กบฎเสนาธิการ



ผู้เรียบเรียง จุฑามาศ และ รศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์


ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ รองศาสตราจารย์นรนิติ เศรษฐบุตร และ รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต


การทำรัฐประหารในวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 เป็นการยึดอำนาจของกลุ่มทหารจากรัฐบาลพลเรือนที่เข้ามาบริหารประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้การปกครองของประเทศไทยตกอยู่ภายใต้อำนาจของทหารยาวนานถึง 26 ปี แม้ว่าบางช่วงจะมีรัฐสภา มีระบบพรรคการเมือง แต่ก็อยู่ใต้การควบคุมของผู้มีอำนาจทางการทหาร และแม้จะมีการเปลี่ยนตัวผู้นำบ้างในบางช่วงแต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนกลุ่มผู้ครองอำนาจแต่อย่างใด ตั้งแต่สมัยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม จนมาถึงสมัยจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ จนสิ้นสุดในสมัยจอมพล ถนอม กิตติขจร จากเหตุการณ์ในวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516[1]

ความเป็นมา

กบฏเสนาธิการ หรือ กบฏนายพล นี้ เป็นกระบวนการทางการเมืองที่เป็นผลผลิตของการต่อต้านคณะรัฐประหาร พ.ศ.2490 ภายในกองทัพบกเอง โดยมีปัจจัยหลัก 2 ประการที่นำมาสู่การเคลื่อนไหวการกบฏ คือ ดุลอำนาจในกองทัพบก และ ปัจจัยทางด้านความคิดที่มีผลให้เกิดการเคลื่อนไหว[2]

ในด้านดุลอำนาจในกองทัพบก จะเห็นได้ว่าหลังการยึดอำนาจ คณะรัฐประหารทำการประนีประนอมกับบรรดานายทหารระดับผู้บังคับบัญชาในขณะนั้น โดยมีการตั้งตำแหน่งผู้บัญชาการทหารแห่งประเทศไทยขึ้น แล้วให้จอมพล ป. พิบูลสงครามรับตำแหน่ง แต่ก็ยังคงให้ พล.อ. อดุล อดุลเดชจรัส ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกต่อไป โดยคณะรัฐประหารมิได้ปลดออกจากตำแหน่งแต่อย่างใดและยังแต่งตั้งให้ พล.อ.อดุล รับตำแหน่งอภิรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญอีกด้วย บรรดานายทหารในกลุ่มคณะรัฐประหารมิได้รับตำแหน่งสูงมากนักและยังต้องอาศัยการประสานกับทหารฝ่ายอื่นอยู่ไม่น้อยในการควบคุมกำลัง โดยที่ยังไม่มีอำนาจเต็มที่ในกองทัพบกแต่อย่างใด[3]

จนกระทั่งเมื่อคณะรัฐประหารได้จี้รัฐบาลของนายควง อภัยวงศ์ออก และสถาปนาอำนาจของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ขึ้นแทน ความไม่พอใจในหมู่ทหารจึงได้เริ่มขึ้น และยิ่งเมื่อ พล.ท.กาจ กาจสงคราม รองผู้บัญชาการทหารบกและเม่ทัพกองทัพบกที่ 1 ดำเนินการก้าวก่ายการเมืองและเคลื่อนไหวทางทหารตามชอบ และเข้าไปเป็นกรรมการองค์การ อจส (องค์การจัดซื้อและขายสินค้า) นอกจากนี้ยังมีข่าวพัวพันการทุจริต มีข่าวในด้านลบต่างๆ เช่น ข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับเงินรูปี จน พล.ท.กาจ กาจสงคราม ได้รับฉายาว่า นายพลรูปี ทั้งยังเป็นคนเขียนหนังสือเรื่องกรณีสวรรคตที่กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล จึงถูกดำเนินคดีข้อหาละเมิดอำนาจศาล ถูกปรับเป็นเงิน 200 บาท[4] รวมถึงการที่ พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ เข้าไปควบคุมองค์การทหารผ่านศึก และเริ่มเข้าไปพัวพันกับสัมปทานและการแสวงหาผลประโยชน์ สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดความไม่พอใจมากขึ้นว่าคณะรัฐประหารก็มุ่งแสวงหาผลประโยชน์เช่นกัน และนำมาซึ่งความพยายามในการก่อการยึดอำนาจ[5]

