การใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชน


ผู้เรียบเรียง ปัทมา สูบกำปัง นักวิชาการ สถาบันพระปกเกล้า


การใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชน : บทเรียนจากอดีต สู่ "สิทธิ" ที่เป็นจริงได้ในทางปฏิบัติ

หลักการกับบทเรียนการใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชน

ตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย รัฐสภาเป็นสถาบันที่มีบทบาทอำนาจหน้าที่พิจารณา และให้ความเห็นชอบร่างกฎหมาย เพื่อบังคับใช้ในสังคม หรือเป็นองค์กรนิติบัญญัติ ตามทฤษฎีแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยที่นานาอารยะประเทศยอมรับ

อย่างไรก็ตาม การแสดงบทบาทอำนาจหน้าที่ของรัฐสภามีข้อจำกัดและอาจไม่สอดคล้องหรือไม่สนองตอบต่อความต้องการของประชาชนได้ครบทุกกลุ่ม ทุกคน ดังนั้น การกำหนดให้ประชาชนมีสิทธิ เข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายที่เห็นว่าจำเป็นและเกี่ยวข้องกับกลุ่มตนได้นั้น จึงเป็นการให้สิทธิประชาชน มีส่วนร่วมทางการเมืองตามหลักการของ “ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม” (Participatory Democracy) อันจะช่วยในการอุดช่องหรือเป็นส่วนเสริมให้ “ประชาธิปไตยทางผู้แทน” (Representative Democracy) นั้นสมบูรณ์ยิ่งขึ้นสิทธิในการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายของประชาชน ได้รับการรับรองเป็นครั้งแรก โดย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. 2542 และเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ก็ยังคงรับรองยืนยันสิทธิในการมีส่วนร่วมเข้าชื่อเสนอกฎหมายไว้ ในมาตรา 163

จากปีพ.ศ.2540 ถึงปัจจุบัน พบว่าประชาชนตื่นตัวและรวมตัวกันเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายจำนวนมากถึง 16 ฉบับ โดยที่เป็นการเสนอจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 50,000 คน ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยตรง 10 ฉบับ และผู้ริเริ่มเข้าชื่อยื่นคำร้องต่อประธานกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อดำเนินการจัดให้มีการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย อีก 6 ฉบับ

แต่การเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายส่วนใหญ่มีปัญหาทางเทคนิค และปัญหาจากความผิดพลาด บกพร่องในทางปฏิบัติ จำนวนมาก คือ รายชื่อไม่ครบตามจำนวนที่กำหนด หรือเอกสารหลักฐานไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ทำให้ต้องจำหน่ายเรื่อง และบางส่วนชื่อไม่ครบก็ขอถอนเรื่องออกไป รวมทั้งต้องตกไปเพราะอายุสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุด มีการยุบสภา หรือเป็นร่างกฎหมายที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามหมวด 3 และหมวด 5

โดยสรุป มีร่างกฎหมายเพียง 2 ฉบับ คือ ร่างพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. .... ที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา แต่มีผลบังคับใช้เพียงฉบับเดียว คือพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ส่วนร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. .... นั้น แม้ได้รับความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แต่ไม่มีผลบังคับใช้ เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ชี้ขาดว่าตราขึ้นโดยมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

กล่าวโดยสรุป แม้ว่าร่างพระราชบัญญัติของภาคประชาชนทั้งสองฉบับดังกล่าวจะได้รับความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งเป็นสภาที่มิได้มาจากการเลือกตั้งเช่นเดียวกัน และร่างกฎหมาย ทั้งสองฉบับต่างดำเนินการโดยเครือข่ายภาคประชาชนที่เข้มแข็ง มีการศึกษาวิจัยรองรับและมีการรับฟังความคิดเห็นประชาชนอย่างกว้างขวาง แต่มีความแตกต่างกันในส่วนของแรงสนับสนุนจากฝ่ายการเมือง

ผู้แทนการเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. .... คือ นายแพทย์พลเดช ปิ่นประทีป ซึ่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นแกนนำหลักในการผลักดันร่างพระราชบัญญัตินี้

