การเสนอร่างกฎหมายโดยประชาชน


ผู้เรียบเรียง : อัญชลี จวงจันทร์

ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ : นายจเร พันธุ์เปรื่อง


นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ซึ่งเรียกกันว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ได้มีการกำหนดบทบัญญัติรองรับสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยให้ประชาชนมีสิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้เป็นครั้งแรก ซึ่งได้บัญญัติไว้ในมาตรา 170 ของรัฐธรรมนูญ โดยกำหนดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 50,000 คน สามารถเข้าชื่อร้องขอต่อประธานรัฐสภาในการเสนอกฎหมาย[1] และเมื่อมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ได้มีการบัญญัติให้ประชาชนสามารถเข้าชื่อเสนอกฎหมาย โดยกำหนดไว้ในมาตรา 163 โดยได้ลดจำนวนประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายจาก 50,000 คน เป็นไม่น้อยกว่า 10,000 คน เพื่อเป็นการส่งเสริมการใช้สิทธิของประชาชนในการเสนอร่างกฎหมายให้สะดวกขึ้น ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามสิทธิและหน้าที่ตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งถือว่าเป็นการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ดังนั้น อำนาจสูงสุดภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตย จึงเป็นอำนาจที่มาจากประชาชน การเสนอร่างกฎหมายโดยประชาชนจึงเป็นกลไกสำคัญที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง

วิธีการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมาย

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 กำหนดให้วิธีการเข้าชื่อเสนอกฎหมายไว้ โดยประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 10,000 คน มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานรัฐสภา เพื่อให้รัฐสภาพิจารณาร่างกฎหมายตามที่กำหนดในหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย และหมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และต้องดำเนินการหลักเกณฑ์และวิธีการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. 2556

วิธีการยื่นคำขอเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมาย

วิธีการยื่นคำขอเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมาย[2] ให้ผู้เข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายลงลายมือในแบบแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อ ที่อยู่ ลายมือชื่อของผู้เข้าชื่อเสนอร่างกฎหมาย (แบบฟอร์ม ข.ก.1) และแบบแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับผู้แทนการเสนอร่างกฎหมาย (แบบฟอร์ม ข.ก.3) โดยกรอกข้อมูลตามที่ระบุไว้ให้ครบถ้วนชัดเจน พร้อมเอกสารประกอบการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมาย ดังนี้

1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน บัตรประจำตัวประชาชนที่หมดอายุ หรือบัตรหรือหลักฐานอื่นใดของทางราชการที่มีรูปถ่ายสามารถแสดงตนได้

2. สำเนาทะเบียนบ้าน โดยเอกสารดังกล่าวต้องเป็นเอกสารที่มีความชัดเจน และเป็นปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้เกิดความสะดวกรวดเร็วในการตรวจสอบ

ผู้มีสิทธิเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมาย

ผู้มีสิทธิเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมาย ได้แก่ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และจะต้องไม่เป็นผู้เสียสิทธิตาม[[พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554]] ทั้งนี้ เมื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ใดร่วมลงชื่อเสนอกฎหมายโดยถูกต้องแล้วจะถอนชื่อภายหลังมิได้

รูปแบบของร่างกฎหมายที่จะเสนอให้รัฐสภาพิจารณา

ร่างกฎหมายที่เสนอโดยประชาชนเพื่อให้รัฐสภาพิจารณาต้องมีหลักการเกี่ยวกับเรื่องที่บัญญัติไว้ในกฎหมายในหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย และหมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยแบ่งเป็นมาตราที่ชัดเจน และต้องมีบันทึกประกอบดังต่อไปนี้[3]

1. หลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติ

2. เหตุผลในการเสนอร่างพระราชบัญญัติ

3. บันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

การพิจารณาร่างกฎหมายที่ประชาชนร่วมกันเข้าชื่อเสนอ

เมื่อมีการตรวจสอบความถูกต้องของการเข้าชื่อเสนอกฎหมายและร่างพระราชบัญญัติที่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าชื่อเสนอแล้วหากถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ และ พระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย .ศ. 2556 แล้ว ประธานสภาผู้แทนราษฎรต้องอนุญาตบรรจุระเบียบวาระการประชุมร่างพระราชบัญญัติที่ประชาชนร่วมกันเข้าชื่อเสนอนั้นเข้าระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฏร ในการพิจารณาตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2551 ได้กำหนดว่า การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติให้กระทำเป็น 3 วาระตามลำดับ ในวาระที่หนึ่งเป็นขั้นรับหลักการ ในวาระที่สองขั้นพิจารณาเรียงลำดับมาตรา ในวาระที่สามเป็นการให้ความเห็นชอบ และเมื่อสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบแล้ว จะเสนอวุฒิสภาเพื่อพิจารณาต่อไป ซึ่งวุฒิสภาก็จะพิจารณาเป็นสามวาระเช่นเดียวกัน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ได้บัญญัติให้ ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นผู้เสนอ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ต้องให้ผู้แทนของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัตินั้น ชี้แจงหลักการของร่างพระราชบัญญัติและคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวจะต้องประกอบด้วยผู้แทนของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัตินั้นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนกรรมาธิการทั้งหมดด้วย จะเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่ประชาชนร่วมกันเข้าชื่อเสนอ จะต้องให้ผู้แทนของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ชี้แจงหลักการของร่างพระราชบัญญัติในที่ประชุมสภาและหากสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภามีมติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาจะต้องให้ตัวแทนของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ร่วมเป็นกรรมาธิการด้วย[4]

อ้างอิง

  1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 114 ตอนที่ 54 ก, 11 ตุลาคม 2540 , หน้า 41.
  2. พระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. 2556 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 130 ตอนที่ 119 ก, 17 ธันวาคม 2556.
  3. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และคณะ. การมีส่วนร่วมของประชาชนในการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย. รายงานการศึกษา. สถาบันพระปกเกล้า, 2552 , หน้า 66.
  4. เอกสารเผยแพร่ เรื่อง สิทธิของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายและเข้าชื่อเสนอญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ. กลุ่มงานเข้าชื่อเสนอกฎหมาย สำนักการประชุม สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.

บรรณานุกรม

การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย. กลุ่มงานเข้าชื่อเสนอกฎหมาย สำนักการประชุม สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพฯ 2546.

แนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เรื่อง การเข้าชื่อเสนอกฎหมายโดยประชาชน. กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2549.

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักประชาสัมพันธ์. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย. กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2540.

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักประชาสัมพันธ์. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย. กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2550.

ดูเพิ่มเติม

จันทิมา ทองชาติ. การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ศึกษาเฉพาะกรณีการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. กรุงเทพฯ, 2551.

วนิดา แสงสารพันธ์. การเข้าชื่อเสนอกฎหมายโดยประชาชน. คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. กรุงเทพฯ, 2543.

สิทธิชัย พิมเสน. การพัฒนากระบวนการนิติบัญญัติของสภาผู้แทนราษฎร ศึกษาเฉพาะกรณีการเข้าชื่อเสนอกฎหมายโดยประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง. เอกสารวิชาการกรณีศึกษาส่วนบุคคล. รัฐสภา. กรุงเทพฯ, 2549.