กฤษณ์ สีวะรา


ผู้เรียบเรียง : ดร.บุญเกียรติ การะเวกพันธุ์

ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ :  รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต


พลเอก กฤษณ์  สีวะรา

          พลเอกกฤษณ์  สีวะรา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้บัญชาการทหารบกลำดับที่ 19 และรักษาราชการผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นนายทหารที่อยู่ในกลุ่มสี่เสาเทเวศร์และเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาที่ใกล้ชิดจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์เป็นผู้ที่มีบทบาททางการเมืองอยู่เบื้องหลังการลงจากตำแหน่งของจอมพลถนอม กิตติขจรและจอมพลประภาส จารุเสถียรในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 

 

ประวัติส่วนบุคคล

          พลเอกกฤษณ์ สีวะรา เกิดเมื่อวันที่25 มีนาคม พ.ศ.2456 ณ บ้านพันเอกพระยาวิเศษสัจธาดาซึ่งเป็นคุณตา ตั้งอยู่บริเวณถนนบรรทัดทอง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เป็นบุตรของร้อยตรีชิต และนางละมุน สีวะรา[1] เมื่อแรกเกิดเจ้าจอมมารดาทับทิม พระมารดาของจอมพล พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรประวัติวรเดช กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช เสนาบดีกระทรวงกลาโหม ได้ประทานชื่อให้ว่า “ละออ” เนื่องจากเป็นเด็กที่มีผิวพรรณขาว งดงามกว่าพี่น้องคนอื่นๆ แต่เมื่ออายุได้ 3 ขวบได้ป่วยเป็นไข้ไทฟอยด์ ร้อยตรีชิตและนางละมุน ได้อาราธนาถวายตัวให้หลวงพ่อโสธร เมื่อหายจากอาการป่วยบิดาจึงตั้งชื่อใหม่ว่า“บุญชุบ”[2] ต่อมาในยุคจอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งมีนโยบายรัฐนิยมให้บุคคลใช้ชื่อให้สอดคล้องกับเพศ พลเอก กฤษณ์ได้เปลี่ยนชื่อจาก “บุญชุบ” เป็น “กริสน์” เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2487 และเปลี่ยนชื่อจาก“กริสน์”เป็น“กฤษณ์” ตามหลักภาษาไทยเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ.2492[3]

          พลเอก กฤษณ์ เริ่มเข้าศึกษาที่โรงเรียนสีตบุตรบำรุงจากนั้นย้ายไปเรียนต่อที่โรงเรียนวัดสามจีน  (ไตรมิตรวิทยาลัย) ใน พ.ศ.2464 ได้เข้าศึกษาในโรงเรียนนายร้อยชั้นปฐม แต่เมื่อกองทัพบกเปลี่ยนนโยบายการจัดการศึกษาโดยยุบโรงเรียนนายร้อยชั้นปฐม  พลเอก กฤษณ์ จึงได้ย้ายไปศึกษาในระดับมัธยมที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวง (วชิราวุธวิทยาลัย) เมื่อ พ.ศ.2467 แล้วย้ายไปที่โรงเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์เมื่อ พ.ศ. 2468  จนสำเร็จชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 8  จึงได้เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนนายร้อยทหารบกเมื่อ พ.ศ. 2474  และสอบไล่ได้ ออกรับราชการเป็นนักเรียนทำการนายร้อยสังกัดโรงเรียนทหารราบ กรมจเรทหารราบ ได้รับพระราชทานยศร้อยตรีเมื่อ พ.ศ. 2479[4] 

          ที่โรงเรียนทหารราบ พลเอก กฤษณ์เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ที่ขณะนั้นยังครองยศนายร้อยโท หลังจากนั้นพลเอก กฤษณ์ได้ย้ายตามจอมพล สฤษดิ์ไปรับราชการในหน่วยต่างๆ เช่น พ.ศ.2483 ไปเป็นผู้บังคับหมวดโรงเรียนนายสิบพลรบ พ.ศ.2483 เป็นผู้บังคับหมวดโรงเรียนนายสิบทหารราบ ในระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพาพลเอก กฤษณ์ได้รับคำสั่งจากจอมพล สฤษดิ์ให้ทำการเข้าตีเพื่อเข้ายึด “ดอยเชียงแมน” ซึ่งเป็นภูมิประเทศสำคัญ และต่อมาได้รับคำสั่งให้เข้าตีเมืองเชียงล้อ ในการโจมตีครั้งนั้นหน่วยทหารถูกข้าศึกปิดล้อมเพื่อเข้าแย่งที่มั่น จอมพล สฤษดิ์ได้เป็นผู้อำนวยการรบ และสั่งการจนข้าศึกถอนตัวกลับไป[5]