ปัจจัยทางด้านความคิดนั้น นับว่าเป็นตัวแปรสำคัญอีกประการที่ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวทางการเมืองในกลุ่มทหาร ทั้งนี้เนื่องจากในระยะที่รัฐบาลประชาธิปไตยพลเรือนบริหารประเทศระหว่าง พ.ศ.2487 – 2490 นั้น ได้มีการผลักดันแนวคิดแยกข้าราชการประจำออกจากการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการฝ่ายทหาร โดยเห็นว่า การที่ทหารเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง อาจะสนับสนุนลัทธิเผด็จการได้ นี่คือแนวคิดแบบที่เรียกว่า “ความคิดทหารอาชีพ” ซึ่งเผยแพร่อย่างมากในกองทัพ ทหารจะต้องปฏิบัติภารกิจที่จำเป็นของฝ่ายทหาร และต้องไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง หรือถ้าหากจะเข้ารับตำแหน่งทางการเมืองก็จะต้องลาออกจากทหารประจำการก่อน ซึ่งแนวคิดนี้ค่อนข้างจะสวนทางกับคณะรัฐประหารที่เห็นว่าทหารจะต้องมีบทบาทเกี่ยวข้องกับการเมือง จะต้องเข้าแก้ไขและนำพาชาติในภาวะวิกฤต แนวคิดทั้ง 2 แนวนี้ดำรงอยู่ด้วยกันในกองทัพในช่วง พ.ศ. 2490 – 2491 และเป็นเหตุหนึ่งที่นำมาสู่การก่อกบฏเสนาธิการนี้ด้วย[6]

กลุ่มนายทหารร่วมการกบฎ

นายทหารกลุ่มแรกในกองทัพบกที่ต่อต้านรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามและคณะรัฐประหารคือ นายทหารฝ่ายเสนาธิการ ผู้นำของกลุ่มนี้คือ พล.ต.สมบูรณ์ ศรานุชิต (หลวงศรานุชิต) รองเสนาธิการกลาโหม พล.ต.เนตร เขมะโยธิน รองเสนาธิการทหารบก และ พล.ต.หลวงรณกรรมโกวิท (เพิ่ม ศิริวิสูตร) นายทหารประจำกรมเสนาธิการทหารบก ส่วนคนอื่นๆมักจะเป็นครูหรือนักเรียนในโรงเรียนเสนาธิการทหาร เช่น พ.อ.กิตติ ทัตตานนท์ พ.อ.จรูญ สิทธิเดชะ พ.อ.สงบ บุณยเกศานนท์ (ขุบสงบระงับศึก) เป็นต้น และยังมีนายทหารอื่นเข้าร่วม เช่น พ.อ.หลวงจิตรโยธี (จาด รัตนสถิตย์) พ.อ.หลวงศรีสิงหสงคราม (โลม ศิริปาลกะ) และ พ.ท.พโยม จุลานนท์ (ส.ส.เพชรบุรี) เป็นต้น[7]