ในขณะที่ร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. .... ใช้เวลากว่า 8 ปีนับจากวันเสนอร่างพระราชบัญญัติฯ ถึงวันที่สภานิติบัญญัติให้ความเห็นชอบ ใช้ระยะเวลาสำหรับการตรวจสอบเอกสารหลักฐานก่อนรับเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภานานเป็นปีกว่า ยิ่งไปกว่านั้น การให้ความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็เกิดเป็นประเด็นโต้แย้งจากกลุ่มแกนนำและเครือข่ายป่าชุมชนว่าบิดเบือนเจตนารมณ์ของประชาชนผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมาย ดังนั้น จึงมีการเสนอให้ตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว และในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่ากระบวนการตราร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. .... เป็นไปโดยมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จึงไม่สามารถบังคับใช้ได้

กรณีการเสนอร่างกฎหมายของประชาชนสอดคล้องกับนโยบายหรือความต้องการของรัฐบาลแม้ร่างกฎหมายของประชาชนจะไม่ได้รับการพิจารณาให้ความเห็นชอบจากรัฐสภา แต่จะเป็นแรงกระตุ้นหรือผลักดันให้รัฐบาลเร่งเสนอร่างกฎหมายให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบเป็นเรื่องด่วน โดยให้ เหตุผลว่าต้องเร่งดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ไม่อาจรอเรื่องไว้จนกว่ากระบวนการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชนเสร็จสิ้นได้ เช่นที่เกิดขึ้นกับกรณีร่างพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ....

จากกรณีศึกษาทั้ง 3 กรณีดังกล่าวข้างต้นจึงอาจกล่าวโดยสรุปได้ว่าปัจจัยความสำเร็จในการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายของประชาชนนั้น คือการมีส่วนร่วมของเครือข่ายภาคประชาชนที่เข้มแข็ง และที่สำคัญอีกส่วนคือการยอมรับและการสนับสนุนจากภาครัฐหรือฝ่ายการเมือง

การผนึกกำลังของทั้งสองภาคส่วนนี้ นอกจากช่วยทำให้เกิดการเสนอ การพิจารณาและการอนุมัติร่างกฎหมายแล้ว ยังมีผลดีในด้านที่กฎหมายที่ออกมาบังคับใช้นั้นจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและ ส่วนรวม เพราะผ่านการพิจารณาจากฝ่ายต่างๆ ทั้งภาครัฐและประชาชน อันเป็นผลดีต่อเนื่องไปถึงการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวก็จะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลด้วย

ในทางกลับกันแม้ว่าร่างกฎหมายที่ประชาชนเสนอนั้น จะผ่านกระบวนการต่างๆ เข้าสู่การพิจารณาและได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก็ตาม แต่หากเนื้อหาสาระของร่างกฎหมายถูกปรับเปลี่ยน แก้ไข เพิ่มเติมหรือตัดออกจนไม่เหลือความต้องการของประชาชน เช่นนี้คงไม่อาจเรียกกฎหมายที่ออกมาบังคับใช้ได้ว่าเป็นกฎหมายของประชาชน ดังเช่นกรณีร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน ซึ่งหากยังคงประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมาย นอกจากประชาชนจะไม่ให้ความยอมรับและปฏิบัติตามแล้ว อาจถึงขั้นต่อต้านกฎหมายดังกล่าวเลยก็เป็นได้

จากการศึกษาพบว่าในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชนนั้น มีปัญหาอุปสรรคซึ่งเป็นบทเรียนที่จำต้องนำมาเป็นข้อมูลเพื่อพัฒนาแนวทาง และกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับ รองรับ เพื่อให้การใช้สิทธิมีส่วนร่วมเข้าชื่อเสนอกฎหมายเป็นไปได้จริงในทางปฏิบัติ โดยสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมากที่สุดดังนี้

1.ต้องรวบรวมรายชื่อจำนวนมาก และต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบรายชื่อ ซึ่งหากผิดพลาดเล็กน้อย เช่น พิมพ์ชื่อผิด เลขที่บัตรประชาชนผิด หรือเอกสารไม่ถูกต้องจะถูกตัดชื่อออก