          พ.ศ.2489 จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ได้ย้ายเข้ารับตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์และพลเอก กฤษณ์ได้ดำรงตำแหน่งผู้บังคับกองร้อยที่ 4 กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์

 

เหตุการณ์สำคัญ  

          วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2492 นายปรีดี พนมยงค์ได้ร่วมกับกำลังทหารเรือกลุ่มหนึ่งนำโดยพลเรือตรีทหาร ขำหิรัญ ผู้บัญชาการมณฑลทหารเรือที่ 2 และรักษาการผู้บังคับกองพลนาวิกโยธิน[6]เรียกตนเองว่าขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2492 ได้ใช้กำลังเข้ายึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงครามโดยใช้พระบรมมหาราชวังเป็นกองบัญชาการที่เรียกว่า “ กบฏวังหลวง[7] พลเอก กฤษณ์ได้นำหน่วยในบังคับบัญชาเข้าร่วมปฏิบัติการปราบกบฏ ในระหว่างเหตุการณ์ระหว่างที่พลเอก กฤษณ์นั่งรถออกตรวจการณ์ได้ถูกฝ่ายตรงข้ามยิงจนรถจี๊ปทะลุ[8] ภายหลังเหตุการณ์พลเอกกฤษณ์ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์[9]

          วันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ.2494 ทหารเรือกลุ่มหนึ่งนำโดย พลเรือตรี ทหาร ขำหิรัญ นายทหารนอกราชการ อดีตผู้บัญชาการมณฑลทหารเรือที่ 2 และผู้บังคับกองพลนาวิกโยธิน นาวาเอก อานนท์ ปุณฑริกาภา ผู้บังคับการกองสำรองเรือรบ นาวาตรี มนัส จารุภา ผู้บังคับการเรือหลวงรัตนโกสินทร์ นาวาตรี ประกาย พุทธารี สังกัดกรมนาวิกโยธิน และนาวาตรี สุภัทร ตันตยาภรณ์ สังกัดกรมนาวิกโยธิน ได้พยายามทำการยึดอำนาจรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม โดยนาวาตรี มนัส จารุภา ได้ใช้ปืนกลจี้บังคับจอมพล ป. พิบูลสงครามขณะอยู่ในพิธีรับมอบเรือขุดสันดอนชื่อ แมนฮัตตัน ที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกามอบให้รัฐบาลไทย ไปลงเรือหลวงศรีอยุธยา[10] จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการทหารบกได้มอบหมายให้พลเอก กฤษณ์คุมกำลังทหารและรถถังเข้ายึดที่มั่นฝ่ายกบฏซึ่งตั้งอยู่ที่กองสัญญาณทหารเรือ[11] ภายหลังเหตุการณ์พลเอกกฤษณ์ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นรักษาราชการรองผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ในวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ.2494 จากนั้นในวันที่ 30 มกราคม พ.ศ.2495 ได้เป็นรองผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ และในเดือน ธันวาคม พ.ศ.2495 ได้เลื่อนขึ้นเป็นผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ หน่วยกำลังรบที่สำคัญที่ตั้งอยู่ในใจกลางกรุงเทพมหานคร

          ในทางการทหาร พลเอก กฤษณ์เป็นนายทหารที่ก้าวตามรอยจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ จอมพล ถนอม กิตติขจรและจอมพลประภาส จารุเสถียรและเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเป็นรองผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ เมื่อ 1 มกราคม พ.ศ.2500 เป็นผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์เมื่อ 30 ธันวาคม พ.ศ.2500 เป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1 และรักษาราชการผู้บัญชาการกองพลที่ 1รักษาพระองค์ เมื่อ 1 มกราคม พ.ศ.2503 เป็นแม่ทัพภาคที่ 1 เมื่อ 1 ตุลาคม พ.ศ.2506 เป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก กับรักษาราชการ แม่ทัพภาคที่ 1เมื่อ 1 ตุลาคม พ.ศ.2508 เป็นรองผู้บัญชาการทหารบก เมื่อ 1 ตุลาคม พ.ศ.2509 และขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารบกลำดับที่ 19 เมื่อ 1 ตุลาคม พ.ศ.2516 และรักษาราชการผู้บัญชาการทหารสูงสุดเมื่อ 1 ตุลาคม พ.ศ.2517[12]