นายทหารในสายเสนาธิการนี้ มีลักษณะพิเศษที่ค่อนข้างแตกต่างจากทหารสายอื่น โดยจะมีลักษณะเป็นปัญญาชนและเป็นสายงานทหารที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในรัฐบาลพลเรือนของนายปรีดี พนมยงค์ และ พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นายทหารสายเสนาธิการหลายคนจบการศึกษาจากต่างประเทศ เช่น พล.ท.จิร วิชิตสงคราม จบการศึกษาจากประเทศสหราชอาณาจักร ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมทุกสมัยในรัฐบาลของนายปรีดี พนมยงค์ และ พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ พล.ต.สมบูรณ์ ศรานุชิต และ พล.ต.เนตร เขมะโยธิน จบการศึกษาจากโรงเรียนเสนาธิการทหารจากฝรั่งเศส ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบระหว่างผู้นำทหารของเสนาธิการกับผู้นำของคณะรัฐประหาร จะเห็นความแตกต่างบางประการได้ชัด เพราะผู้นำของคณะรัฐประหารทั้ง น.อ.กาจ เก่งระดมยิง พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ พ.อ.สวัสดิ์ ส.สวัสเกียรติ พ.อ.หลวงสถิตยุทธการ พ.อ.เผ่า ศรียานนท์ พ.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ และ พ.อ.ก้าน จำนงภูมิเวท ต่างไม่มีใครจบการศึกษาจากต่างประเทศ และมักเป็นนายทหารที่ก้าวหน้าในอาชีพด้วยแรงผลักดันทางการเมือง สภาพเช่นนี้ทำให้ลักษณะทางความคิดของนายทหารสองกลุ่มนี้แตกต่างกันด้วย เพราะในขณะที่นายทหารกลุ่มคณะรัฐประหารยึดมั่นในอุดมการณ์ของจอมพล ป.พิบูลสงคราม นายทหารสายเสนาธิการอย่าง พล.ต.เนตร เขมะโยธิน และ พล.ต.สมบูรณ์ ศรานุชิต มีทัศนคติโน้มเอียงไปในทางประชาธิปไตยของฝ่ายนายปรีดี พนมยงค์[8]

สาเหตุการกบฎ

เหตุผลหลักของการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มนายทหารสายเสนาธิการอยู่ที่ การไม่ยอมรับการที่ฝ่ายคณะรัฐประหาร ออกมาสนับสนุนให้ทหารยุ่งเกี่ยวกับการเมือง และยังเห็นว่าการที่นายทหารผู้ใหญ่เข้าไปแทรกแซงทางการเมืองนั้นเป็นความเสื่อมโทรมของกองทัพ และไม่ต้องการให้กองทัพตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของกลุ่มใดๆ จึงได้คิดหาทางล้มอำนาจของคณะรัฐประหาร เพื่อให้ทหารทำหน้าที่ทหารแต่เพียงอย่างเดียว

แผนการของกบฎเสนาธิการ

แผนการของฝ่ายคณะเสนาธิการนั้น จะลงมือยึดอำนาจในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2491 ซึ่งจะเป็นวันที่มีการฉลองงานมงคลสมรสระหว่าง พล.ต.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ กับ น.ส.วิจิตรา ชลทรัพย์ ซึ่งคนสำคัญในคณะรัฐประหารจะมารวมตัวกันที่ทำเนียบรัฐบาลและจะเป็นการง่ายแก่การจับกุม โดย พ.ท.พโยม จุลานนท์ ได้รับมอบหมายให้นำกำลังเข้าควบคุมตัว จอมพล ป. พิบูลสงคราม และพล.ต.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองพลที่ 1 ส่วน พ.ต.เจริญ พงษ์พานิช รับหน้าที่จับกุมตัว พล.ต.หลวงสถิตยุทธการ เสนาธิการกองทัพที่ 1 และ พ.อ.บัญญัติ เทพหัสดินทร์ ผู้บัญชาการกรมทหารราบที่ 1 และกำลังอีกส่วนหนึ่งนำโดย พ.อ.กิตติ ทัตตานนท์ จะบุกเข้ายึดกระทรวงกลาโหมเพื่อใช้เป็นกองบัญชาการในการยึดอำนาจ[9]

