การยุบพรรคการเมือง

รุ่นปรับปรุงเมื่อ 11:02, 4 ตุลาคม 2554 โดย Apirom (พูดคุย | เรื่องที่เขียน)

(ต่าง) ←รุ่นปรับปรุงก่อนหน้า | รุ่นล่าสุด (ต่าง) | รุ่นปรับปรุงถัดไป→ (ต่าง)


ผู้เรียบเรียง ชาย ไชยชิต


ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ รองศาสตราจารย์นรนิติ เศรษฐบุตร และ รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต


บทนำ

เมื่อพรรคการเมืองที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว มีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดให้ต้องเลิกหรือยุบพรรคการเมืองนั้น นายทะเบียนพรรคการเมืองจะต้องยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้พิจารณาเหตุของการร้องขอให้มีคำสั่งยุบพรรคการเมืองนั้น เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรเดียวที่มีอำนาจในการเลิกหรือยุบพรรคการเมือง ทั้งนี้ ตามข้อกำหนดในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 ระบุเงื่อนไขอันเป็นเหตุให้ต้องมีการเลิกหรือยุบพรรคการเมือง ดังต่อไปนี้

(1) มีเหตุต้องเลิกตามข้อบังคับพรรคการเมือง
(2) มีจำนวนสมาชิกเหลือไม่ถึง 15 คน
(3) มีการยุบพรรคการเมืองไปรวมกับพรรคการเมืองอื่นตามหมวด 5
(4) มีคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคการเมือง
(5) ไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรา 25 มาตรา 26 มาตรา 29 มาตรา 35 หรือ มาตรา 62

กรณีมีเหตุต้องเลิกตามข้อบังคับพรรคการเมือง

พรรคการเมืองย่อมเลิกเมื่อมีเหตุต้องเลิกตามข้อบังคับพรรคการเมือง เช่น พรรคการเมืองอาจกำหนดไว้ในข้อบังคับว่า พรรคย่อมเลิกไปเมื่อสมาชิกในพรรคเหลืออยู่ไม่ถึง 100 คน หรือกำหนดว่าพรรคย่อมสิ้นสุดลงเมื่อที่ประชุมใหญ่ของพรรคออกเสียงให้เลิกด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 4 ใน 5 ของสมาชิกทั้งหมดทุกประเภท แต่กฎหมายมิได้บังคับว่าพรรคการเมืองต้องกำหนดเหตุที่พรรคการเมืองต้องเลิกไว้ในข้อบังคับพรรคการเมืองเสมอไป พรรคการเมืองใดไม่ได้กำหนดข้อบังคับในลักษณะดังกล่าวไว้ การเลิกพรรคการเมืองย่อมเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้

กรณีมีจำนวนสมาชิกเหลืออยู่ไม่ถึง 15 คน

เมื่อกฎหมายกำหนดจำนวนผู้ริเริ่มจัดตั้งพรรคการเมืองไว้จำนวน 15 คน ดังนั้น เมื่อพรรคการเมืองใดเหลือสมาชิกไม่ถึง 15 คน ก็ย่อมจะเป็นเหตุให้ต้องเลิกพรรคการเมืองนั้นไป ทั้งนี้เหตุผลของการเลิกพรรคการเมืองในข้อนี้ก็เนื่องจากการมีจำนวนสมาชิกพรรคการเมืองเหลืออยู่เพียงเล็กน้อยนั้น ย่อมเป็นการแสดงให้เห็นว่าพรรคการเมืองดังกล่าว ไม่เป็นที่นิยมและไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมากเพียงพอที่จะดำเนินบทบาทในฐานะตัวแทนในเวทีการเมืองระดับชาติ