          ในทางการเมืองพลเอกกฤษณ์มีบทบาทอยู่ในกลุ่ม “สี่เสา”ของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ โดยได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 ครั้งแรกเมื่อ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2494 ต่อมาเมื่อคณะรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ได้จดทะเบียนตั้งพรรคเสรีมนังคศิลาเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับจอมพล ป.พิบูลสงครามและเตรียมลงสู่สนามเลือกตั้งใน พ.ศ. 2498 พลเอก กฤษณ์ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ควบคุมเสียงพรรคเสรีมนังคศิลา[13]

          วันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2500 พลเอกกฤษณ์ซึ่งขณะนั้นเป็นรองผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ได้ร่วมในการยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงครามที่มีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นหัวหน้า ต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 เป็นครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ.2500 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญภายหลังการการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2502 เมื่อวันที่ 28 มกราคม พ.ศ.2502 ซึ่งได้กำหนดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วยสมาชิกสภาจำนวน 240 นาย และให้สภานี้มีฐานะเป็นรัฐสภาทำหน้าที่นิติบัญญัติด้วย

          ภายหลังรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2511 ประกาศใช้ พลเอก กฤษณ์ได้รับการแต่งตั้งเป็นวุฒิสมาชิกเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ.2511 และลาออกจากตำแหน่งเมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการเมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ.2512 และปรับย้ายเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง กลาโหมในวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ.2513โดยดำรงตำแหน่งจนถึงวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 ซึ่งเป็นวันที่จอมพลถนอม กิตติขจรได้ทำการรัฐประหารตนเอง

          วันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2515 พลเอกกฤษณ์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและพ้นจากตำแหน่งในวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516

          พลเอกกฤษณ์ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการลงจากอำนาจของจอมพลถนอม กิตติขจรและจอมพลประภาส จารุเสถียรในวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 โดยพลเอก กฤษณ์ได้รับมอบตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกจากจอมพลประภาส จารุเสถียรในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2516 หลังจากครองตำแหน่งรองผู้บัญชาการทหารบกนานกว่า 7 ปี[14]  ในวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ.2516 นายธีรยุทธ บุญมีและกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญได้เดินแจกใบปลิวเรียกร้องรัฐธรรมนูญตามสถานที่ต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ และถูกจับกุมจำนวน 13 คนในข้อหากบฏ ในเวลาต่อมานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้จัดการชุมนุมที่ลานโพธิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันที่ 9 ตุลาคมและในวันที่ 10 ตุลาคม ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยได้ประกาศเป็นผู้นำการชุมนุมโดยเรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัวผู้ที่ถูกจับกุมจำนวน 13 คน[15]  ในระหว่างเหตุการณ์พลเอก กฤษณ์ได้รับมอบหมายจากจอมพลถนอม กิตติขจรให้เป็นผู้ติดต่อประสานงานกับหม่อมหลวงทวีสันต์ ลดาวัลย์ ราชเลขาธิการและพลตรีเทียนชัย จั่นมุกดา เพื่อนำความกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อทรงทราบสถานการณ์ [16]   ในวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 ระหว่างที่นักศึกษาและประชาชนกำลังจะสลายตัวก็เกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ จนกลายเป็นการจลาจลและพลเอกกฤษณ์ ในฐานะผู้บัญชาการทหารบกได้ถอนตัวจากการสนับสนุนรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร จนจอมพลถนอมต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและเดินทางไปลี้ภัยในต่างประเทศพร้อมกับจอมพลประภาส จารุเสถียร  

          ภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 อำนาจของกองทัพในยุคของพลเอกกฤษณ์ สีวะราไม่ได้เป็นอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเช่นในยุคของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์และยุคของจอมพลถนอม กิตติขจร รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2517 ได้กำหนดให้ข้าราชการประจำจะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ ในทางการเมืองพลเอกกฤษณ์ สีวะรามีความใกล้ชิดกับพรรคธรรมสังคมของนายทวิช กลิ่นประทุม[17] เมื่อพรรคธรรมสังคมต้องการดึงพลเอก กฤษณ์เข้าร่วมพรรคภายหลังเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2518 ส่งผลให้หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมชนายกรัฐมนตรีปลดนายทวิช กลิ่นประทุมออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2519 ในเวลาต่อเนื่องกันพลตรีประมาณ อดิเรกสาร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมย้ายพลเอกโชติ หิรัญยัษฐิติ จากรองผู้บัญชาการทหารบกไปเป็นจเรทหารทั่วไปและแต่งตั้งพลเอกฉลาด หิรัญศิริเป็นรองผู้บัญชาการทหารบก[18]ทั้งสองกรณีส่งผลต่อสถานะทางการเมืองของพลเอก กฤษณ์

          การเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 4 เมษายน พ.ศ.2519 ผลปรากฏว่าหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมชพ่ายแพ้การเลือกตั้งในเขตดุสิตเป็นครั้งแรก ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่าเป็น “สงครามสั่งสอน”ของพลเอก กฤษณ์ สีวะรา ภายหลังการเลือกตั้งพลเอก กฤษณ์ สีวะรา ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2519 ท่ามกลางการคัดค้านของกลุ่มทหารหนุ่มที่นำโดยพันตรีมนูญ รูปขจรและพันตรีจำลอง ศรีเมือง (ยศในขณะนั้น) แต่ไม่ทันได้รับตำแหน่งพลเอกกฤษณ์ ได้ล้มป่วยอย่างกระทันต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และถึงอนิจกรรมในวันศุกร์ที่ 23 เมษายน 2559 ด้วยโรคหัวใจขาดเลือด[19]

 

ผลงานอื่นๆ

          พลเอกกฤษณ์  สีวะรา  เป็นผู้ริเริ่มโครงการช่วยตัวเองในด้านการส่งกำลังบำรุงของกองทัพบก  เนื่องจากแนวโน้มโครงการช่วยเหลือทางการทหารของสหรัฐลดลงเรื่อยๆ  โดยได้จัดทำโครงการโรงงานซ่อมสร้างยุทโธปกรณ์สายสรรพาวุธ  ซึ่งสามารถซ่อมสร้างรถยนต์ที่ใช้ในทางราชการทหารบางแบบได้  โครงการผลิตเครื่องมือสื่อสารขนาดเล็ก  ซึ่งสามารถผลิตเครื่องมือสื่อสารขนาดเล็กและสามารถผลิตชุดวิทยุบางแบบได้  โครงการผลิตชนวนท้ายปลอกกระสุนปืนเล็ก โครงการส่งเสริมและปรับปรุงแบตเตอรี่แห้ง  โครงการผลิตร่มบุคคล  และสิ่งอุปกรณ์ส่งทางอากาศ ในปี พ.ศ. 2517  พลเอกกฤษณ์  สีวะรา  ได้เสนอจัดตั้งวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์พระมงกุฎเกล้า  เพื่อผลิตแพทย์ทหารสนับสนุนกองทัพบกและเหล่าทัพอื่น[20]  

 

หนังสืออ่านเพิ่มเติม

กฤษณ์ สีวะรา (พลเอก).(2519). อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พลเอกกฤษณ์ สีวะรา ม.ป.ช.', ม.ว.ม., ท.จ.ว. อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และนายกลอนเทนนิสแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันเสาร์ที่ 25 ธันวาคม พุทธศักราช 2519' กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์กรมสารบรรณทหารเรือ.

กฤษณ์ สีวะรา (พลเอก).(2519). งานพระราชทานเพลิงศพ พลเอกกฤษณ์ สีวะรา ท.จ.ว. ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 24 ธันวาคม 2519.กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ไทยเขษม

 

บรรณานุกรม

กฤษณ์  สีวะรา(พลเอก),ประวัติและผลงาน พลเอกกฤษณ์ สีวะรา, (กรุงเทพฯ : ผู้แต่ง, 2519), หน้า 1.