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการครั้งนี้ประสบความล้มเหลว แผนการต่างๆรั่วไหล ฝ่ายรัฐบาลได้ส่งกำลังไปจับกุม พ.อ.กิตติ ทัตตานนท์และกำลังส่วนใหญ่ของฝ่ายเสนาธิการได้ที่กระทรวงกลาโหมในคืนวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2491 ก่อนเวลาลงมือปฏิบัติการ และเช้าวันรุ่งขึ้นได้จับตัว พล.ต.หลวงรณกรรมโกวิท และ พล.ต.สมบูรณ์ ศรานุชิต พ.อ.หลวงศรีสิงหสงคราม แต่ พล.ต.เนตร เขมะโยธิน และ พ.ท.พโยม จุลานนท์นั้นหนีรอดไปได้ จนกระทั่งวันที่ 25 ตุลาคม ก็สามารถตามจับกุมผู้ที่หลบหนีไปได้อีก 7 คน รวมทั้ง พล.ต.เนตร เขมะโยธิน และ พ.ท.พโยม จุลานนท์ ส่งฟ้องศาลรวม 22 คน[10] ศาลลงโทษจำคุก 3 ปี 9 ราย คือ พล.ต.เนตร เขมะโยธิน พ.อ.กิตติ ทัตตานนท์ พ.อ.หลวงจิตรโยธี พ.อ.หลวงศรีสิงหสงคราม พ.ท.ประสบ ฐิติวร พ.ต.ชิน หงส์รัตน์ ร.อ.หิรัญ สมัครเสวี ร.อ.สุรพันธ์ อิงคุลานนท์ ร.ท.บุญช่วย ศรีทองเกิด ส่วนที่เหลือได้รับการปล่อยตัวไป[11]

ผลกระทบ

ผลของกบฏเสนาธิการที่มีต่อการเมืองของประเทศไม่รุนแรงนัก เพราะรัฐบาลสามารถจับตัวไดก่อนลงมือทำการ แต่อย่างไรก็ตาม กบฏครั้งนี้เปรียบเสมือนสัญญาณที่ชี้ให้เห็นว่า คณะรัฐประหารเริ่มหมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศแล้ว และแนวโน้มที่จะใช้กำลังทหารเพื่อการยึดอำนาจอาจเกิดขึ้นได้อีก ผลกระทบที่สำคัญของกบฏนี้คือ ทำให้ฝ่ายคณะรัฐประหารสามารถเข้าควบคุมอำนาจในกองทัพบกได้มากขึ้น นายทหารสายเสนาธิการที่เหลือตกอยู่ใต้การบังคับบัญชาของ พล.ต.เดช เดชประดิยุทธ์ นายทหารที่คณะรัฐประการไว้วางใจ นอกจากนี้ยังมีการเลื่อนเอาคนของฝ่ายคณะรัฐประหารมาแทนนายทหารระดับนายพันหลายคนที่ถูกปลดจากตำแหน่งอันเนื่องจากการก่อการ กองทัพบกต้องเสียนายทหารระดับหัวกะทิที่มีแนวโน้มประชาธิปไตยมากที่สุดในกองทัพไปในกบฏครั้งนี้ และทำให้กองทัพมีแนวโน้มไปในทางอนุรักษ์นิยมมากขึ้น[12]

อ้างอิง

  1. โรม บุนนาค, คู่มือรัฐประหาร , กรุงเทพฯ : สยามบันทึก, 2549, หน้า 91
  2. สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, แผนชิงชาติไทย, พิมพ์ครั้งที่2, กรุงเทพฯ: พี.เพรส., 2550, หน้า 153.
  3. เรื่องเดียวกัน, หน้า 154 – 155.
  4. โรม บุนนาค, เรื่องเดิม, หน้า103 – 104.
  5. สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, เรื่องเดิม, หน้า 155.
  6. เรื่องเดียวกัน, หน้า 158.
  7. เรื่องเดียวกัน, หน้า 156.
  8. เรื่องเดียวกัน, หน้า 159.
  9. เรียบเรียงจาก โรม บุนนาค, คู่มือรัฐประหาร , หน้า 104 – 105. และ สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, แผนชิงชาติไทย, หน้า 163.
  10. โรม บุนนาค, คู่มือรัฐประหาร, หน้า 105.
  11. สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, แผนชิงชาติไทย, หน้า 165.
  12. เรื่องเดียวกัน , หน้าเดียวกัน.

ดูเพิ่มเติม