กรณีมีการยุบพรรคการเมืองไปรวมกับพรรคการเมืองอื่น

กรณีมีการรวมพรรคการเมืองเข้าด้วยกัน อาจจำแนกได้ 2 เงื่อนไข ได้แก่ เงื่อนไขแรก เป็นการรวมพรรคการเมืองหลายพรรคเข้าด้วยกัน เพื่อร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ ซึ่งเป็นเหตุให้พรรคการเมืองที่เข้ามารวมกันต้องเลิกไป และเงื่อนไขที่สอง เป็นการรวมพรรคการเมืองเข้ากับพรรคการเมืองอื่นที่เป็นหลัก ซึ่งทำให้พรรคการเมืองที่เข้ามารวมกับพรรคการเมืองหลักต้องเลิกไป โดยพรรคการเมืองหลักยังคงมีสภาพพรรคการเมืองอยู่

กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมือง

แม้กฎหมายจะให้เสรีภาพในการรวมตัวเป็นพรรคการเมือง แต่ในขณะเดียวกันก็มีการวางกลไกในการกำกับควบคุมการดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองให้ดำเนินไปภายใต้กรอบของกฎหมาย โดยกฎหมายได้กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาและตัดสินสั่งยุบพรรคการเมืองได้ หากกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้

ประการที่หนึ่ง กระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
ประการที่สอง กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ประการที่สาม กระทำการอันเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐหรือขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
ประการที่สี่ กระทำการ ดังต่อไปนี้

(1) พรรคการเมืองรับบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทยโดยกำเนิดเข้าเป็นสมาชิกหรือดำรงตำแหน่งใด ๆ ในพรรคการเมือง หรือยอมให้กระทำการอย่างใดเพื่อประโยชน์ของพรรคการเมือง

(2) พรรคการเมืองรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ใดเพื่อกระทำการหรือสนับสนุนการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของราชอาณาจักร ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน หรือกระทำการอันเป็นการก่อกวนหรือคุกคามความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือกระทำการอันเป็นการทำลายทรัพยากรของประเทศ หรือเป็นการบั่นทอนสุขภาพอนามัยของประชาชน

(3) พรรคการเมืองรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดเพื่อดำเนินกิจการของพรรคการเมือง หรือดำเนินกิจการในทางการเมืองจากบุคคลบางจำพวกที่กฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากฎหมายจะกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจหน้าที่ในการสั่งยุบพรรคการเมืองที่เข้าข่ายการกระทำความผิดดังกล่าว แต่ในขณะเดียวกันแม้ว่าจะมีเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคการเมืองได้ แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็สามารถใช้ดุลยพินิจที่จะสั่งยุบหรือไม่ยุบพรรคการเมืองก็ได้หากเห็นว่ามีเหตุอันควร เช่น กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าพรรคการเมืองกระทำการฝ่าฝืนข้อห้ามจริง แต่เป็นการกระทำครั้งแรก และไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง ศาลอาจไม่สั่งยุบพรรคการเมืองก็ได้

กรณีไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย

เหตุในการเลิกหรือยุบพรรคการเมืองเกิดขึ้นในกรณีที่พรรคการเมืองไม่ดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนดในเรื่องต่อไปนี้

(1) เมื่อพรรคการเมืองได้รับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมือง แล้วไม่ดำเนินการต่าง ๆ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในที่ประชุมใหญ่ของพรรคการเมือง

(2) องค์ประกอบของที่ประชุมใหญ่ของพรรคการเมืองไม่ครบ

(3) ไม่หาสมาชิกให้ได้ 5,000 คน ภายใน 180 วัน นับแต่วันที่นายทะเบียนรับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมือง

(4) ไม่จัดทำรายงานการดำเนินกิจการของพรรคการเมือง

(5) ไม่จัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด

ขั้นตอนในการเลิกหรือยุบพรรคการเมือง

เมื่อนายทะเบียนพรรคการเมืองพบว่าพรรคการเมืองหนึ่ง ๆ มีเหตุอันหนึ่งอันใดให้ต้องเลิกหรือยุบพรรคตามเงื่อนไขที่กล่าวมาข้างต้น นายทะเบียนจะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภาย 15 วัน นับแต่วันที่มีเหตุปรากฎต่อนายทะเบียน เมื่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่ามีเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นกับพรรคการเมืองตามคำร้องของนายทะเบียน ศาลรัฐธรรมนูญจึงดำเนินการวินิจฉัยออกคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองนั้น ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองใดแล้ว นายทะเบียนพรรคการเมืองจะประการคำสั่งยุบพรรคการเมืองนั้นในราชกิจจานุเบกษา

