อองค์กรปกครอง  ส่วนท้องถิ่นดังกล่าวแตกต่างจากการกำกับดูแลโดยองค์กรนิติบัญญัติหรือตุลาการ แต่เป็นการกำกับดูแลโดยกระทำผ่านข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายบริหารและแตกต่างจากการบังคับบัญชา โดยเป็นการจัดความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นซึ่งให้อำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถตัดสินใจดำเนินการเองได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย การกำกับดูแลดังกล่าวจึงไม่สามารถควบคุมดุลพินิจของการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นหรือความเหมาะสมในการดำเนินการได้[13] แต่จะสามารถกำกับดูแลการกระทำขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาทิ ความชอบด้วยกฎหมายของนิติกรรมทางปกครองขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือการสอบสวนการกระทำของผู้บริหารและข้าราชการส่วนท้องถิ่นได้เท่านั้น ฯลฯ เป็นต้น    

 

บรรณานุกรม

โกวิทย์ พวงงาม. การปกครองท้องถิ่นไทย: หลักการและมิติใหม่ในอนาคต. กรุงเทพฯ: วิญญูชน, 2548.

โกวิทย์ พวงงาม. เอกสารประกอบการสอนวิชา รศ 260 การปกครองท้องถิ่น. กรุงเทพฯ: ม.ป.ป., 2550.

พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457

พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการคัดเลือกกำนัน พ.ศ. 2551

ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดทำแผนพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2548  

 

อ้างอิง

[1] กิ่งอำเภอมีฐานะเป็นส่วนราชการที่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐไปปฏิบัติงานอยู่เป็นส่วนย่อยของอำเภอได้ตามความจำเป็นในการปกครอง โดยตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ได้กำหนดการจัดรูปแบบการปกครองในระดับภูมิภาคไว้แค่อำเภอ แต่กิ่งอำเภอเป็นรูปแบบการปกครองที่ปรากฏใน พ.ร.บ. ลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 ทั้งนี้ ในปัจจุบันประเทศไทยยกฐานะกิ่งอำเภอขึ้นเป็นอำเภอครบแล้ว

[2]ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการคัดเลือกกำนัน พ.ศ. 2551

[3]หมู่บ้านตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ. ลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 มี 2 ประเภท ได้แก่ หมู่บ้านที่จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ และหมู่บ้านที่จัดตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราว กรณีหมู่บ้านชั่วคราวจะเป็นกรณีที่มีราษฎรไปตั้งชุมนุมทำมาหาเลี้ยงชีพในบางฤดูกาล และราษฎรมีมากพอสมควร

[4]หมู่บ้านใดจะมีผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบได้ต้องได้รับการอนุมัติโดยผู้ว่าราชการจังหวัดตามจำนวนที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด

[5] โกวิทย์ พวงงาม. การปกครองท้องถิ่นไทย: หลักการและมิติใหม่ในอนาคต. (กรุงเทพฯ: วิญญูชน, 2548), หน้า 1-2

[6] พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

[7] พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

[8] พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

[9] พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

[10] พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

[11] ในส่วนของการปกครองท้องที่ซึ่งเข้ามาเกี่ยวข้องกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเช่นว่านี้ ไม่รวมถึงกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยาซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ

[12] โกวิทย์ พวงงาม. เอกสารประกอบการสอนวิชา รศ 260 การปกครองท้องถิ่น. (กรุงเทพฯ: ม.ป.ป., 2550), หน้า 9

[13] การกำกับดูแลในส่วนของดุลพินิจจะสามารถกระทำได้ต่อเมื่อมีกฎหมายบัญญัติไว้อย่างชัดเจนเท่านั้น