กองทัพบก,พลเอกกฤษณ์ สีวะรา ผู้บัญชาการทหารบก ลำดับที่ 19,เข้าถึงจาก http://www.rta.mi.th/command/command19.htm เมื่อ 14 กรกฎาคม 2559.

ทรงสุดา ยอดมณี,กังหันต้องลม,(กรุงเทพฯ: นานมีบุ๊คส์, 2542), หน้า 366.

นรนิติ เศรษฐบุตร, วันการเมือง, (กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า, 2555), หน้า 54.

บัญชร ชวลาศิลป์, กว่าจะเป็นนายพล (ก้าวที่ 2),(กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน, 2553).หน้า 176-177.

ประทีป สายเสน, กบฎวังหลวงกับสถานะของปรีดี พนมยงค์, (กรุงเทพฯ : บริษัทฐานการพิมพ์ จำกัด, 2551 พิมพ์ครั้งที่ 2), หน้า 122.

ศุภการ สิริไพศาล และนครินทร์ เมฆไตรรัตน์,กบฏแมนฮัตตัน,สืบค้นจาก , http://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=กบฎแมนฮัตตัน เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2559.

เสถียร จันทิมาธร, เส้นทางสู่อำนาจพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ , (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน, 2545), หน้า 147.

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล,มหาวิทยาลัยชีวิต,(กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์สามัญชน, 2545 พิมพ์ครั้งที่ 11), หน้า 10.

 

อ้างอิง

[1] กฤษณ์  สีวะรา(พลเอก),ประวัติและผลงาน พลเอก กฤษณ์ สีวะรา, (กรุงเทพฯ : ผู้แต่ง, 2519), หน้า 1.

[2] กฤษณ์  สีวะรา(พลเอก),หน้า 91.

[3] กฤษณ์  สีวะรา(พลเอก),หน้า 122-128.

[4] กฤษณ์  สีวะรา(พลเอก),หน้า 92-94.

[5] กฤษณ์  สีวะรา(พลเอก),หน้า 106-111

[6] ประทีป สายเสน, กบฎวังหลวงกับสถานะของปรีดี พนมยงค์, (กรุงเทพฯ : บริษัทฐานการพิมพ์ จำกัด, 2551 พิมพ์ครั้งที่ 2), หน้า 122.

[7] นรนิติ เศรษฐบุตร, วันการเมือง, (กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า, 2555), หน้า 54.

[8] กฤษณ์  สีวะรา(พลเอก),หน้า 128

[9] กองทัพบก,พลเอก กฤษณ์ สีวะรา ผู้บัญชาการทหารบก ลำดับที่ 19,เข้าถึงจาก http://www.rta.mi.th/command/command19.htm เมื่อ 14 กรกฎาคม 2559.

[10] ศุภการ สิริไพศาล และนครินทร์ เมฆไตรรัตน์,กบฏแมนฮัตตัน,สืบค้นจาก , http://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=กบฎแมนฮัตตัน เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2559.

[11] กฤษณ์  สีวะรา(พลเอก),หน้า 128

[12] กองทัพบก,พลเอก กฤษณ์ สีวะรา ผู้บัญชาการทหารบก ลำดับที่ 19,เข้าถึงจาก http://www.rta.mi.th/command/command19.htm เมื่อ 14 กรกฎาคม 2559.

[13] กฤษณ์  สีวะรา(พลเอก),หน้า 6.

[14] เสถียร จันทิมาธร, เส้นทางสู่อำนาจพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ , (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน, 2545), หน้า 147.

[15] เสกสรรค์ ประเสริฐกุล,มหาวิทยาลัยชีวิต,(กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์สามัญชน, 2545 พิมพ์ครั้งที่ 11), หน้า 10.

[16] ทรงสุดา ยอดมณี,กังหันต้องลม,(กรุงเทพฯ: นานมีบุ๊คส์, 2542), หน้า 366.

[17] เสถียร จันทิมาธร,หน้า 190.

[18] บัญชร ชวลาศิลป์, กว่าจะเป็นนายพล (ก้าวที่ 2),(กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน, 2553).หน้า 176-177.

[19] กฤษณ์  สีวะรา(พลเอก),หน้า 1.

[20] กฤษณ์  สีวะรา(พลเอก),หน้า 157-158