นอกจากการดำเนินการยื่นคำร้องให้มีการพิจารณายุบพรรคการเมืองโดยนายทะเบียนพรรคการเมืองแล้ว การเสนอให้มีการพิจารณายุบพรรคการเมืองยังอาจดำเนินการได้ในอีกลักษณะหนึ่ง กล่าวคือ เมื่อปรากฏต่อนายทะเบียน หรือเมื่อนายทะเบียนได้รับแจ้งจากคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองว่าพรรคการเมืองใดกระทำการอันเข้าข่ายความผิดซึ่งเป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคการเมืองได้ นายทะเบียนพรรคการเมืองต้องแจ้งต่ออัยการสูงสุดพร้อมด้วยหลักฐาน ถ้าอัยการสูงสุดเห็นสมควรจึงยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองดังกล่าว ถ้าอัยการสูงสุดไม่ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ นายทะเบียนพรรคการเมืองต้องตั้งคณะทำงานขึ้นคณะหนึ่ง โดยมีผู้แทนจากนายทะเบียนและผู้แทนจากอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐาน แล้วส่งให้อัยการสูงสุด เพื่อยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไป ในกรณีที่คณะทำงานดังกล่าวไม่อาจหาข้อยุติเกี่ยวกับการดำเนินการยื่นคำร้องได้ นายทะเบียนพรรคการเมืองมีอำนาจยื่นคำร้องเอง ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองใดแล้ว นายทะเบียนพรรคการเมืองต้องประกาศคำสั่งยุบพรรคการเมืองนั้นในราชกิจจานุเบกษา

ในกรณีที่พรรคการเมืองเลิกหรือยุบอันเนื่องมาจากการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดข้อห้ามของกฎหมาย หัวหน้าพรรคการเมืองดังกล่าวจะต้องส่งบัญชีและงบดุล รวมทั้งเอกสารเกี่ยวกับการเงินของพรรคการเมืองต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองภายใน 15 วัน นับแต่วันที่พรรคการเมืองเลิกหรือยุบ และให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้ชำระบัญชีให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากนายทะเบียน ถ้าสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินชำระบัญชีไม่เสร็จภายในเวลาดังกล่าว สามารถขอขยายเวลาได้อีกไม่เกิน 6 เดือน

ในการชำระบัญชี เมื่อได้หักหนี้สินและค่าใช้จ่ายแล้ว พบว่ายังมีทรัพย์สินเหลืออยู่เท่าใด ต้องโอนให้แก่องค์กรสาธารณกุศลตามที่ระบุไว้ในข้อบังคับพรรคการเมือง หากในข้อบังคับพรรคการเมืองไม่ได้ระบุไว้ ทรัพย์สินที่เหลือนั้นต้องตกเป็นของกองทุน อนึ่ง กฎหมายให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 22 หมวด 5 ว่าด้วยการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด และบริษัทจำกัดมาใช้บังคับการชำระบัญชีของพรรคการเมืองโดยอนุโลม

สำหรับข้อห้ามเกี่ยวกับกรรมการบริหารของพรรคการเมืองที่ถูกยุบ ในกรณีที่พรรคการเมืองต้องถูกยุบไปด้วยเหตุ ดังต่อไปนี้

(1) ไม่จัดทำรายงานการดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมือง

(2) ไม่จัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด

(3) กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคการเมือง กฎหมายกำหนดห้ามผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกยุบไป ไม่ให้มีสิทธิขอจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่ หรือเป็นกรรมการบริหารของพรรคการเมือง หรือมีส่วนร่วมในการขอจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่ไม่ได้ ภายในกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่พรรคการเมืองนั้นต้องยุบไป


ที่มา

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑

มานิตย์ จุมปา, สารานุกรมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. ๒๕๔๐) เรื่อง ๑๓ พรรคการเมือง, กรุงเทพฯ : องค์การค้าของคุรุสภา, ๒๕๔๔