2.หลักเกณฑ์และวิธีการเข้าชื่อค่อนข้างยุ่งยาก ซับซ้อน และมีกระบวนการที่ยาวนาน ปราศจากกรอบเวลาดำเนินการ แม้รัฐธรรมนูญกำหนดเพียงหลักเกณฑ์สำคัญไว้ แต่กฎหมาย ระเบียบ กฎเกณฑ์ที่ออกมารองรับ รวมทั้งแนวทางการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ไม่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมในการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายของประชาชนอย่างแท้จริง

3.ความถูกต้องสมบูรณ์ของเนื้อหาสาระและวิธีการร่างกฎหมาย เนื่องจากการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายต้องแนบร่างพระราชบัญญัติซึ่งดำเนินการโดยถูกต้องตามรูปแบบของร่างพระราชบัญญัติ กล่าวคือ มีหลักการเหตุผลประกอบ และมีการแบ่งหมวดหมู่และรายมาตราเพียงพอที่จะเข้าใจได้ การร่างพระราชบัญญัตินั้นจำเป็นต้องดำเนินการโดยผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน อีกทั้งต้องมีประสบการณ์ในด้านนี้ด้วย ทำให้เป็นข้อจำกัดอันเป็นอุปสรรคหรือปัญหาต่อการใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชน

4.ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในแต่ละขั้นตอน อาทิเช่น ค่าใช้จ่ายในด้านการรวบรวมเอกสารหลักฐาน การเดินทาง และการศึกษารวบรวมข้อมูลประกอบการจัดทำร่างพระราชบัญญัติ ซึ่งค่าใช้จ่ายทั้งหมดตกอยู่ในภาระความรับผิดชอบของประชาชนผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมาย

5.ขาดกลไกการสนับสนุนและการประสานเชื่อมโยงกับภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาชิกรัฐสภาและรัฐบาล ทำให้ฝ่ายภาครัฐไม่ได้ให้ความสำคัญและไม่ได้เข้ามาร่วมผลักดันร่างกฎหมายด้วย ในทางตรงกันข้ามกลับให้ความสำคัญกับร่างกฎหมายของรัฐบาลมากกว่า การพิจารณาอภิปรายร่างกฎหมายที่เสนอโดยประชาชนมักมีการแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมอย่างมาก โดยมิได้รับฟังหรือเปิดโอกาสให้ผู้แทนการเสนอกฎหมายเข้าชี้แจงหลักการและเหตุผลของร่างกฎหมาย และมิได้คำนึงถึงเจตนารมณ์ดั้งเดิมแท้จริงของประชาชนผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมายแต่อย่างใด แต่เมื่อผ่านกฎหมายออกมาบังคับใช้ก็จะถูกเรียกว่าเป็นกฎหมายที่เสนอโดยประชาชน

การพัฒนา“สิทธิในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชน”ให้เป็นจริงในทางปฏิบัติ

รัฐธรรมนูญกำหนดหลักเกณฑ์ในการใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชนไว้ดังนี้

(1)ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 10,000 คน มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานรัฐสภา เพื่อให้รัฐสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติตามที่กำหนดในหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย และหมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ

(2) ในการเสนอคำร้องขอดังกล่าวให้จัดทำร่างพระราชบัญญัติเสนอไปด้วย

(3) ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาต้องให้ผู้แทนของประชาชน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัตินั้นชี้แจงหลักการของร่างพระราชบัญญัติ และให้มีผู้แทนร่วมเป็นกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนกรรมาธิการทั้งหมดด้วย

(4)หลักเกณฑ์และวิธีการเข้าชื่อรวมทั้งการตรวจสอบรายชื่อให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ จะเห็นได้ว่าหลักการตามข้อ (1) ข้อ (2) และ ข้อ (4) เป็นหลักการเดียวกับที่กำหนดไว้ในมาตรา 170 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 แตกต่างกันก็แต่เพียงว่า ลดจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเข้าชื่อจาก 50,000 คน เหลือ 10,000 คน และรัฐธรรมนูญ หมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนั้น มีการจัดแบ่งหมวดหมู่ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ส่วนข้อ (3) นั้น เป็นหลักการใหม่ ซึ่งกำหนดขึ้นเพื่อเป็นมาตรการส่งเสริมให้การมีส่วนร่วมในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชนบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์มากที่สุด ซึ่งเป็นพัฒนาการที่ต่อยอดและเรียนรู้บทเรียนจากการเข้าชื่อเสนอกฎหมายในอดีตที่ผ่านมา

สถาบันพระปกเกล้า ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากมูลนิธิเอเชีย ได้จัดทำ “โครงการการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการร่างกฎหมาย” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อจัดทำร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. .... การดำเนินโครงการ เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นทั้งในส่วนของปัญหาอุปสรรคในการใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมาย และแนวทางการพัฒนาปรับปรุงเพื่อให้สิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมายเป็นจริงได้ในทาง

จากการสรุปข้อมูลการรับฟังความคิดเห็นและพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. .... ซึ่งมีเนื้อหาสาระสำคัญ 10 ประการคือ

1. กำหนดให้องค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมาย ให้ความช่วยเหลือผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมายในการจัดทำร่างกฎหมายและเอกสารประกอบ หรือให้ความเห็นร่างกฎหมายและเอกสารประกอบ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่องค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายกำหนด โดยที่หลักเกณฑ์และวิธีการดังกล่าวต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการสนับสนุนการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชน และให้ดำเนินการให้เสร็จภายใน 60 วันนับแต่ได้รับการร้องขอ และ(ม. 8)

2. ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เข้าชื่อเสนอกฎหมายขอรับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้จากกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองกำหนด (ม.9)

3. ประธานรัฐสภามีอำนาจออกระเบียบเกี่ยวกับการเก็บรักษาและการจัดการเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย (ม.10)

4. ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรวบรวมรายชื่อผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมายครบ 10,000 คน ให้เสนอร่างพระราชบัญญัติ และบันทึกประกอบ พร้อมรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อ ที่อยู่ ลายมือชื่อ และเลขประจำตัวประชาชนของผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมายและผู้แทนการเสนอกฎหมายต่อประธานรัฐสภา ตามแบบที่ประธานรัฐสภากำหนด (ม.11 และ ม.12) ซึ่งในอดีตนั้นจะต้องใช้เอกสารหลักฐานจำนวนมาก เช่น สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน ก่อให้เกิดความยุ่งยาก และมีค่าใช้จ่ายในการนี้จำนวนมาก

5. ประธานรัฐสภาตรวจสอบให้เสร็จภายใน 30 วัน กรณีรายชื่อไม่ครบถ้วน ถูกต้อง ให้แจ้งผู้แทนการเสนอกฎหมายเพื่อดำเนินการให้ครบถ้วน ถูกต้องภายใน 90 วัน หากไม่สามารถดำเนินการได้ภายในเวลาที่กำหนดให้ประธานรัฐสภาสั่งจำหน่ายเรื่อง (ม.13)

6. กรณีการเข้าชื่อเสนอกฎหมายถูกต้องครบถ้วน ให้ประธานรัฐสภาประกาศรายชื่อผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมาย โดยปิดประกาศไว้ ณ ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ สำนักงานเทศบาล ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบล ที่ว่าการผู้ใหญ่บ้าน และเขตชุมชนหนาแน่น ในเขตท้องที่ที่ผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมายมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน โดยให้ประธานรัฐสภากำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเขตชุมชนหนาแน่น และเปิดให้ร้อง คัดค้านการเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้ภายใน 20 วันนับแต่วันปิดประกาศ (ม.14 และ ม.15)

7. ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 100 คน ริเริ่มเข้าชื่อโดยร้องขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการ เข้าชื่อเสนอกฎหมาย ผ่านประธานกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดที่ผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมายหรือผู้แทนการเข้าชื่อเสนอกฎหมายมีภูมิลำเนาอยู่ โดยที่ให้ยื่นพร้อมทั้งร่างพระราชบัญญัติและบันทึกประกอบ (ม.16)

8. ประธานสภาผู้แทนราษฎรจัดระเบียบวาระการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโดยคำนึงถึงความรวดเร็วและต่อเนื่องในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ รวมทั้งการมีส่วนร่วมของผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากร่างกฎหมายดังกล่าวและประชาชนทั่วไป (ม. 21 วรรค 2)

9. ประธานสภาผู้แทนราษฎรจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากร่างกฎหมายและประชาชนทั่วไปอย่างกว้างขวาง โดยอย่างน้อยต้องเผยแพร่ร่างกฎหมายและรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชนผ่านระบบเครือข่ายสารสนเทศของสภาผู้แทนราษฎร (ม.21 วรรค 3)

10. ประธานสภาผู้แทนราษฎรจัดให้นำสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นใช้ประกอบการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติของสภาผู้แทนราษฎรก่อนออกเสียงลงคะแนนในวาระที่ 3 (ม. 21 วรรค 4)

กล่าวโดยสรุป ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. .... ดังกล่าวมุ่งส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้ง่ายขึ้น โดยกำหนดมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนหลักๆ ไว้ 3 ประการ ดังนี้

การสนับสนุนทางด้านวิชาการ โดยกำหนดให้องค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายช่วยเหลือประชาชนในการยกร่างพระราชบัญญัติและบันทึกประกอบร่างพระราชบัญญัติ รวมทั้งให้คำแนะนำและสนับสนุน การดำเนินการร่างกฎหมายของประชาชนด้วย ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญกำหนดหลักประกันไว้ว่าให้จัดทำกฎหมายว่าด้วยองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ และกฎหมายดังกล่าวอย่างน้อยต้องมีบทบัญญัติให้มีหน้าที่สนับสนุนการดำเนินการร่างกฎหมายของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วย

นอกจากนี้ กำหนดให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากร่างกฎหมายและประชาชนทั่วไปอย่างกว้างขวาง และให้นำสรุปผลการรับฟังความคิดเห็น ดังกล่าวใช้ประกอบการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรก่อนการออกเสียงลงคะแนนในวาระที่สองด้วย ซึ่งจะทำให้มีข้อมูลประกอบการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติของสภาผู้แทนราษฎรในอีกด้านหนึ่งนั่นเอง

การสนับสนุนด้านงบประมาณ โดยกำหนดให้ผู้เข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายขอรับการสนับสนุน ค่าใช้จ่ายในการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายได้จากกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง ซึ่งเป็นกองทุนฯ สำหรับการสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมของภาคพลเมืองเป็นหลัก ภายใต้พระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ. 2551

การสนับสนุนในกระบวนการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมาย โดยการกำหนดกรอบเวลาดำเนินการในขั้นตอนต่างๆ เพื่อให้ดำเนินการไปด้วยความรวดเร็ว และลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น รวมทั้งกำหนดมาตรการเสริมอื่นๆ อาทิเช่น กรอบเวลาการดำเนินการขององค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมาย ประธานรัฐสภา ผู้ที่จะร้องคัดค้านการเข้าชื่อ และมาตรการเสริมเพื่อให้มีการพิจารณาร่างกฎหมายของประชาชนในเวลาอันรวดเร็ว การลดภาระและค่าใช้จ่ายด้านเอกสารหลักฐานสำหรับการเช้าชื่อ อีกทั้งเปิดช่องทางการริเริ่มเสนอเรื่องเพื่อจัดให้มีการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งให้มากขึ้น กล่าวคือยื่นคำร้องต่อประธานกรรมการการเลือกตั้งโดยตรง หรือยื่นต่อประธานกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดก็ได้

ทั้งนี้ การที่จะทำให้ “สิทธิในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชน” เป็นจริงได้ในทางปฏิบัตินั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ประชาชนในฐานะพลเมืองต้องเข้ามามีส่วนร่วม โดยที่ขั้นแรกต้องร่วมรับรู้ข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะข้อมูลที่ได้นำเสนอในเบื้องต้น เพื่อการมีส่วนร่วมในขั้นต่อไป คือมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและเสนอแนะ มีส่วนร่วมในการดำเนินการ ร่วมตัดสินใจและร่วมติดตามประเมินผล